ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ *ต้องยึดอำนาจล้มประชาธิปไตย*

03/01/2010 at 3:58 pm (Uncategorized)


บท: ดารณี รวีโชติ
นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 ถึงปัจจุบัน ไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีการฉีกรัฐธรรมนูญมากที่สุด ข้ออ้างการฉีกรัฐธรรมนูญก็วนเวียนแต่ข้อกล่าวหาว่าผู้นำรัฐบาลไม่จงรักภักดี และทุจริตประพฤติมิชอบ ข้อถกเถียงในการร่างรัฐธรรมนูญก็วนเวียนอยู่แต่เรื่องเดิมๆ

กลัวแต่จะกระทบอำนาจพระมหากษัตริย์ และกลายเป็นระบบประธานาธิบดี จนไม่สามารถจะเกิดรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้ ภาวะความปั่นป่วนของบ้านเมืองเช่นนี้ถูกขนานนามว่า “ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ” แท้จริงคือระบอบอะไรกันแน่?

3 ทำไม! ต้องยึดอำนาจล้มประชาธิปไตยอยู่เสมอ?
“นักการเมืองเลวจึงต้องยึดอำนาจ หรือระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ เลว จึงจ้องแต่จะยึดอำนาจ?” คนเลวหรือระบอบเลว? “นักการเมืองเลว” ก็เป็นข้อกล่าวหายอดนิยมควบคู่ไปกับข้อหาหมิ่นสถาบันฯ ที่ใช้ในการยึดอำนาจล้มระบอบประชาธิปไตย

และกลายเป็นวาทกรรมที่พูดต่อๆ กันมาไม่รู้จักจบสิ้นความล้มเหลวของประชาธิปไตยไทยได้ถูกวางไว้ที่ตัวนักการเมืองว่าเป็นคนเลวและมีความคิดมุ่งร้ายต่อพระมหากษัตริย์ แต่ไม่มีใครให้ความสำคัญกับระบอบการเมืองไทยที่พิกลพิการที่เราขนานนามหลอกตัวเองว่า

“ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ” แต่ในระยะเวลายี่สิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ เทคโนโลยีการสื่อสารของโลกก้าวหน้าขึ้นทำให้ราษฎรสามารถรับรู้ความจริงของรากเหง้าแห่งปัญหาได้ด้วยเหตุผลง่ายๆ เพียงแต่จับข้อมูลข่าวสารเปรียบเทียบคุณภาพของนักการเมืองไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

เช่น ระหว่างไทยกับสิงคโปร์ ไทยกับมาเลเซีย หรือไทยกับฟิลิปปินส์ เป็นต้น ก็เห็นได้แล้วว่านักการเมืองในบ้านเมืองอื่นๆ ก็คล้ายกับบ้านเรา รวมทั้งราษฎรในประเทศเพื่อนบ้าน คุณภาพด้านการศึกษาก็ใกล้เคียงกัน ทำไมบ้านเขาถึงปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยกันได้ราบรื่น

แล้วทำไมของเราจึงไม่ราบรื่น ความจริงก็ปรากฏชัดเจนว่าบ้านเมืองที่เขาเป็นประชาธิปไตยนั้น เขาไม่มีระบอบกษัตริย์ หรือหากมีระบอบกษัตริย์ เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น มาเลเซีย กษัตริย์หรือสุลต่าน(กรณีมาเลเซีย) ก็อยู่เหนือการเมืองอย่างแท้จริง

และสถาบันกษัตริย์เป็นเพียงสัญลักษณ์ที่เป็นประมุขแห่งรัฐ ส่วนการบริหารเป็นเรื่องของประชาชนที่เลือกตั้งตัวแทนกันเข้ามาสู่สภาตามวาระแท้จริงแล้วปัญหาการไม่มีเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยนั้น เป็นปัญหาของความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง

ระหว่างอำนาจของประชาชนที่มีฐานอยู่ที่ระบอบพรรคการเมือง กับอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่มีฐานอยู่ที่ระบอบข้าราชการ ดังนั้นถ้าระบอบพรรคการเมืองเข้มแข็ง ระบอบประชาธิปไตยก็จะเข้มแข็ง อำนาจของราษฎรก็จะเข้มแข็ง รัฐบาลที่มาจากราษฎรก็จะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ

และจะส่งผลให้ระบอบข้าราชการ(ระบอบเจ้าขุนมูลนาย)อ่อนแอ โดยถูกราษฎรควบคุมผ่านระบอบพรรคการเมือง การแต่งตั้งทหาร ตำรวจ และข้าราชการก็จะอยู่ภายใต้การควบคุมของระบอบพรรคการเมืองเช่นนานาอารยประเทศทั้งหลาย

อันจะทำให้การใช้อำนาจแทรกแซงของกษัตริย์ลดลง ส่งผลทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีอำนาจจริงในสังคมไทยเกิดกระทบกับการใช้อำนาจของพรรคการเมือง ในสภาวการณ์ของความเป็นจริงทางอำนาจเช่นนี้ แกนนำของระบอบราชการอันได้แก่

ผู้บังคับบัญชาเหล่าทัพ ผบ.ทบ., ผบ.ทร. ผบ.ทอ., บรรดาปลัดกระทรวงและอธิบดีทั้งหลาย ก็อยากคงอำนาจของพวกเขาไว้ทั้งๆ ที่เปลี่ยนแปลงการปกครองมาใกล้จะร้อยปีแล้ว พวกเขาจึงพยายามจัดโครงสร้างอำนาจของตนขึ้น เพื่อขัดขวางการขยายตัวของระบอบพรรคการเมือง

และความมีเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย โดยพวกเขาทุกคนรู้ดีว่าหลังพิงของพวกเขาก็คือสถาบันพระมหากษัตริย์ ระบอบราชการแทนที่จะเป็นเครื่องมือในการบริหารงานรัฐเพื่อประโยชน์สุขของราษฎรตามระบอบประชาธิปไตยเหมือนนานาอารยประเทศ

ก็กลับกลายเป็นเครื่องมือที่คอยบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยเพื่อช่วงชิงอำนาจทางการเมืองอยู่ร่ำไป ด้วยเหตุแห่งความขัดแย้งในเชิงโครงสร้างอำนาจเช่นนี้ ประชาธิปไตยของไทยจึงล้มลุกคลุกคลาน รัฐบาลของราษฎรจึงมีภาวะสามวันดีสี่วันใคร่ พอมีปัญหานิดหน่อยก็จะมีพวกข้าราชการนักวิชาการสอพลอ

ออกมาเรียกร้องเปิดเงื่อนไขให้ทหารออกมายึดอำนาจอยู่ร่ำไป และทุกครั้งที่ลากรถถังออกมายึดอำนาจสำเร็จ พระมหากษัตริย์ก็ลงพระปรมาภิไธยรับรองกันร่ำไปเช่นกัน สภาวการณ์ทางการเมืองที่เป็นจริงเช่นนี้เป็นสิ่งที่สามารถเห็นได้ เข้าใจได้ในสังคมไทย แต่เราไม่ยอมพูดความจริงกัน เพราะมีกฎหมายอาญาปิดปาก

โดยศาลได้ทำหน้าที่ตีความกฎหมายมาตรา112 เกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไว้อย่างกว้างขวางตามแนวบรรทัดฐานศาลฎีกา จนกลายเป็นว่าไม่ว่าพูดอะไรที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ก็จะผิดกฎหมายเสียทั้งนั้น กลายเป็นว่าสังคมไทยไม่อาจจะศึกษาปัญหาทางการเมืองที่พูดถึงความจริงได้

ด้วยเหตุนี้ปัญหาความขัดแย้งของอำนาจระหว่างสถาบันกษัตริย์กับสถาบันพรรคการเมือง ซึ่งเป็นปัญหาหลัก จึงถูกปกปิดไว้มองไม่เห็น และถูกเบี่ยงเบนไปว่าเป็นลักษณะเฉพาะของสังคมไทย และสรุปเรียกให้งงๆ ว่า “ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ”
Read More

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: