ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่ *สิทธิราชใหม่เป็นอย่างไร*

09/01/2010 at 5:20 pm (Uncategorized)


บท: ดารณี รวีโชติ
การรัฐประหาร 8 กันยายน 2490 เป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นอำนาจของฝ่ายราชสำนัก และเข้มแข็งขึ้นในการรัฐประหารปี 2500 สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จนถึงปัจจุบัน ทำให้ระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์อยู่ใต้กฎหมายอย่างอังกฤษตามแนวทางที่คณะราษฎรสถาปนาขึ้นแปรเปลี่ยนไป และพัฒนากลายเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่

2 ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่เป็นอย่างไร?
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่(Neo Absolute Monarchy) เป็นการวิเคราะห์ในเชิงโครงสร้างของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างไปจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ในนานาอารยะประเทศ เช่น อังกฤษ นอร์เวย์ ญี่ปุ่น เป็นต้น กล่าวคือโดยหลักแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น อำนาจอธิปไตยจะต้องเป็นของประชาชน แต่สำหรับประชาธิปไตยของประเทศไทยอำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชนนั้นเป็นเพียงรูปแบบเท่านั้น

แต่เนื้อหาที่แท้จริงแล้วอำนาจอธิปไตยยังเป็นของพระมหากษัตริย์อยู่ โดยทั้งอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ล้วนแล้วแต่รวมศูนย์อยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์เช่นเดียวกับระบบสม บูรณาญาสิทธิราชในอดีต ด้วยเหตุนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อระบบการปกครองที่เป็นจริงของไทยในปัจจุบัน

และเพื่อประโยชน์ทางวิชาการในการสื่อความหมาย และทำความเข้าใจต่อปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จึงเรียกระบบการปกครองที่มีลักษณะพิเศษเช่นนี้ว่า “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่” แทนที่จะเรียกว่าประชาธิปไตยแบบไทยๆ

เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่เป็นจริงของระบอบการปกครองของไทยในปัจจุบันตามที่กล่าวข้างต้น ผู้อ่านจะต้องเปิดใจกว้างและกล้าที่จะมองปัญหาผ่านม่านทางวัฒนธรรมที่ครอบงำความคิดของสังคมไทยอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชนและนักวิชาการในมหาวิทยาลัย

เกือบทั้งหมดได้ทรยศต่อวิชาชีพของตน กล่าวคือสื่อมวลชนและนักวิชาการไม่กล้าพูดความจริง และบางคนไม่เพียงแต่ไม่กล้าพูดความจริงเท่านั้น แต่ได้สร้างความอัปยศต่อวงการด้วยการพูดบิดเบือน หลอกลวงประชาชนว่าการปกครองของไทยที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

เป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีลักษณะพิเศษของตัวเองเรียกว่าประชาธิปไตยแบบไทยๆ หรือเลวร้ายยิ่งกว่านั้นก็โจมตีว่าระบอบประชาธิปไตยที่ใช้อยู่กันทั้งโลกนี้ไม่ถูกต้อง และไม่เหมาะสมกับประเทศไทยเพราะนักการเมืองของไทยเลวเกินกว่าที่จะนำระบอบประชาธิปไตยของตะวันตกมาใช้ได้

จึงเห็นสมควรต้องสร้างการเมืองใหม่ คือคืนอำนาจทั้งหมดกลับคืนสู่พระมหากษัตริย์ และให้พระองค์เป็นผู้ใช้พระราชอำนาจนั้นตามพระบรมราชวินิจฉัยเอง เพราะพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ล้วนแต่เป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เป็นผู้ประกอบแต่คุณงามความดี ประดุจดังเทพเจ้าจึงเป็นผู้เหมาะสมที่จะเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐ

และชี้ขาดความถูกต้องทางการเมือง ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงขอวิเคราะห์และเปรียบเทียบให้ผู้อ่านเห็นเนื้อหาของระบอบการปกครองในปัจจุบันนี้ว่าแท้จริงแล้วมิใช่ประชาธิปไตย หากแต่เป็นระบอบการปกครองที่มีเนื้อหาคล้ายคลึงกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชในอดีตเป็นอย่างมาก

ดังนั้นในที่นี้จึงขอเรียกว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่ ดังนี้ ในกรอบการเมือง แม้อำนาจอธิปไตยของไทยในปัจจุบันจะถูกกล่าวอ้างว่าเป็นของประชาชนโดยแบ่งออกเป็น 3 อำนาจ ถ่วงดุลกันอันได้แก่อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้กฎหมาย

รัฐธรรมนูญโดยใช้อำนาจนิติบัญญัติผ่านทางรัฐสภา ใช้อำนาจบริหารผ่านทางรัฐบาล และใช้อำนาจตุลาการผ่านทางศาล แต่ในความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ กล่าวคือพระมหากษัตริย์และรัชทายาททุกพระองค์ทรงอยู่เหนือกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายทั่วไป

ดังจะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลา 60 กว่าปีในรัชสมัยของรัชกาลปัจจุบัน กฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งถือเป็นกฎหมายสำคัญสูงสุดเพราะเป็นกฎหมายแม่บทที่ค้ำประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนแต่กลับมีผู้กระทำผิดโดยทำการฉีกรัฐธรรมนูญครั้งแล้วครั้งเล่าซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116

ที่มีโทษถึงประหารชีวิต แต่พระองค์กลับรับรองการฉีกรัฐธรรมนูญนั้นโดยลงพระปรมาภิไธยรับรองการกระทำที่ผิดกฎหมายนั้นมาโดยตลอดโดยถือเป็นพระราชอำนาจของพระองค์ ซึ่งก็แสดงให้เห็นได้ชัดแล้วว่าพระองค์ทรงมีพระราชอำนาจอยู่เหนือกฎหมายสูงสุด

จึงมีอำนาจรับรองการฉีกกฎหมายรัฐธรรมนูญของผู้กระทำการรัฐประหารยึดอำนาจ และเป็นผลให้เกิดการร่างกฎหมายโดยบุคคลคนเดียว โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของประชาชนที่เรียกว่า ประกาศคณะปฏิวัติบ้าง, ประกาศคณะปฏิรูปบ้าง(แล้วแต่ว่าผู้ยึดอำนาจจะเรียกตัวเองว่าอะไร) เป็นต้น

พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญมิใช่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ การรับรองรัฐธรรมนูญที่คณะปฏิวัติคณะต่างๆ ร่างขึ้นโดยประชาชนไม่มีส่วนร่วมนั้นแสดงถึงพระราชอำนาจที่พระองค์ทรงสร้างรัฐธรรมนูญได้เอง นอกจากนี้ประมวลกฎหมายรัษฎากร

ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในการเรียกเก็บภาษีแก่คนไทยทุกคนที่มีรายได้ แต่ปรากฏว่าพระมหากษัตริย์และรัชทายาททุกพระองค์ที่มีรายได้ในรูปเงินเดือนจากเงินภาษีอากรของประชาชน และจากการรับบริจาค รวมทั้งจากการประกอบธุรกิจในฐานะที่ถือหุ้นอยู่ในบริษัทธุรกิจมากมาย

ในประเทศไทยและต่างประเทศ แต่กลับไม่ต้องเสียภาษี โดยกรมสรรพากรไม่กล้าดำเนินการเรียกเก็บหรือฟ้องร้อง ความเป็นจริงที่สามารถพิสูจน์ได้นี้แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงอยู่เหนือกฎหมาย ซึ่งไม่ต่างอะไรจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชในอดีต

ส่วนอำนาจอธิปไตยที่รัฐธรรมนูญทุกฉบับกล่าวอ้างว่าเป็นของประชาชนนั้น ก็ไม่เป็นความจริงทั้งรูปแบบและเนื้อหากล่าวคืออำนาจอธิปไตยแบ่งออกเป็น 3 อำนาจ คือ อำนาจนิติบัญญัติ, อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ หากดูจากเปลือกนอกก็จะเห็นภาพสวยหรูว่าเป็นอิสระ

และเป็นอำนาจที่มาจากประชาชน แต่หากเจาะลึกมองเข้าไปข้างในก็จะเห็นความจริงว่าทั้ง 3 อำนาจนี้ถูกครอบงำโดยราชสำนักทั้งหมด ดูจากภายนอกจะเห็นว่ามีเพียงอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารเท่านั้นที่มีรูปแบบมาจากการเลือกตั้งของประชาชน

แต่อำนาจตุลาการนั้นทั้งรูปแบบและเนื้อหาไม่มีส่วนใดที่เชื่อมโยงกับประชาชนเลย อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร แม้จะมาจากการเลือกตั้ง แต่ก็ถูกตัดทอนด้วยการรัฐประหารล้มระบบการเลือกตั้งอยู่เสมอ และเมื่อรวมระยะเวลาแห่งการใช้อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร

ที่มาจากประชาชนด้วยการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยแล้ว ก็จะมีระยะเวลาที่สั้นกว่าอำนาจที่มาจากการกระทำผิดกฎหมายของคณะปฏิวัติที่ไม่เป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย และยิ่งกว่านั้นทุกครั้งที่ฉีกรัฐธรรมนูญและร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็จะตัดอำนาจของประชาชน

และเพิ่มอำนาจให้แก่ข้าราชการ โดยเฉพาะอำนาจของฝ่ายทหารให้มากขึ้นทุกครั้งไป โดยกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญที่ร่างใหม่อยู่เสมอ ด้วยรูปแบบที่ปกปิดหลอกลวง อาทิเช่น กำหนดที่มาและวิธีการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาให้มีความลำบากมากขึ้นเพื่อมิให้เกิดอำนาจนิติบัญญัติ

และอำนาจบริหารที่เป็นปึกแผ่นและมิให้เกิดระบบพรรคการเมืองที่มั่นคง รวมทั้งกำหนดในรัฐธรรมนูญเพื่อตัดสิทธิอำนาจของผู้แทนราษฎร และจำกัดสิทธิอำนาจของรัฐมนตรีในฐานะของฝ่ายบริหารที่มาจากประชาชนเลือกตั้ง มิให้เข้าไปควบคุมระบบราชการที่ขึ้นตรงต่อกษัตริย์

โดยเฉพาะอำนาจในการแต่งตั้ง โยกย้าย ข้าราชการที่ขึ้นตรงต่อกษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์กรทหารและตำรวจมิให้คณะรัฐมนตรีเข้าไปแตะต้องได้เลย อีกทั้งการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารและของสภาในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ราชสำนักก็จะใช้ระบบราชการควบคุม

โดยใช้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นข้าราชการที่มีประวัติการทำงานเป็นผู้มีแนวคิดจารีตนิยม และเป็น ผู้ใกล้ชิดราชสำนัก และโดยเฉพาะในขณะนี้ยังใช้ศาลฎีกา ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ เข้ามาควบคุมรัฐบาลและสภาอีกชั้นหนึ่ง

ดังนั้นอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติจึงถูกครอบงำจากราชสำนักอย่างเข้มแข็ง อำนาจตุลาการนั้นนับตั้งแต่ก่อนการเปลี่ยนแปลงและหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 ยังคงเป็นอำนาจเฉพาะของพระมหากษัตริย์มาโดยตลอดโดยเป็นผู้แต่งตั้งโดยตรงที่เรียกว่า “โปรดเกล้า”

โดยมีกระบวนการคัดเลือกตามระบบงานราชการก่อนการโปรดเกล้า โดยทั้งกระบวนการของการแต่งตั้งผู้พิพากษาซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการนั้นตั้งแต่ผู้พิพากษาธรรมดาจนถึงประธานศาลฎีกา ไม่มีส่วนยืดโยงหรือเกี่ยวข้องใดๆ กับอำนาจของราษฎรเลย

ซึ่งแตกต่างจากระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงที่ตั้งมั่นอยู่ในยุโรปและอเมริกา ที่ต้องมีการเลือกตั้งผู้พิพากษาด้วยวิธีการพิเศษกว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บางประเทศเลือกตั้งโดยตรง เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศก็เลือกตั้งโดยอ้อม

เหตุผลสำคัญที่โครงสร้างอำนาจของไทยไม่ยอมให้ราษฎรมีส่วนเกี่ยวข้องกับอำนาจตุลาการทั้งทางตรง และทางอ้อม แท้จริงก็คือการรักษาอำนาจโดยสมบูรณ์ไว้กับองค์พระมหากษัตริย์ แต่ไม่มีใครกล้าที่จะพูดความจริงเช่นนี้ หากแต่ได้ให้เหตุผลหลอกลวงราษฎรว่าหากราษฎร

มีส่วนเลือกตั้งผู้พิพากษา ทั้งทางตรงและทางอ้อมแล้ว ก็จะทำให้ศาลเสียความเป็นกลาง ไม่อาจจะประสิทธิประสาทความยุติธรรมได้ แต่จากความเจริญทางการสื่อสารของโลกก็ทำให้เราเห็นชัดเจนว่าข้ออ้างเหล่านี้เป็นเรื่องโกหก เพราะก็ปรากฏหลักฐานของประเทศต่างๆ

ที่เจริญแล้วว่าอำนาจตุลาการที่ผ่านกระบวนการประชาธิปไตยที่แท้จริงก็สามารถให้ความยุติธรรมแก่ราษฎรได้ และได้ดีกว่าระบบยุติธรรมที่เป็นอยู่ในประเทศไทยเสียอีก ดังจะเห็นจากข่าวมีการฉ้อราษฎร์ของผู้คนในวงการตุลาการไม่น้อยหน้าไปกว่าหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐ

จากตัวอย่างที่เป็นจริงของระบอบประชาธิปไตยที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในโลกนี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าอำนาจอธิปไตยที่เป็นของราษฎรนั้นเกิดขึ้นได้จริง และให้ความเป็นธรรมแก่ราษฎรได้ ซึ่งเป็นการตบปากนักวิชาการทั้งหลายที่โฆษณาหลอกลวงราษฎร

เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การผูกขาดอำนาจตุลาการไว้กับองค์พระมหากษัตริย์ ระบบความยุติธรรมของไทยจึงต้องสร้างกรอบความคิดให้เห็นว่าความยุติธรรมที่แท้จริงต้องเป็นเสมือนหนึ่งลอยมาจากสรวงสวรรค์ ด้วยการแต่งตั้งจากสมมุติเทพคือองค์พระมหากษัตริย์เท่านั้น

จึงจะเป็นความยุติธรรมที่แท้จริง ด้วยเหตุนี้ระบบยุติธรรมหรืออำนาจตุลาการของไทยจึงบิดเบี้ยวและมีอำนาจกระทำต่อราษฎรเสมือนหนึ่งเป็นข้าทาสเช่นอดีต ส่วนตัวผู้พิพากษามีฐานะเหมือนขุนนาง ผู้ใกล้ชิดกษัตริย์ เราจึงเห็นผู้พิพากษาดุและตวาดราษฎรที่ไปขอความเป็นธรรม

ไม่เว้นแม้แต่ทนายความและอัยการเมื่ออยู่ในศาลเยี่ยงข้าทาส และเป็นที่ประจักษ์ชัดที่สุดว่าอำนาจตุลาการนั้นเป็นเครื่องมือของกษัตริย์และราชวงศ์ จะเห็นได้ว่าตลอดตั้งแต่ตั้งประเทศไทยมาทั้งในระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชดั้งเดิมก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475

และในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เราจึงไม่อาจจะเห็นการดำเนินคดีกับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ และผู้มีเชื้อพระวงศ์ทั้งหลายที่มีการกระทำผิดกฎหมายได้เลย เชื้อพระวงศ์แห่งราชสำนักทั้งหมดจึงกลายเป็นชนชั้นอภิสิทธิ์ชนอยู่เหนือระบบกฎหมาย

เหมือนในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชแบบดั้งเดิมทุกประการ การที่ผู้เขียนกล่าวข้างต้นนี้มิได้กล่าวหาว่าพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดจะเป็นผู้กระทำผิดแต่อย่างใด แต่เป็นการกล่าวโดยหลักการเพื่อแสดงให้เห็นว่าเมื่อระบบยุติธรรมหรืออำนาจ

ตุลาการถูกจัดวางเช่นนี้ อีกทั้งมีวัฒนธรรมครอบงำความคิดของคนที่เป็นผู้พิพากษาด้วย ให้เคารพสักการะองค์พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นดั่งองค์สมมุติเทพด้วยแล้ว อำนาจตุลาการจึงไม่อาจจะดำรงอยู่อย่างเป็นกลาง เป็นธรรม และอย่างเสมอภาคกันกับมนุษย์ทุกคนในประเทศนี้ได้

และในความเป็นจริงที่ทุกคนต่างก็เป็นมนุษย์ ก็อาจจะมีการกระทำผิดได้ทุกคน ตัวอย่างความไม่เป็นธรรมก็ได้ปรากฏให้เห็นชัดเจนในสังคมนี้แล้ว กรณีการกระทำผิดทางเพศ ข่มขืนกระทำชำเราต่อเด็กผู้หญิงที่อายุต่ำกว่า 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญาถือว่าเป็นความผิดที่รุนแรง

และไม่อาจจะยอมความได้ ก็ปรากฏขึ้นกรณีหม่อมลูกปลาที่เชื้อพระวงศ์ท่านหนึ่ง(น้องชายของสมเด็จพระราชินี)ได้เก็บเด็กผู้หญิงบ้านนอกคนหนึ่งที่ชื่อลูกปลามาเลี้ยงไว้ตั้งแต่อายุ 11 ขวบ เพื่อมาบริการทางเพศให้แก่ตนเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 10 ปี แต่ก็ไม่มีการดำเนินคดี

จนกระทั่งข้อเท็จจริงได้ปรากฏแดงขึ้นในภายหลัง, หลังจากที่เกิดกรณีฆาตกรรมเชื้อพระวงศ์คุณชายท่านนั้น สังคมจึงได้รับทราบความจริงอันขมขื่นที่เด็กผู้หญิงบ้านนอกคนหนึ่งถูกกระทำอย่างไร้ซึ่งคุณธรรมและต้องตกเป็นจำเลยในข้อหาฆ่า เชื้อพระวงศ์ท่านนั้น เป็นต้น

ซึ่งเหตุการณ์อันไม่ถูกต้องโดยกระบวนการยุติธรรมไม่อาจจะเข้าไปประสาทความยุติธรรมได้ในลักษณะนี้ยังมีอีกมากก็กลายเป็นเรื่องซุบซิบนินทากันทั้งสังคม เช่น การหายตัวอย่างลึกลับของนางศิรินทิพย์ ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ และการตายอย่างมีปริศนาด้วยโรคหัวใจล้มเหลว

ของ พ.ท.ณรงค์เดช ทั้งๆ ที่เป็นผู้มีสุขภาพแข็งแรง ซึ่งนักวิชาการจะอธิบายกระบวนการยุติธรรมของไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้อย่างไรนอกจากอำนาจตุลาการไม่อาจจะให้ความเป็นธรรมต่อประชาชนในกรณีที่เชื้อพระวงศ์เป็นผู้กระทำผิดเท่านั้น

จากโครงสร้างที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเช่นนี้ อำนาจตุลาการได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ใช้ในการกล่าวหาใส่ร้ายประชาชนหรือนักการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์กันด้วยข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่มีโทษรุนแรง

อีกทั้งมาตรานี้ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปิดปากประชาชนห้ามมิให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ทั้งสิ้น รวมตลอดทั้งใช้เป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอยู่เสมอมา ซึ่งปัจจุบันก็มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ใช้ข้อหานี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อทำลายฐานของพรรคการเมือง

พรรคไทยรักไทย และทำลายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ได้รับความนิยมชมชอบจากราษฎร แต่ด้วยสำนักพระราชวังหวั่นเกรงว่าจะมีอำนาจบารมีมากขึ้นมาเทียบหรือมาแข่งอำนาจของกษัตริย์ได้ ด้วยการตัดสินลงโทษจำคุก ยึดทรัพย์ ยุบพรรคเพื่อทำลายฐานอำนาจทั้งหมดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นต้น

ส่วนอำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหารนั้น แม้จะมาจากประชาชนโดยตรงดังที่กล่าวในเบื้องต้น แต่ในการบริหารอำนาจรัฐบาล และรัฐสภาก็ไม่อาจกระทำการใดๆ ขัดพระราชประสงค์ของพระมหากษัตริย์ ทั้งในกิจการส่วนพระองค์หรือในกิจการของรัฐ เช่นโครงการตามพระราชดำริต่างๆ

รัฐบาลต้องตอบสนอง และรัฐสภาไม่อาจจะตรวจสอบการใช้เงินของโครงการได้เสมือนหนึ่งว่าการประมูลงานการจัดซื้อจัดจ้างเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริที่ปลัดกระทรวง อธิบดี เป็นผู้ดำเนินการนั้นมีแต่ความบริสุทธิ์ผุดผ่อง รวมตลอดทั้งกฎหมายที่เข้าสู่การพิจารณาของสภาจะขัดพระราชประสงค์ก็ไม่ได้

แม้กระทั่งพระราชบัญญัติงบประมาณแผ่นดินที่ผู้แทนราษฎรจะใช้อำนาจราษฎรในการวิพากษ์วิจารณ์จำนวนตัวเงินและความเหมาะสมของโครงการพระราชดำริที่แฝงอยู่ในกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ ก็ไม่ได้ด้วย มีคำสั่งลับในทุกรัฐบาลห้ามอภิปรายงบประมาณของสำนักพระราชวังและงบอื่นๆ

ที่เกี่ยวกับโครงการพระราชดำริโดยเด็ดขาด ดังนั้นกฎหมายที่ก้าวหน้าหลายฉบับโดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษี, กฎหมายการถือครองที่ดิน และภาษีมรดกที่จะมีผลทำให้ได้เม็ดเงินจำนวนมากมาดูแลคนยากจน, ที่ในต่างประเทศล้วนแต่มีระบบจัดเก็บภาษีดังกล่าวอย่างก้าวหน้า

แต่สำหรับประเทศไทยไม่อาจออกกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ได้ ด้วยเพราะพระมหากษัตริย์มีที่ดินมากที่สุดในประเทศไทยและมีสินทรัพย์ที่เป็นมรดกตกทอดมากที่สุดในประเทศไทย สิ่งทั้งหลายทั้งปวงของอำนาจฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้นนี้ไม่อาจจะกระทำได้ด้วยเหตุผล

ที่วัฒนธรรมและกฎหมายในสังคมไทยสร้างขึ้นปิดกั้นไว้โดยถือว่า “เป็นการระคายเคืองเบื้องยุคลบาท” กล่าวโดยสรุปก็จะเห็นได้ว่า ที่กล่าวอ้างว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของราษฎร โดยผ่านระบบการเลือกตั้งตัวแทนนั้นจึงเป็นเพียงรูปแบบซึ่งมิใช่ความเป็นจริงแต่โดยเนื้อหาแห่งความเป็นจริงนั้น

อำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์ โดยเป็นพระราชอำนาจตามที่นายประมวล รุจนเสรี อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้บันทึกความเป็นจริงไว้ในหนังสือเรื่องพระราชอำนาจ ในกรอบเศรษฐกิจ

พระมหากษัตริย์ของไทยเป็นผู้มีสินทรัพย์อันเป็นมรดกตกทอดทั้งที่ดิน สิ่งก่อสร้าง ธุรกิจการค้า ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งทองคำ เพชรนิลจินดา เครื่องประดับต่างๆ และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน รวมแล้วมีมากมายมหาศาล

โดยนิตยสารฟอร์บ(FORB) ได้เสนอบทความราชวงศ์ที่รวยที่สุดในโลกเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2551 โดยระบุว่า พระมหากษัตริย์ของไทยมีพระราชทรัพย์มากที่สุดในบรรดา 15 ราชวงศ์ที่อยู่ในทำเนียบการจัดอันดับของฟอร์บโดยมีพระราชทรัพย์ประมาณการได้ล่าสุดกว่า 35 พันล้านเหรียญสหรัฐ

(ประมาณ 1.19 ล้านล้านบาท ตามอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลล่าร์ = 34 บาท) ความมากมายของจำนวนทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ไทย มีมากจนต้องตั้งสำนักงานบริหารจัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์ เป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์”

ทรัพย์สินที่เป็นที่รู้จักดีของราษฎร ก็คือที่ดินของพระมหากษัตริย์ที่ตั้งอยู่กลางเมืองในย่านธุรกิจของทุกจังหวัดในประเทศไทยที่มีการเก็บค่าเช่าในแต่ละเดือนมีมูลค่ามหาศาล กิจการขนาดใหญ่เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป เช่น บริษัทปูนซีเมนต์ไทย ธนาคารไทยพาณิชย์

ศูนย์การค้าสยามพารากอน ศูนย์การค้าดิโอลด์ พลาซ่าเจริญกรุง เป็นต้น และนอกจากนี้ก็มีการถือหุ้นในบริษัทมหาชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ อีกจำนวนมาก ซึ่งรายได้หลักของพระมหากษัตริย์ที่มาจากกิจการต่างๆ อันได้แก่ ค่าเช่าที่ดินและธุรกิจต่างๆ แล้วยังมีรายได้หลักจากเงินบริจาคต่างๆ

จากราษฎร และจากบริษัทห้างร้านต่างๆ ในโอกาสวันสำคัญๆ อีกมากมายในแต่ละปี ธุรกิจของพระมหากษัตริย์ นอกจากจะไม่มีความเสี่ยงต่อการขาดทุนตามกลไกตลาดของระบบการค้าแล้ว ยังได้รับการคุ้มครองจากระบบอำนาจการเมืองที่ทุกรัฐบาลจะต้องดูแลคุ้มครองให้

เช่น การขอขึ้นราคาปูนซีเมนต์ซึ่งเป็นสินค้าควบคุมจะมีอยู่เสมอในทุกๆ ปี หรือกรณี เกิดวิกฤตเศรษฐกิจค่าเงินบาทในปี 2540 เป็นผลให้ธุรกิจของพระมหากษัตริย์ เช่น บริษัทปูนซีเมนต์ไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ต้องประสบกับภาวะล้มละลาย

ก็ปรากฏหลักฐานเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่ารัฐบาลของนายชวน หลีกภัย โดยนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ได้นำเงินภาษีของประชาชนไปอุ้มกิจการดังกล่าวจนพ้นวิกฤตหากจะพิจารณาถึงอำนาจเศรษฐกิจในประเทศไทย

ก็สามารถสรุปได้ว่ากลุ่มธุรกิจการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดก็คือกลุ่มทุนของราชสำนัก ซึ่งมีทั้งทุนและอำนาจทางการเมืองให้ความคุ้มครอง ลักษณะทุนเช่นนี้ได้กลายเป็นต้นแบบของระบบทุนนิยมในประเทศไทย ซึ่งมีศัพท์ทางวิชาการเรียกว่า “ระบอบทุนนิยมขุนนาง”

กล่าวคือได้มีบริษัทเอกชนขนาดใหญ่จำนวนมากได้นำหุ้นของบริษัทตนจำนวนหนึ่งถวายให้แก่พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ พร้อมทั้งแบ่งปันผลประโยชน์ให้เป็นประจำทุกปี ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองหรือเกิดความเกรงใจของหน่วยงานราชการในการจัดเก็บภาษีและบังคับใช้กฎหมาย

บริษัทเอกชนในลักษณะนี้ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มความหมายของระบอบ ทุนนิยมขุนนางด้วย จะสังเกตได้ง่ายโดยดูจากรูปตราครุฑที่ติดอยู่หน้าบริษัทนั้นๆ จากข้อสรุปการวิเคราะห์ความเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่โดยมองจากกรอบอำนาจทางเศรษฐกิจ

ก็จะเห็นว่าพระมหากษัตริย์ไทยยังทรงมีอำนาจพิเศษทางเศรษฐกิจสูงสุดของรัฐไทย เฉกเช่นเดียวกับเมื่อครั้งอาณาจักรสยามยังคงปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชแบบดั้งเดิม
ในกรอบวัฒนธรรม แม้คำพูดของพระมหากษัตริย์ไทยจะมิใช่กฎหมายดังที่เรียกว่าพระบรมราชโองการ

เหมือนอย่างแต่ก่อนเมื่อครั้งปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชก็จริง แต่โดยการสร้างระบบวัฒนธรรมที่รวมศูนย์อำนาจความเชื่อถือไว้ที่องค์พระมหากษัตริย์ประดุจดังสมมุติเทพ และอำนาจทางกฎหมายที่ห้ามวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งต่อองค์พระมหากษัตริย์ที่มีโทษรุนแรง

ได้สร้างอำนาจเผด็จการทางวัฒนธรรมขึ้น ทำให้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่มีความเข้มแข็งยิ่งกว่าในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชดั้งเดิมเสียอีก กล่าวคือ ไม่เฉพาะแต่คำพูดของพระมหากษัตริย์เท่านั้นที่ต้องปฏิบัติตามเสมือนหนึ่งเป็นกฎหมาย

เพียงแต่แค่แนวคิดก็กลายเป็นกฎหมายเช่นเดียวกัน เช่น แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งสังคมเรียกว่า “แนวพระราชดำริ” ก็กลายเป็นสิ่งสำคัญที่ใครๆ จะโต้แย้งไม่ได้ และจากอำนาจเผด็จการทางวัฒนธรรมนี้ รัฐบาลสุรยุทธ จุลานนท์ ที่มาจากการยึดอำนาจ

หรือเรียกว่ารัฐบาลพระราชทานก็ได้แปรแนวพระราชดำริ ซึ่งเป็นอำนาจเผด็จการทางวัฒนธรรม เป็นอำนาจเผด็จการทางกฎหมายโดยไม่มีใครโต้แย้งได้ โดยการนำแนวพระราชดำริไปบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เป็นแนวนโยบายเศรษฐกิจหลักแห่งรัฐซึ่งเป็นผลให้ไม่ว่าพรรคการเมืองใด

จะเสนอนโยบายเศรษฐกิจที่แตกต่างจากพระราชดำริต่อราษฎรแม้ว่าจะได้รับความเห็นชอบจากราษฎรในการเลือกตั้งแล้ว ก็ไม่อาจจะดำเนินการได้เพราะเป็นการกระทำผิดต่อรัฐธรรมนูญซึ่งจะถูกอำนาจตุลาการ คือศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ถอดถอนออกจากการเป็นรัฐบาลได้

หากจะวิเคราะห์เจาะลึกลงไปถึงรากฐานวัฒนธรรมทางศาสนา รัชกาลปัจจุบันแห่งราชวงศ์จักรี แม้จะอยู่ในศตวรรษที่ 21 ที่โลกทั้งโลกเจริญด้วยเทคโนโลยี ราษฎรในทุกประเทศแข่งขันทางด้านการศึกษาและพัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ แต่วัฒนธรรมของประเทศไทยโดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นผู้นำ

ดูเสมือนจะหันหลังให้แก่โลกทางวิทยาศาสตร์ ด้วยการเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณในการปลุกเสกวัตถุมงคล เครื่องรางของขลัง จนกระทั่งในปี พ.ศ.2549 ต่อ 2550 ซึ่งเป็นช่วงการรัฐประหารยึดอำนาจโดยการนำของพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ที่มีผลทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ

แต่ปรากฏว่ายอดการซื้อขายจตุคามรามเทพ เครื่องรางของขลัง สัญลักษณ์แห่งศาสนาพราหมณ์มีตัวเลขสูงจนช่วยให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจเติบโตขึ้น รวมตลอดถึงการใช้ชื่อราชวงศ์ว่าราชวงศ์จักรี และสัญลักษณ์แห่งราชวงศ์เป็นครุฑก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งศาสนาพราหมณ์

และมีพราหมณ์ประจำราชสำนักในการดูฤกษ์ดูยามและผูกดวงชะตาราศีในการกำหนดพระราชพิธีต่างๆ ทั้งหมด โดยคนในราชวงศ์ชั้นสูงก็เชื่อมั่นในกรอบแนวคิดแบบพราหมณ์มากกว่าพุทธ จนกระทั่งก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองขึ้น เช่นสมเด็จ พระราชินี

ก็ทรงเชื่อว่าพระองค์คือพระนางศรีสุริโยทัย(ผู้เคยช่วยพระสวามีจนกระทั่งสิ้นพระชนม์บนคอช้างเมื่อสมัยอยุธยาเป็นราชธานี)กลับชาติมาเกิดในปัจจุบันนี้ และทรงสนับสนุนให้สร้างภาพยนตร์เรื่อง สุริโยทัยเพื่อประกาศเกียรติคุณของสมเด็จพระราชินีที่จงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ให้ประชาชนได้รับรู้

และในชาตินี้พระองค์ก็จะมาช่วยกอบกู้บ้านเมืองเหมือนเช่นอดีตอีกจนกลายเป็นปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ ด้วยเพราะเชื่อว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตชาติเป็นพระเจ้าตากสินกลับชาติมาเกิดเพราะมีชื่อที่สะกดเป็นภาษาอังกฤษ(TAKSIN)

ออกเสียงเหมือนกัน และจะมาล้างแค้นราชวงศ์จักรีอันเป็นผลจากความขัดแย้งทางการเมืองในอดีตชาติ ปัจจุบันนี้ แม้ราษฎรส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาพุทธ แต่ก็ไม่อาจจะกล่าวได้ว่าประเทศไทยมีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติเพราะจากสภาพความเป็นจริงหากจะกล่าวว่า

“ประเทศไทยมีศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาประจำชาติ” น่าจะมีเหตุผลมากกว่า การคงรักษาวัฒนธรรมทางไสยศาสตร์ดั้งเดิมไว้ในภาวะที่โลกกำลังค้นคว้าพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ และโลกกำลังพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐด้วยการแข่งขันทางเศรษฐกิจ

ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางวัฒนธรรมเก่ากับใหม่ขึ้นในประเทศไทย แต่สถาบันกษัตริย์ก็ได้พยายามระดมนักคิดนักวิชาการเพื่อสร้างระบบคิดหาเหตุผลสร้างความชอบธรรมให้แก่ข้อคิดทางไสยศาสตร์ เพื่อกล่อมเกลาให้ประชาชนเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้

เช่นชาติกำเนิด,โลกนี้และโลกหน้า, เมื่อตายแล้วจะต้องกลับชาติมาเกิดใหม่ และเรื่องเทพยาดาฟ้าดินโดยจะรู้ความลึกลับเหล่านี้ได้จะต้องฝึกสมาธินั่งทางในจึงจะรู้อดีตชาติได้ โดยมีเกจิอาจารย์ตามวัดต่างๆ ที่ราชสำนักกำหนดขึ้นว่าเป็นผู้วิเศษหลายคนที่หลงเชื่อก็เดินทางไปสู่สำนักเกจิอาจารย์เพื่อฝึกฝน

ถ้ายังไม่เห็นสวรรค์เกจิอาจารย์ก็อ้างว่ายังฝึกฝนไม่เพียงพอ, ถ้ายังไม่เห็นอดีตชาติก็อ้างว่าจิตยังหยาบ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนยอมรับการมีอำนาจรัฐของพระมหากษัตริย์ และราชวงศ์ที่ทำบุญมาแต่ชาติปางก่อนจึงมีสิทธิที่จะเสพสุขจากเงินภาษีอากรของราษฎรได้อย่างชอบด้วยเหตุผล

ในขณะที่คนไทยส่วนใหญ่แม้ยากจน แต่ก็จำยอมด้วยระบบคิดที่ถูกสร้างขึ้นและไม่อาจจะโต้แย้งได้ด้วยเหตุผลกำปั้นทุบดินว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” หรืออาจจะเจอข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ก็ได้ ดังนั้นจึงต้องยอมรับว่าพระมหากษัตริย์คือสมมุติเทพโดยไม่โต้แย้ง

ในกระบวนการทางวัฒนธรรมความเชื่อนับว่าเป็นแนวรบที่ทางราชสำนักให้ความสำคัญ เพื่อสร้างระบบคิดครอบงำสังคมให้ราษฎรเชื่อถือและยอมรับทั้งการดำรงอยู่และแนวคิดของพระมหากษัตริย์ ด้วยเหตุนี้จึงมีการระดมนักวิชาการผู้ขายจิตวิญญาณมาร่วมคิดเพื่อหาเหตุผลมาสนับสนุนแนวคิดของกษัตริย์ให้เลอเลิศ

เช่น แนวพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงก็เห็นกันอย่างตำหูตำตาว่าพระองค์สอนให้ราษฎรประหยัด แต่การใช้ชีวิตของพระองค์และราชวงศ์ก็ใช้จ่ายกันอย่างฟุ่มเฟือย ไม่มีพระองค์ใดประหยัดเลย และพวกนักวิชาการหรือองคมนตรี, รัฐมนตรีทั้งหลายที่สั่งสอนชาวบ้านเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

นั้นก็ล้วนแต่เป็นมหาเศรษฐี มีทรัพย์สินเกินพอทั้งสิ้น ในขณะที่ราษฎรที่ฟังคนพวกนี้พูดนั้นวันๆ ไม่พอจะกิน หรือแม้แต่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ในปัจจุบันพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชดำรัสเตือนรัฐบาลว่าให้ใช้เงินงบประมาณด้วยความประหยัด ให้รักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด

แต่จากความเป็นจริงในงานพระราชพิธีพระราชทางเพลิงศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ก็ใช้จ่ายเงินอย่างมากมาย เฉพาะพระเมรุมาศที่สร้างแล้วก็ต้องรื้อทิ้งมีมูลค่าสูงถึง 300 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายงบประมาณทั้งหมดในการจัดงานประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา สูงถึงประมาณ 3,000 ล้านบาท

ซึ่งเป็นเงินภาษีของราษฎร จำนวนเงินนี้สูงเกือบเท่ากับงบประมาณประจำปีของกระทรวงพาณิชย์หรือกระทรวงต่างประเทศทั้งปี ซึ่งขัดแย้งกับพระราชดำรัสที่เตือนรัฐบาล แต่พวกนักวิชาการผู้ทรยศต่อวิชาชีพก็ต่างปิดปากเงียบทำไม่รู้ไม่เห็นแล้วก้มหน้าก้มตาหาเหตุผลจากมุมมองแปลกๆ

มาเชียร์แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงกันตะพึดตะพือ ทั้งๆ ที่นักวิชาการก็รู้แก่ใจว่าการเสนอแนวคิดนี้แท้จริงคือ การหลอกลวงเมื่อมองทั้งในกรอบโครงสร้าง อำนาจ การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม แล้วก็จะเห็นว่าที่มาแห่งอำนาจในปัจจุบันนี้มีแต่เพียงรูปแบบเท่านั้น

ที่เรียกว่าประชาธิปไตย แต่เนื้อของอำนาจที่แท้จริงเป็นของพระมหากษัตริย์ จึงไม่อาจจะกล่าวเป็นอย่างอื่นได้ว่าระบอบการปกครองของไทยวันนี้ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแต่แท้จริง คือ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่
Read More

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: