*โฆษณาด้านเดียว ทำลายประชาธิปไตย*

31/01/2010 at 9:35 pm (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
การกล่าวโจมตีนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งว่าเป็นการเข้าสู่อำนาจโดยใช้ เงินซื้อเสียง และใช้เงินทุนมหาศาล เมื่อเข้ามามีอำนาจก็มากอบโกยโกงกินได้กลายเป็นวาทะกรรมที่พวกขุนนาง อาจารย์มหาวิทยาลัย และสื่อมวลชนสาย “ศักดินาสวามิภักดิ์”

ได้ประสานเสียงกันจนกลายเป็นกระแสหลักครอบงำความคิดของสังคม จนกระทั่งไม่อาจจะมีพรรคการเมืองใดเลยที่จะมีความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย มาปกครองประเทศได้ จะมีก็แต่พรรคการเมืองที่โกหกหลอกลวงแนบเนียนที่สุด เช่น พรรคประชาธิปัตย์

ที่รับใช้ฝ่ายเจ้ามายาวนานเท่านั้น จึงจะมีความชอบธรรมในการเป็นรัฐบาล ดังนั้นด้วยการสร้างวาทะกรรมเช่นนี้จึงไม่อาจเกิดการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย ได้อย่างเป็นจริงเลย กล่าวคือนักการเมืองทุกคนกลายเป็นผู้ร้าย และพรรคการเมืองทุกพรรคกลายเป็นซ่องโจรในสายตาของประชาชน

ซึ่งส่งผลให้เกิดวัฒนธรรม “การเมืองเป็นเรื่องน่ารังเกียจ” และด้วยวาทะกรรมและวัฒนธรรมเช่นนี้จึงสร้างความชอบธรรมให้แก่อำนาจนอกระบบ เข้ามาใช้อำนาจแทรกแซงทางการเมือง ตั้งแต่การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีก็จะมีเด็กฝากของวังบ้าง ของทหารบ้าง

จนถึงการรวบอำนาจไปทั้งหมดด้วยการทำรัฐประหารยึดอำนาจภาพการเมืองประชาธิปไตยในสายตาของเจ้าจึงเป็นภาพแห่งการล้มลุกคลุกคลานที่ น่าสมเพชเวทนา ของพวกไพร่ พวกเจ๊กแป๊ะที่ไม่รู้จักประชาธิปไตยแต่อยากมีอำนาจทางการเมือง ทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้ความสามารถ

เพียงแต่มีเงินก็มีการซื้อเสียงกันมาโดยไม่รู้จักอับอาย สมมุติว่าหากจะยอมรับแนวคิดของราชสำนักที่โจมตีให้ร้ายระบอบประชาธิปไตย อย่างเกินจริงแล้ว ก็จะขอให้ผู้รักความเป็นธรรมทั้งหลาย ลองตั้งคำถามในใจของตนดูเถอะว่า

“การเข้าสู่อำนาจด้วยการซื้อเสียง กับ การเข้าสู่อำนาจด้วยการรัฐประหารนั้น อย่างไหนเลวร้ายกว่ากัน” และ“การเข้าสู่อำนาจด้วยการซื้อเสียง กับ การอยู่ในอำนาจตลอดการด้วยการหลอกลวงประชาชนว่าเป็นผู้มีบุญบารมีมาแต่ชาติ ปางก่อนนั้น อย่างไหนเลวร้ายกว่ากัน”

แม้จะมีการซื้อเสียงอย่างไร การเข้าสู่อำนาจทางการเมืองก็ต้องผ่านการเห็นชอบจากประชาชนและตรวจสอบได้ ทุกๆ 4 ปี แต่การเข้ามามีอำนาจโดยการยึดอำนาจและการมีอำนาจโดยการอ้างบุญบารมีนั้น ประชาชนไม่มีสิทธิตรวจสอบเลยไม่ว่ากรณีใดๆ

นอกจากจะใช้อำนาจเผด็จการทางกฎหมายปิดกั้นโดยมีคุกตารางข่มขู่แล้ว ยังใช้อำนาจเผด็จการทางวัฒนธรรมข่มขู่หลอกลวงว่าห้ามพูดถึงเพราะเป็นบาปกรรม ที่จะตามติดไปชาติหน้าอีกด้วย
เราไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่ากระบวนการประชาธิปไตยของประเทศด้อยการพัฒนาทางการ

เมืองจะไม่มีการซื้อเสียง แต่จากความเป็นจริงได้พิสูจน์แล้วว่านักการเมืองที่ซื้อเสียงทุกคนนั้นไม่ ได้ประสบชัยชนะทุกคน และมิใช่นักการเมืองทุกคนเป็นผู้ซื้อเสียงหมด และสาเหตุสำคัญที่ประชาชนต้องการผลตอบแทนจากการลงคะแนนเลือกตั้งนั้น ก็เป็นเพราะระบบการเมืองประชาธิปไตยแบบไทยๆ

ไม่มีคำตอบในการแก้ปัญหาความทุกข์ยากของเขา ซึ่งประชาชนรับรู้รูปธรรมทางตรงได้เพียงเท่านี้ ด้วยเพราะการที่จะก้าวลึกเข้าไปด้วยการศึกษาแลกเปลี่ยนเพื่อรับรู้ความจริง แท้นั้น กระทำมิได้เพราะมีระบบกฎหมายคอยควบคุมไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดในข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” มาตรา 112

และกบฏภายในราชอาณาจักร มาตรา 116 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ด้วยเหตุนี้ประชาชนจึงไม่อาจจะเข้าใจความจริงได้ว่าที่พรรคการเมืองไม่มีคำ ตอบให้ได้นั้นแท้ที่จริงก็เพราะพรรคการเมืองไม่มีความมั่นคงด้วยการถูกแทรก แซงจากอำนาจนอกระบบด้วยการปฏิวัติรัฐประหารอยู่ตลอดเวลา

และแก่นแท้ปัญหาคือ ความมั่นคงของพรรคการเมืองนั้นเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่ ซึ่งหลักฐานชัดเจนที่สุดที่ได้อธิบายให้เห็นชัดก็คือเมื่อเกิดพรรคการเมือง ที่เข้มแข็งขึ้นแล้วในปี 2544 คือพรรคไทยรักไทยโดยการนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

จึงสามารถจัดทำนโยบายที่แก้ปัญหาพื้นฐานของประชาชนได้จริง และประชาชนก็ได้แสดงถึงความเข้าใจต่อความดีงามของระบอบประชาธิปไตยด้วยการลง คะแนนให้พรรคไทยรักไทย อย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 2548 โดยได้คะแนนเสียง ส.ส.สูงถึง 377 คน จาก ส.ส.ทั้งสภามี 500 คน

ซึ่งสภาพการเมืองเช่นนี้ได้แสดงผลให้เห็นถึงพัฒนาการที่ดีของระบอบ ประชาธิปไตยในประเทศไทยแล้วว่าจะเกิดการแข่งขันเชิงนโยบายในระบบพรรคซึ่งจะ ลดทอนการซื้อเสียงลงอย่างแน่นอน แต่แล้วระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่ก็เกรงกลัวการเข้มแข็งของระบบพรรคการ

เมืองของประชาชน ซึ่งจะลดทอนอำนาจนอกระบบของตน จึงได้ใช้กลไกทางสังคมทั้งหมดโดยเฉพาะทหาร อาจารย์มหาวิทยาลัยสื่อมวลชน และกลุ่มพลังมวลชนสายศักดินาสวามิภักดิ์ เข้าบดขยี้อย่างเป็นขบวนการโดยผ่านผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์

เป็นผู้ประสานการเคลื่อนไหวตั้งแต่ต้นปี 2548 หลังทราบผลการเลือกตั้งที่พรรคไทยรักไทยได้ 377 เสียง โดยมีกลุ่มพันธมิตรฯ จุดประกายไฟให้เกิดปัญหาแล้วระดมตีด้วยอาจารย์มหาวิทยาลัยและสื่อมวลชน แล้วปิดท้ายด้วยละครฉากเก่าคือทหารออกมายึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549

แม้คณะรัฐประหารจะจัดตั้งรัฐบาลพร้อมกับสร้างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่เอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคประชาธิปัตย์ที่คณะทหารสนับสนุนอย่างเต็มที่แล้ว พร้อมกับยุบพรรคไทยรักไทย ตัดสิทธิ์ทางการเมือง กีดกันพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และแกนนำออกจากระบบการเมืองแล้วก็ตาม แต่การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550

หลังการยึดอำนาจประชาชนก็ยังลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นที่รู้กันของประชาชนว่าเป็นพรรคการเมืองของทักษิณกลับมาเป็นเสียง ข้างมากและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อีก แต่ฝ่ายเจ้าก็ไม่ยินยอมและได้แสดงบทบาทโดยใช้อำนาจนอกระบบกดดันรัฐบาลนาย สมัครและนายสมชายให้พ้นอำนาจไป

ทำให้ประเทศไทยทำลายสถิติโลก คือ เพียง 1 ปี มีถึง 4 รัฐบาลเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ได้เป็นบทพิสูจน์แล้วว่าประชาชนได้เห็นคุณประโยชน์ของ ระบอบประชาธิปไตย และพึงพอใจต่อหลักการที่อำนาจอยู่ในมือของตนแล้ว แต่อำนาจนอกระบบต่างหากที่ไม่พึงพอใจที่อำนาจจะเป็นของประชาชน และอำนาจนอกระบบนี้เองได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยของ ไทยไม่อาจจะพัฒนาต่อไปได้ ดังเช่นนานาอารยประเทศ

Permalink ให้ความเห็น

*อำนาจนอกระบบคือปัจจัยหลักทำลายประชาธิปไตย*

30/01/2010 at 9:34 pm (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงจากนักวิชาการในมหาวิทยาลัย จากสื่อมวลชน และผู้นำทางความคิดของสังคมที่มีแนวคิด “ศักดินาสวามิภักดิ์” โดยได้ประสานเสียงโฆษณามอมเมาประชาชนว่า “ระบอบประชาธิปไตยของไทยที่ไม่อาจจะดำเนินไปได้เหมือนต่างประเทศนั้น

เกิด จากความเลวร้ายของนักการเมืองไทย” คำกล่าวเหล่านี้เป็นการโกหกของพวกนักวิชาการจอมตลบตะแลง โดยแท้จริงแล้วพวกเขานอกจากจะขี้ขลาดไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์อำนาจนอกระบบแล้ว พวกเขายังเกาะกลุ่มหาประโยชน์ทางการเมืองกับอำนาจนอกระบบหรืออำนาจเผด็จการ

อีก ด้วย และทุกครั้งที่อำนาจนอกระบบใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจล้มรัฐบาล พวกเขาก็จะออกมาให้เหตุผลความถูกต้องของการยึดอำนาจและเข้ามาเป็นรัฐมนตรี และสมาชิกสภานิติบัญญัติ โดยการแต่งตั้งของอำนาจนอกระบบกันเป็นทิวแถว

หาก เราจะเปรียบเทียบคุณภาพของนักการเมืองไทยกับนักการเมืองต่างประเทศในกลุ่ม ประเทศอาเซียน ซึ่งถือได้ว่ามีวัฒนธรรม และพัฒนาการใกล้เคียงกันแล้วก็จะเห็นได้ว่า “วาทะกรรม” ของพวกศักดินาสวามิภักดิ์นั้นเป็นการโกหกที่ต่อเนื่องมายาวนาน

และ ใช้อำนาจเผด็จการทางกฎหมาย และอำนาจเผด็จการทางวัฒนธรรมมาครอบงำความคิดของประชาชนไม่ให้กล้ามองทะลุ ม่านประเพณีว่าแท้จริงความเลวร้ายของระบบการเมืองไทยวันนี้อยู่ที่อำนาจนอก ระบบที่ไม่ยอมรับระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือคุณภาพของนักการเมือง

นั้น เราสามารถดูได้จากตัวชี้วัดก็คือ ดูจากคุณภาพของประชาชนซึ่งประชาชนในประเทศไทยก็มีคุณภาพทางการศึกษาในอัตรา ส่วนใกล้เคียงกันกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เหมือนกัน หรืออาจจะสูงกว่าอีกหลายประเทศด้วยซ้ำไป

แต่ ทำไมประเทศเพื่อนบ้านของเราจึงสามารถปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยกันได้ ต่อเนื่องยาวนาน จนทำให้ประเทศของเขามีความเจริญรุ่งเรืองได้แท้จริง แล้วประเทศเพื่อนบ้านของเราที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยได้ต่อเนื่องยาว นานนั้น เพราะเขาไม่มีอำนาจนอกระบบที่ทรงประสิทธิภาพ

เช่นประเทศไทย ที่มีทั้งอิทธิพล ทางการทหาร และอิทธิพลทางความคิดและวัฒนธรรมที่ทับอยู่บนหัวและคอยเข้ามาทำลายระบอบ ประชาธิปไตยอยู่ตลอดเวลา
อำนาจนอกระบบที่ทรงพลังของไทยก็คืออำนาจของ กลุ่มทหารและกลุ่มข้าราชการที่มีราชสำนักคอยหนุนหลังอยู่ตลอดเวลานั่นเอง
Read More

Permalink ให้ความเห็น

*รูปธรรมอันน่าสงสัยจากถนอมถึงทักษิณ *

29/01/2010 at 9:25 pm (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
นับตั้งแต่สิ้นรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ การพังทลายของรัฐบาลในหลายรัฐบาลโดยเฉพาะรัฐบาลที่มีลักษณะบ่งบอกว่ามีความ เข้มแข็งและมั่งคง ล้วนแล้วแต่ต้องพังทลายลงทุกรัฐบาลไปด้วยข้อกล่าวหาทางการเมืองที่คล้ายคลึง กันคือ “ไม่จงรักภักดี” บ้างก็ถูกขับไล่โดยพลังมวลชน

บ้างก็ถูกขับไล่โดยการรัฐประหาร ไม่เว้นแม้แต่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง และครองอำนาจยาวนานถึง 8 ปี ก็ต้องมีอันเป็นไปในลักษณะคล้ายๆ กัน จนสามารถสรุปได้ว่าในช่วงนับแต่ปี 2506-2551 ซึ่งประวัติศาสตร์ได้เริ่มเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยที่ภาคพลเรือนเริ่มมีบทบาท

มากขึ้นนั้น ประเทศไทยก็ยังไม่อาจมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้ และแม้ล่าสุดวิวัฒนาการของระบบพรรคการเมืองไทยได้พัฒนาสูงขึ้นจนถึงขั้นเกิด ระบบพรรคการเมืองที่เข้มแข็งจนทำให้การเมืองไทยเกิดเสถียรภาพด้วยการสามารถ จัดตั้งรัฐบาลด้วยพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวได้คือ พรรคไทยรักไทย

โดยการนำของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในช่วงเวลา 2544-2549 และความมีเสถียรภาพของรัฐบาลประชาธิปไตย ก็ได้ส่งผลดีต่อการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่ตกค้างมาตั้งแต่ปี 2540 และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นมามากกว่าแต่ก่อนในระดับหนึ่งด้วย นโยบายสาธารณสุขที่ก้าวหน้าตามโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค

และนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจรากหญ้าตามโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เป็นต้น จนเป็นที่ถูกตาต้องใจของประชาชนส่วนข้างมาก รัฐบาลจากระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพ เช่น รัฐบาลทักษิณ นี้ก็ยังไม่อาจจะดำรงอยู่ได้ ทั้งๆ ที่มีผลงานและมีคุณภาพมากกว่ารัฐบาลก่อน

แต่กลับมีอายุสั้นกว่ารัฐบาลก่อนๆ ที่ด้อยคุณภาพกว่าเสียอีก โดยรัฐบาลทักษิณได้จบบทบาทลงด้วยการยึดอำนาจของฝ่ายทหารในข้อหาเดียวกันว่า “ไม่จงรักภักดี” อีกเช่นเดียวกัน
จากภาวะความไร้เสถียรภาพของรัฐบาลที่ไม่ว่าจะมาจากระบอบเผด็จการทหาร ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ หรือเต็มใบ ดังที่กล่าวมาทั้งหมดเหล่านี้

ทำให้เกิดข้อกังขาในทางวิชาการว่า การพังทลายของรัฐบาลจนไม่อาจจะมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้เลยนี้ เป็นผลมาจาก นักการเมืองไทยเลว หรือ อำนาจนอกระบบการเมืองไทยเลว กันแน่
ถ้าปัญหาความไม่มั่นคงของระบอบประชาธิปไตยของไทยมีสาเหตุหลักมาจากอำนาจนอก ระบบ ก็จะต้องมีคำถามต่อไปว่า “อำนาจนอกระบบนั้นคือใคร?”

Permalink ให้ความเห็น

*บทบาทของวังใน สายตาต่างประเทศ*

28/01/2010 at 11:42 am (Uncategorized)


บท: ดารณี รวีโชติ
ด้วยการเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก นั้นย่อมเป็นธรรมดาที่จะมีคนสนใจทั้งที่ชื่นชม และวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะนักวิชาการและผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่จะใช้เป็นกรณีศึกษาเกี่ยวกับ การบริหารจัดการทางอำนาจว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามารถครองราชย์ได้ ยาวนาน

นายดันแคน แมคคาร์โก(Duncan Mccargo) ศาสตราจารย์ด้านการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยลีดส์ ได้ทำการศึกษาวิจัยและตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ The Pacific Review เมื่อ 4 ธันวาคม 2005 โดยมีข้อความสำคัญตอนหนึ่งว่า

“ลักษณะสำคัญของเครือข่ายกษัตริย์ไทยตั้งแต่ปี 2523 ถึง 2544 ก็คือกษัตริย์เป็นผู้ชี้ขาดสูงสุดในการตัดสินใจทางการเมืองเวลาเกิดวิกฤต และการที่กษัตริย์เป็นต้นกำเนิดหลักของความชอบธรรมของชาติ กษัตริย์ทำตัวเป็นผู้ออกความคิดเห็นและชอบสั่งสอนเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ของชาติ

และช่วยกำหนดวาระแห่งชาติผ่านพระราชดำรัสวันเฉลิมพระชนมพรรษาทุกปี กษัตริย์แทรกแซงการพัฒนาทางการเมืองอย่างกระตือรือร้น โดยส่วนมากจะผ่านทางตัวแทนของพระองค์ เช่น องคมนตรีและนายทหารที่ได้รับความไว้วางใจ โดยมีอดีตผู้บัญชาการทหารบกและอดีตนายกฯ เปรม ติณสูลานนท์

เป็นหัวหน้าของเหล่าตัวแทนคอยช่วยกำหนดลักษณะของรัฐบาลผสม และคอยตรวจสอบการดำเนินการทางทหารและการโยกย้ายต่างๆ ระบบการปกครองแบบเครือข่ายนี้ต้องพึ่งพาการจัดประชาชนที่เหมาะสม(โดยเฉพาะคน ที่เหมาะสม)

ไว้ในงานที่เหมาะสมซึ่งการจัดสรรตำแหน่งนี้เป็นบทบาทหลักของเปรม โดยเฉพาะในช่วงภาวะวิกฤติการณ์ทางการเมืองปี 2549-2551 ที่มีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยภายใต้การนำของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่เริ่มออกมาเคลื่อนไหวขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

จนเกิดการฉวยโอกาสกระทำการรัฐประหารโดยทหารกลุ่มหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข(คปค.) และภายหลังจากการเลือกตั้งเมื่อ 23 ธันวาคม 2550 แล้ว กลุ่มพันธมิตรฯ ยังก่อเหตุความวุ่นวายต่อเนื่องเพื่อขับไล่รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช

และรัฐบาลของนายสมชาย วงสวัสดิ์ จนถึงขั้นเป็นเหตุจลาจลให้ยึดทำเนียบรัฐบาล และปิดสนามบินทั้งสุวรรณภูมิและดอนเมืองอย่างอุกอาจ โดยทหารและตำรวจไม่กล้าใช้อำนาจดำเนินการปราบปรามหรือยับยั้งขัดขวาง จนเป็นที่กล่าวขานกันทั่วไปทั้งบ้านทั้งเมืองว่าเป็น “ม็อบเส้นใหญ่”

โดยเชื่อมโยงการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าได้รับการสนับสนุนจากราชสำนักนั้น จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อมวลชนในต่างประเทศอย่างเปิดเผยว่าเหตุการณ์ ที่กระทำผิดกฎหมายอย่างอุกอาจนั้นเป็นการกระทำของราชสำนักที่ไม่พอใจต่อตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

โดยการขับเคลื่อนของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีที่แสดงตัวเด่นชัดในทางสังคมว่าเป็นตัวแทนของราชสำนัก หรือผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ เช่น บทวิจารณ์ของนิตยสาร เดอะ อิโคโนมิส(The Economist) ฉบับลงวันที่ 4 ธันวาคม 2008 โดยมีข้อความ ตอนหนึ่งว่า

“After the 2006 coup, the 15th in Bhumibol’s reign, officials tried to tell foreigners that protocol obliged the king to accept the generals’ seizure of power. Thais got the opposite message.

The king quickly granted the coupmakers an audience, and newspapers splashed pictures of it, sending Thais the message that he approved of them. In truth the king has always been capable of showing his displeasure at coups when it suited him, by rallying troops or by dragging his feet in accepting their outcome. And he exerts power in other ways.

Since 2006, when he told judges to take action on the political crisis, the courts seem to have interpreted his wishes by pushing through cases against Mr Thaksin and his allies—most recently with this week’s banning of the parties in the government”

“หลังจากเกิดเหตุการณ์การรัฐประหารในปี พ.ศ.2549 ซึ่งเป็นครั้งที่ 15 ในรัชสมัยของกษัตริย์ภูมิพล เจ้าหน้าที่ทางการของไทยพยายามที่จะบอกชาวต่างชาติว่ารัฐพิธีบีบบังคับให้ กษัตริย์ต้องยอมรับการยึดอำนาจของนายทหารในกองทัพ ในขณะที่คนไทยถูกบอกอีกอย่างหนึ่งว่ากษัตริย์ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาต

ให้คณะผู้ก่อการรัฐประหารเข้าเฝ้าฯ และหนังสือพิมพ์ต่างๆ ได้ตีพิมพ์ภาพดังกล่าวในหน้า 1 เสมือนเป็นการบอกว่ากษัตริย์ได้ให้การยอมรับกับการยึดอำนาจดังกล่าว ในความเป็นจริงแล้วกษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจที่จะแสดงออกว่าทรงไม่เป็นที่พอ พระราชหฤทัยต่อการยึดอำนาจ

หากทรงเห็นเช่นนั้นโดยการสั่งการให้กำลังทหารภายใต้พระองค์ออกมาต่อสู้ หรือ แม้แต่การที่จะเลือกทรงนิ่งเฉยไม่ยอมรับผลดังกล่าวก็ได้แต่ทรงกลับเลือกที่ จะใช้พระราชอำนาจในอีกทางหนึ่งแทน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 ซึ่งได้ทรงมีพระราชดำรัสต่อบรรดาผู้พิพากษาให้ดำเนินการจัดการกับวิกฤตการ

เมืองนั้น บรรดาศาลดูเหมือนจะได้แปลพระราชประสงค์ออกมาโดยการเร่งดำเนินการกับคดีต่างๆ ต่อตัวอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และเครือข่ายของเขา โดยล่าสุดโดยการตัดสินยุบพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลทั้งสามพรรคลง”จาก หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น “อาซาฮี ชิมบุน(The Asahi Shimbun)”

ฉบับประจำวันที่ 19 ธันวาคม 2008 ก็ได้แสดงความกังวลใจ ต่อการเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์และเป็นห่วงเป็น ใยต่อความมั่นคงของนักธุรกิจญี่ปุ่นที่ลงทุนในประเทศไทยในกรณีที่หากเกิดการ ผลัดเปลี่ยนแผ่นดินในหัวเรื่อง “สื่อญี่ปุ่นออกโรงเตือนไทยและนายอภิสิทธิ์” ดังความตอนหนึ่งว่า

“Thailand’s credibility has been shattered in the international community. The weeklong siege of Bangkok’s two airports from late November by the anti-Thaksin People’s Alliance for Democracy (PAD) stranded many foreign tourists, including Japanese, and affected foreign companies operating in Thailand.

There are also concerns about the health of King Bhumibol Adulyadej, who has been playing a vital role in keeping the country together. The monarch turned 81 on Dec. 5 but did not give his customary pre-birthday address to the nation this year.

Unless the Thai government is able to regain its trust at home and abroad and reassure everyone, Japanese businesses in Thailand will have to re-examine their long-term strategies. The Japanese government ought to convey this concern to Abhisit.

The government and the people of Thailand also need to engage in open debate on the role of the monarchy in politics to ensure the establishment of their democracy over the long term.

The Thais cannot secure political stability if they keep relying on the king to intervene in times of crisis”

“เครดิตความเชื่อถือของเมืองไทย ได้ลดต่ำลงอย่างมากในสังคมโลก โดยเฉพาะหลังการปิดสนามบินในกรุงเทพทั้งสองสนามเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน โดยกลุ่มพันธมิตรที่ต่อต้านทักษิณซึ่งได้สร้างความเดือดร้อนอย่างมากให้แก่ นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ

รวมทั้งชาวญี่ปุ่นและเกิดผลกระทบต่อบริษัทต่างชาติที่ดำเนินการอยู่ใน ประเทศ ไทยด้วยความกังวลที่มีต่อสุขภาพของกษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช ซึ่งมีบทบาทในการดูแลประเทศชาติซึ่งจะมีอายุใกล้ครบ 81 ปีในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ แต่ในปีนี้ไม่มีการออกมาพูดกับคนในชาติก่อนวันเกิด

รัฐบาลไทยจะต้องทำงานเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ธุรกิจของชาวญี่ปุ่นในไทยจะต้องทบทวนยุทธศาสตร์ระยะยาวใหม่ รัฐบาลญี่ปุ่นจะต้องสื่อสารไปยังนายอภิสิทธิ์ถึงเรื่องดังกล่าวนี้ ให้รัฐบาลและประชาชนชาวไทย มีส่วนร่วมในการเปิดเวที

ถกปัญหาเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการเมือง เพื่อที่จะเป็นการสร้างพื้นฐานประชาธิปไตยในระยะยาว ประชาชนไทยจะต้องไม่แก้ปัญหาที่เกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมือง เพียงการพึ่งพิงพระมหากษัตริย์ในการแทรกแซงเมื่อเกิดวิกฤต

ความเห็นของนักวิชาการต่างประเทศและสื่อสิ่งพิมพ์ในต่างประเทศที่นำมาตี พิมพ์นี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากจำนวนมากที่แสดงความเห็นเจาะลึกอย่างตรงไปตรงมาที่ สื่อไทย และคนไทยไม่อาจจะรู้ความเป็นจริงเหล่านี้ได้ด้วยอำนาจเผด็จการทางกฎหมายและ อำนาจเผด็จการทางวัฒนธรรมของราชสำนัก
Read More

Permalink ให้ความเห็น

*สร้างเครือข่ายราชสำนักเพื่อบริหารจัดการรัฐ*

27/01/2010 at 9:13 pm (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
มื่ออำนาจของราชสำนักได้เริ่มตั้งมั่นในยุคของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แล้วราชสำนักก็ได้เปลี่ยนฐานะจากฝ่ายรับเป็นฝ่ายรุกในทางการเมือง หรือเปลี่ยนจากด้านรองกลายเป็นด้านหลักของคู่ขัดแย้งทางการเมือง และนับแต่นั้นมาบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย

จึงมิใช่บทบาทในระบอบการ ปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอีกต่อไป หากแต่เป็นบทบาทในระบอบการปกครองใหม่ที่เรียกว่า “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่”
ราชสำนักได้แสดงบทบาททางการเมืองที่เป็นด้านหลักในการควบคุมกลไก

ของระบบการ เมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม โดยผ่านกลไกต่างๆ ที่ถูกจัดสร้างขึ้นอย่างแนบเนียนที่เรียกว่า “เครือข่ายราชสำนัก” หรือเครือข่ายกษัตริย์(Network Monarchy) โดยมีคณะองคมนตรีเป็นศูนย์กลางในการบริหารเครือข่ายอำนาจด้วยวิธีการถ่าย

อำนาจเชิงสัญลักษณ์ของราชสำนักไปสู่บุคคลที่มีสถานภาพสูงทางสังคมการเมือง และรับใช้ใกล้ชิดเบื้องยุคลบาท โดยคำกล่าวแสดงเจตนาของบุคคลนั้นจะถูกสังคมตีความเป็นเสมือนความต้องการของ องค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งบุคคลในลักษณะนี้สังคมได้เรียกขานด้วยถ้อยคำที่

สั้นกะทัดรัดและแสดงคุณลักษณะได้ครบถ้วนว่า “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”ในช่วงระยะเวลา 5 ทศวรรษ เครือข่ายราชสำนักได้ขยายตัวครอบงำไปในทุกวงการของสังคมไทย นับตั้งแต่วงการทหาร ตำรวจข้าราชการ สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน แม้กระทั่งขบวนการ NGO (องค์กรพัฒนาภาคเอกชน)

โดยทุกวงการจะมีแกนนำที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เข้าเฝ้าใกล้ชิด ในฐานะเป็นคนไทยตัวอย่าง และหลายคนได้รับการยกย่องจากสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็นกระบอก เสียงของเครือข่ายราชสำนักว่าเป็นนักคิดตามแนวพระราชดำริที่ประชาชนควรจะ

เชื่อฟังและถือเป็นแบบอย่าง เช่น พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์, นายแพทย์ประเวส วะสี, นายสุเมธ ตันติเวชกุล เป็นต้น จนกระทั่งบุคคลเหล่านี้เป็นเสมือนหนึ่งเงาแห่งพระองค์ที่คนในสังคมจะติเตียน วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ แต่ในด้านกลับกัน บุคคลเหล่านี้กลับกลายเป็นกลุ่มผู้มีอำนาจทางสังคม

ที่คอยตำหนิติเตียนผู้ อื่นในสังคมนี้ โดยเฉพาะการตำหนิฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ลักษณะของบุคคลเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลผู้สูงอายุ และมีลักษณะเกาะกลุ่มกันทางความคิด ในฐานะเป็นผู้หวังดีต่อบ้านเมืองจึงทำให้ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญที่ถูกขนาน

นามขึ้นนั้นเกิดภาพเชิงสัญลักษณ์เป็น “สถาบันผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”ของสังคมไทยการแสดงบทบาทของเครือข่ายราชสำนักในการโค่นล้มอำนาจของรัฐบาลในรัชกาล ปัจจุบัน ซึ่งได้ตั้งมั่นมากว่า 5 ทศวรรษแล้วนี้ เป็นข้อมูลที่ดำมืดไม่อาจจะเปิดเผยได้ คนไทยจึงเห็นแต่เหตุการณ์การล่มสลายของรัฐบาลต่างๆ

ด้วยเหตุผลที่ค่อนข้างจะแปลกประหลาด โดยมองไม่เห็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่ราชสำนักเป็นตัวจักรสำคัญ ทำให้การเรียนรู้ทางการเมืองถูกจำกัดข้อมูลและทฤษฎีการวิเคราะห์ ดังนั้นนักรัฐศาสตร์ และอาจารย์ในมหาวิทยาลัยของไทยจึงกลายเป็นผู้ด้อยปัญญาโดยถูกครอบงำทาง

วัฒนธรรมด้วยวาทะกรรมว่า “พระองค์ทรงอยู่เหนือการเมือง” และทั้งการคิดและการกล่าวถึงพระองค์เป็นสิ่งต้องห้ามทางกฎหมายและทาง วัฒนธรรม แต่แล้วทฤษฎีวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ก็ได้ทำหน้าที่ของมัน กรณีวิกฤติการณ์การเมืองไทยเริ่มจากการโค่นล้มรัฐบาลประชาธิปไตยที่ประชาชน

พึงพอใจและเห็นประโยชน์ของนโยบายที่ดีอย่างเป็นรูปธรรมคือรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อ 19 กันยายน 2549 และขยายสู่การก่อจลาจลของกลุ่มพันธมิตรฯ ล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งติดต่อกันอีก 2 รัฐบาลคือ รัฐบาลนายสมัคร และนายสมชาย อย่างไร้เหตุผล

และติดตามมาด้วยการเปิดเผยข้อมูลลับของทักษิณ ที่เปิดโปงเครือข่ายราชสำนัก ได้แก่พลเอกเปรม, พลเอกสุรยุทธ องคมนตรี, ม.ล.ปีย์ มาลากุล ที่มีการร่วมประชุมลับกันเพื่อโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ กับประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุด

โดยเป็นผลจากพระราชดำรัสของพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ที่ส่งสัญญาณความไม่พอใจต่อรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (รายละเอียดดูภาคผนวกท้ายเล่ม)
เครือข่ายราชสำนักจึงเป็นตัวจักรสำคัญของการกำหนดทิศทางการเมืองไทย
Read More

Permalink ให้ความเห็น

Next page »