*การเมืองปลายรัชกาลกับภาวการณ์เปลี่ยนแปลง *

28/03/2010 at 8:04 am (บทความ)


บท: ดารณี รวีโชติ
อำนาจการเมืองรวมศูนย์อยู่ที่ไหน ผลประโยชน์ของรัฐก็จะรวมศูนย์อยู่ที่นั่น รวมตลอดทั้งกำลังพลก็จะรวมศูนย์รับใช้อำนาจอยู่ ณ ที่นั้นด้วย เพราะยศถาบรรดาศักดิ์ อาหารการกิน ความสมบูรณ์พูนสุข เป็นเป้าหมายของมนุษย์ ซึ่งในระบอบประชาธิปไตย อำนาจรัฐเป็นเรื่องสมบัติผลัดกันชม

แต่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชอำนาจรัฐเป็นทรัพย์สมบัติของกษัตริย์ที่ไม่อาจ จะผลัดให้ใครมาชมได้ เมื่อครองอำนาจแล้วต้องครองต่อไป ไม่มีวาระการดำรงตำแหน่งเหมือนการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ยิ่งพระมหากษัตริย์ของไทยองค์ปัจจุบันมีทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์มากถึง 1.19 ล้านล้านบาท

ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลกด้วยแล้ว พระราชอำนาจของท่านจึงยิ่งใหญ่ เมื่อใกล้การผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน พระองค์ใดจะขึ้นมาครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 10 จึงเป็นเรื่องที่โลกต้องจับตามอง และสำหรับข้าราชบริพารทหาร ตำรวจ ที่แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายย่อมมีเดิมพันทางผลประโยชน์ผูกพันไปกับสายเจ้านาย พระองค์ใดพระองค์หนึ่งด้วย

ด้วยสังคมไทยมีกฎหมาย และวัฒนธรรมโบราณที่ปิดกั้นการคิด และการรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับการสืบราชสมบัติของราชสำนักด้วยแล้ว เรื่องราวการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเจ้านายพระองค์ใดมีความเหมาะสมที่จะขึ้นครอง ราชย์จึงกลายเป็นเรื่องต้องห้าม

แต่ความเป็นจริงก็ไม่อาจจะปิดกั้นความคิดของชาวบ้านได้ เรื่องราวราชสำนักจึงกลายเป็นเรื่องซุบซิบกันทั้งบ้านทั้งเมืองว่า “รัชกาลที่ 10 จะเป็นฟ้าชาย หรือสมเด็จพระเทพ?” แต่วันแล้ววันเล่า พสกนิกรก็เฝ้าที่จะชื่นชมบารมีด้วยใจจดจ่ออย่างเงียบๆ แต่ก็ไม่มีหมายกำหนดการ

ทั้งๆ ที่พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลก็ทรงพระเจริญในพระชนมายุมากแล้ว และก็ทรงประชวรอยู่บ่อยครั้งตามที่เป็นข่าว แต่ก็ยังไม่มีข่าวที่พสกนิกรเฝ้ารอ ในที่สุดก็ซุบซิบกันต่อจนมีข้อสรุปตรงกันว่าราชสำนักคงมีปัญหาไม่ลงตัวในการ ผลัดเปลี่ยนรัชกาลอย่างแน่นอน

ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองในระบอบรัฐสภา ซึ่งก็มีความขัดแย้งช่วงชิงผลประโยชน์กันเป็นปกติอยู่แล้ว เกิดความรุนแรงยิ่งขึ้น ตามสภาพความไม่ลงตัวของราชสำนักนั้นด้วย เพราะผู้นำของพรรคการเมืองก็ต้องหูตาไว คอยเกาะติดข่าวกับข้าราชบริพารในสำนักพระราชวัง รวมถึงองคมนตรีด้วย

ด้วยเหตุที่อำนาจการเมืองที่แท้จริงรวมศูนย์อยู่ที่ราชสำนัก ดังนั้นถ้าใครเกาะผิดสาย หรือตกขบวนรถไฟก็หลุดอำนาจทางการเมืองทันที ดังนั้นเหตุการณ์ทางการเมือง ที่นายทหารใหญ่ ตำรวจใหญ่ ทั้งหลาย มุ่งแต่จะฟังคำสั่งจากพลเอกเปรมมากกว่าจะปฏิบัติตามหน้าที่ของตนตามกฎหมาย

ก็เพราะเชื่อมั่นว่าพลเอกเปรมเป็นผู้ใกล้ชิดทั้งกษัตริย์ และราชินี ซึ่งจะเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการขึ้นครองราชย์ของรัชกาลที่ 10จากสภาพการเมืองปลายรัชกาล และความไม่ลงตัวของราชสำนักเช่นนี้จึงเกิดความวิตกกังวลต่อการสืบต่ออำนาจ ของราชวงศ์

ด้วยเกรงว่าจะเกิดการแย่งชิงอำนาจกันจนเป็นเหตุให้ราชวงศ์สิ้นสุดเพียงแค่ 10 รัชกาล ยิ่งมีคำทำนายโบราณของสมเด็จพุฒาจารย์ที่มีมาตั้งแต่ต้นราชวงศ์ โดยพยากรณ์เป็นปริศนาว่าจะเกิดเหตุการณ์สำคัญๆ ในแต่ละรัชกาล และสิ้นสุดเพียง 10 รัชกาล จึงกลายเป็นความวิตกอย่างยิ่งของราชสำนักตามคำทำนาย ดังนี้

มหากาฬ(รัชกาลที่ 1) ,ภาณยักษ์(รัชกาลที่ 2) ,รักษ์บัณฑิต (รัชกาลที่ 3) ,สถิตย์ธรรม(รัชกาลที่ 4) ,จำแขนขาด(รัชกาลที่ 5), ราชโจร (รัชกาลที่ 6) ,นนทุกข์(รัชกาลที่ 7) ,ยุคทมิฬ(รัชกาลที่ 8), ถิ่นกาขาว (รัชกาลที่ 9) ,ชาวศิวิไลย์(รัชกาลที่ 10)

จากคำพยากรณ์นี้ได้มีการตีความกันว่าราชวงศ์จักรีจะมีเพียง 10 รัชกาลเท่านั้น เพราะเมื่อถึงยุคชาวศิวิไลย์แล้วทุกอย่างก็เจริญรุ่งเรืองไม่ต้องมีกษัตริย์ ปกครองอีกต่อไป และที่สังคมไทยมีความเชื่อมากยิ่งขึ้นเพราะคำทำนายนี้ได้บอกเหตุการณ์สำคัญๆ ในแต่ละรัชกาลถูกต้อง อาทิเช่น

รัชกาลที่ 1 มีความยากลำบากต้องเผชิญสงครามกับพม่า จึงเรียกว่าเป็นยุคมหากาฬ ,ส่วนรัชกาลที่ 2 นั้นทำนายว่าจะเป็นผู้ที่ทรงความรู้ก็เป็นจริง เพราะพระองค์ทรงเป็นนักปราชญ์ ,ในรัชกาลที่ 3 ก็ทำนายว่าเป็นยุคที่บัณฑิตเฟื่องฟู ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 3 ก็มีความเจริญรุ่งเรือง มีการสร้างวัดวาอาราม

แต่งสำเภาไปค้าขายต่างประเทศ และทำนายว่ารัชกาลที่ 4 สถิตธรรมก็มีส่วนจริง เพราะก่อนขึ้นครองราชย์รัชกาลที่ 4 ก็ทรงผนวช และเป็นผู้สร้างนิกายศาสนาพุทธขึ้นอีกนิกายหนึ่งคือนิกายธรรมยุติ,รัชกาลที่ 5 จำแขนขาด ก็หมายถึงการเสียดินแดนก็เป็นจริง ,

รัชกาลที่ 6 ก็มีการใช้เงินหมดพระคลัง ,รัชกาลที่ 7 ก็ต้องรับภาระ เพราะเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง และต้องสละราชสมบัติเหมือนนนทุกข์ ซึ่งเป็นตัวละครในรามเกียรติ์ ,รัชกาลที่ 8 ก็ถูกลอบปลงพระชนม์สมกับเป็นยุคทมิฬ ส่วนรัชกาลที่ 9 ก็ตีความหมายกันมากมายว่ามีฝรั่งผิวขาวเข้ามาในประเทศมาก

บางสำนักก็ตีความว่าเป็นยุคแห่งความผิดปกติวุ่นวายผิดธรรมชาติ เพราะธรรมชาติอีกาต้องสีดำ แต่อีกากลับกลายเป็นสีขาวหมด และเมื่อถึงรัชกาลที่ 10 ก็จะกลายเป็นยุคแห่งความเจริญคือชาวศิวิไลย์ ซึ่งวันนี้ก็เห็นแล้วว่าใกล้จะเป็นจริง เพียงแต่มีกระบวนการของราชสำนักที่จะเหนี่ยวรั้งไม่ให้เกิดความเจริญขึ้น

ด้วยการนำเสนอแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้ประชาชนทำงานแต่พออยู่พอกิน ไม่เน้นการผลิตที่ก้าวหน้าทันสมัย และไม่เน้นการเก็บระบบภาษีที่ก้าวหน้าจากคนรวยเพื่อมาเฉลี่ยสุขให้แก่คนจน เพราะจะกระทบผลประโยชน์ของราชสำนัก ดังนั้นการเหนี่ยวรั้งสังคมเช่นนี้ในภาวะที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ คนยากจนอดอยาก

จึงบ่งบอกถึงการจะเกิดปฏิวัติใหญ่ในประเทศไทย เพื่อก้าวสู่ยุคชาวศิวิไลย์ความวิตกกังวลของราชสำนักได้ถูกกระพือโหมจากพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มบุคคลที่เสียผลประโยชน์ทางการเมืองจากนโยบาย และความนิยมของประชาชนที่มีต่อตัว พ.ต.ท.ทักษิณ

เพื่อให้ราชสำนักเกิดความตื่นกลัวแล้วมาสนับสนุนพวกของตนที่จะเอาชนะทักษิณ ด้วยวิธีการนอกกฎหมาย ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการวางแผนช่วงชิงอำนาจทางการเมืองด้วยวิธีการที่นอกระบอบ ประชาธิปไตยโดยการแสดงตัวเป็นผู้จงรักภักดีต่อราชสำนัก

และใส่ร้ายว่าทักษิณคิดการใหญ่จะสถาปนาสาธารณรัฐ เพื่อขึ้นเป็นประธานาธิบดีเอง และเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ ก็มีผู้ใกล้ชิดพลเอกเปรม เช่น นายโสภณ สุภาพงศ์ และนายสนธิ ลิ้มทองกุล และพรรคพวกออกมาระบุรายละเอียดว่าทักษิณได้ร่วมปรึกษาหารือกับอดีตแกนนำพรรค คอมมิวนิสต์แห่งปะเทศไทย

ที่เป็นอดีตผู้นำนักศึกษาหัวรุนแรง เช่น นายเกรียงกมล เลาหะไพโรจน์ และนายภูมิธรรม เวชชยะชัย ที่ประเทศฟินแลนด์ โดยจัดทำเป็นเค้าโครงเรียกว่า “ปฏิญญาฟินแลนด์” เพื่อล้มราชวงศ์ แต่ก็ถูกตอบโต้จากนายภูมิธรรมและพวกทำการฟ้องร้องคดีต่อศาลในข้อหาหมิ่น

ประมาท และแม้ศาลจะตัดสินนายสนธิ ลิ้มทองกุล และพวก ว่ามีความผิด แล้วแต่กระแสข่าวก็ยังไม่หยุด ล่าสุดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แม้จะดำรงตำแหน่งเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ก็ยังใส่ร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างเปิดเผยในการตอบกระทู้ในสภาเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2552 ว่า “พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการจะเป็นประธานาธิบดี”

การใส่ร้ายป้ายสีเพื่อช่วงชิงอำนาจการเมืองจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กระทำกันอย่างเป็นระบบโดยเครือข่ายราชสำนัก จนในที่สุดก็เกิดการช่วงชิงอำนาจจากรัฐบาลทักษิณเป็นผลสำเร็จ แต่ก็กลายเป็นจลาจลวุ่นวายทางการเมืองของไทยนับแต่การยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549

เป็นต้นมาจนถึงจลาจลการยึดสนามบิน และสงครามประชาชนเสื้อเหลือง เสื้อแดงที่คุกรุ่นขึ้นจนถึงทุกวันนี้หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันได้ถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นผลจาก ภาวะการเมืองปลายรัชกาล โดยมีพลเอกเปรมเป็นผู้ใช้อำนาจอันมิชอบนี้ ก็คือการเปิดเผยข้อเท็จจริงของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่รู้ปัญหาเต็มอกแต่ยากที่จะเปิดเผยอย่างหมดเปลือกต่อสาธารณะชนได้ก็คือ คำให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์อาซาฮี ชิมบุน ที่ญี่ปุ่น ว่า“

อาซาฮี : คุณมีความเห็นยังไงกับรัฐบาลใหม่ของไทย
ทักษิณ : พรรคประชาธิปัตย์ได้อำนาจจากเสียงส่วนใหญ่ ด้วยการสนับสนุนจากศาล จากกองทัพ และคณะองคมนตรี สาเหตุที่พวกเขาเรียกร้องให้ผมเลิกยุ่งกับการเมืองไทย ก็เพราะพวกเขาไม่มั่นใจว่าจะกุมอำนาจได้ ถ้าผมยังยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ผมเชื่อว่า จริงๆ แล้วกองทัพและคณะองคมนตรีนั่นแหละที่ต้องเลิกยุ่งกับการเมือง

อาซาฮี : คุณยังจะสู้ต่อหรือเปล่า
ทักษิณ : ผมกำลังจะอายุครบ 60 ปี ในเดือนกรกฎาคมปีนี้ ผมอยากจะใช้ชีวิตอย่างสงบ และหวังว่า จะได้เห็นความสมานฉันท์อีกครั้งในหมู่คนไทย แต่ผมยังไม่ได้รับข้อเสนออะไรจากรัฐบาล หรือกลุ่มต่อต้านทักษิณว่า ต้องการจะเจรจา ผมยังตายไม่ได้ก่อนที่จะพิสูจน์ว่าผมไม่ได้รับความยุติธรรม และผมเชื่อว่า กลุ่มผู้สนับสนุนผมจะสู้กับพวกเขาต่อ แม้ว่าผมจะตายไปแล้วที่นี่”
(คัดจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11276)

หลังจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ให้สัมภาษณ์สดทางโทรทัศน์ DTV เช้าวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2552 เวลา 10.00 น. ความสำคัญตอนหนึ่งว่า

“ไม่ว่าจะต่อสู้บนนรกหรือสวรรค์ก็จะต่อสู้ ถ้าไม่คืนความเป็นธรรมให้ก็จะไม่มีวันหยุดเคลื่อนไหว ซึ่งทุกวันนี้มีความพยายามดำเนินคดีและรังแกตนเองทุกอย่าง แล้วอย่าคิดว่าจะส่งคนมาฆ่าตนที่ต่างประเทศ เพราะถึงตายก็ไม่หยุดแน่ ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ เพราะมีผู้ระแวงว่าตนเองไม่จงรักภักดี………..ผมขอยืนยันว่าตนเองจงรัก ภักดีมากที่สุดคนหนึ่ง อย่ามาหาเรื่องกัน สมมติฐานนี้ผิดก็ควรทำสมมติฐานให้ถูก ความไม่จงรักภักดีที่ผมถูกกล่าวหาก็จะได้รับการแก้ไข ผมขอเรียกร้องว่าขอให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน เริ่มต้นใหม่ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกติกา ในชีวิตผมเองได้รับพระราชทานอะไรมามากมาย ผมมีความกตัญญู หวังว่าสักวันหนึ่งเมื่อใช้กรรมที่เกิดขึ้นในชาติที่แล้วหมด ต่อไปก็คงจะโชคดี ได้รับกรรมดีกลับมารับใช้แก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนถ้าพรรคพวกได้เป็น รัฐบาล”
Read More

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: