ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ *วาทกรรมเผด็จการทหาร*

04/01/2010 at 4:18 pm (Uncategorized)



บท: ดารณี รวีโชติ
นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 ถึงปัจจุบัน ไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีการฉีกรัฐธรรมนูญมากที่สุด ข้ออ้างการฉีกรัฐธรรมนูญก็วนเวียนแต่ข้อกล่าวหาว่าผู้นำรัฐบาลไม่จงรักภักดี และทุจริตประพฤติมิชอบ ข้อถกเถียงในการร่างรัฐธรรมนูญก็วนเวียนอยู่แต่เรื่องเดิมๆ

กลัวแต่จะกระทบอำนาจพระมหากษัตริย์ และกลายเป็นระบบประธานาธิบดี จนไม่สามารถจะเกิดรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้ ภาวะความปั่นป่วนของบ้านเมืองเช่นนี้ถูกขนานนามว่า “ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ” แท้จริงคือระบอบอะไรกันแน่?

4 อัศวินม้าขาว : วาทกรรมเผด็จการทหาร
การจะล้มระบอบประชาธิปไตยเพื่อช่วงชิงอำนาจของทหารที่ทำกันอยู่สม่ำเสมอ จนขนานนามว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องหาความชอบธรรมให้แก่ตนที่เข้ามามีอำนาจโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากประชาชน โดยสร้างวัฒนธรรม “อัศวินม้าขาว” ขึ้น

อัศวินม้าขาวจึงกลายเป็นวาทกรรมที่เล่าขานต่อๆ กันมาว่า ทุกครั้งที่มีปัญหาของประเทศชาติก็จะมีอัศวินขี่ม้าขาวออกมาแก้ปัญหา ก็คือ ทหารขี่รถถังออกมายึดอำนาจนั่นเอง ดังนั้นอัศวินม้าขาวจึงกลายเป็นวีรบุรุษในความฝันของสังคมไทย แต่จากบทเรียนของประชาชนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กลับต้องเจ็บปวดกับอัศวินม้าขาวทุกคน เพราะทุกคนที่ขี่ม้าขาวเข้ามายึดอำนาจเริ่มต้นก็จะกล่าวว่า “รักชาติจนน้ำตาไหล” และสุดท้ายกลายเป็น “รักชาติจนน้ำลายไหล” เป็นเช่นนี้เสียทุกคนนับตั้งแต่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์, จอมพลถนอม กิติขจร, พลเอกสุจินดา คราประยูร

และล่าสุดคือพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ที่ตอนเข้ามาเป็นอัศวิน แต่ตอนออกไปเป็นอาชญากร เข้าทำนองว่า “เริ่มต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา”ในที่สุดอัศวินม้าขาวก็กลายเป็น “อัศวินม้าคาว” ที่เหม็นคาวคละคลุ้งไปด้วยการทุจริต ประพฤติมิชอบ

ยิ่งกว่านักการเมืองที่เขากล่าวโจมตีด้วยเหตุเพราะระบอบอัศวินม้าขาวเป็นระบอบเผด็จการสมบูรณ์แบบไม่อาจจะตรวจสอบได้ โดยกล่าวอ้างความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ เป็นเวทมนต์ที่ใช้หลอกลวงประชาชน และใช้กฎหมายกดหัวประชาชน และสื่อมวลชนถูกปิดปากห้ามวิพากษ์วิจารณ์

ต้องยอมรับความจริงว่าไม่มีระบอบการปกครองใดหรือไม่มีการบริหารของรัฐบาลใดในโลกที่ไม่ประสบปัญหาเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินขบวนของประชาชนซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจในนโยบายของรัฐบาลนั้นถือเป็นเรื่องปกติของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนซึ่งเกิดขึ้นใน ทุกประเทศ แต่แทนที่เราจะสร้างวัฒนธรรมให้กลไกของระบอบประชาธิปไตยแก้ปัญหาด้วยตัวของมันเอง แต่กลับทำลายระบบเสียด้วยกลุ่มอำนาจนอกระบบซึ่งประกอบไปด้วยผู้ถืออาวุธและนักวิชาการอันเป็นข้าราชการประจำ

ที่เป็นลูกสมุนคอยป่าวประกาศอธิบายปรากฏการณ์เหล่านี้อย่างเบี่ยงเบนไปอีกทางหนึ่งด้วยมีเป้าหมายที่แอบแฝงเพื่อจะแย่งชิงอำนาจด้วยเหตุผลต่างๆ นานา เพื่อเปิดทางให้แก่อัศวินม้าขาว เช่น การกล่าวหาว่ามีประชาชนประท้วงแล้วรัฐบาลจึงไม่มีความชอบธรรมที่จะปกครองต่อไป

หากคำกล่าวเช่นนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องก็จะเห็นได้ว่าจะไม่มีรัฐบาลประชาธิปไตยใดๆ ในโลกสามารถปกครองประเทศได้เลย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้กลายเป็นนวนิยายน้ำเน่าอันทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดและเบื่อหน่ายต่อระบอบประชาธิปไตย และที่เลวร้ายอย่างยิ่ง

ก็คือ บรรดาครูบาอาจารย์ที่ไปศึกษาต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา ในอังกฤษ และนานาอารยประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ก็ดูจะปิดหูปิดตาตัวเอง และปิดใจของตนไม่ยอมรับพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตย และบุคคลเหล่านี้ก็ทำหน้าที่เป็นเสมือนสมุนรับใช้ของเผด็จการ

โดยสนับสนุนแนวทางอัศวินม้าขาว และเมื่อมีการยึดอำนาจบุคคลเหล่านี้ได้สร้างความชอบธรรมให้แก่อาชญากรรมประชาธิปไตยด้วยการเข้าไปเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญให้แก่ทหาร ไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติภายใต้คำกล่าวที่หลอกลวงว่า “เข้าไปช่วยเหลือประเทศชาติในระยะผ่าน”

ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าชวนหัวว่าทำไมจึงผ่านไม่พ้นระบอบเผด็จการทหารเสียทีเป็นระยะเวลา 70 กว่าปีแล้ว จนก่อตัวเป็นวัฒนธรรมที่เชื่อมั่นว่าอัศวินม้าขาวจะแก้ปัญหาสังคมได้ กลุ่มอำนาจนอกระบบที่ประกอบไปด้วย ทหาร ตำรวจ และนักวิชาการผู้ฝักใฝ่ระบอบเผด็จการ

และต้องการจะได้รับประโยชน์จากการเข้ามามีอำนาจในการปกครองประเทศโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของประชาชนเหล่านี้ ในทางวิชาการได้ถูกขนานนามว่า “ระบอบ อำมาตยาธิปไตย”
จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าในประเทศหนึ่งๆ นั้น

การแย่งชิงอำนาจเพื่อจะไปมีอำนาจในการบริหารประเทศนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาซึ่งจะมีความขัดแย้งอยู่เสมอ หากแต่ความสำคัญอยู่ที่ว่าประเทศนั้นจะต้องมีระบบการปกครองที่ชัดเจนในการเข้าสู่อำนาจและการพ้นไปจากอำนาจ ซึ่งระบบปกครองที่ประเทศทั้งโลกยอมรับเสมือนเป็นศีลธรรมใหม่ของโลก

คือ ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งผู้กำหนดจะต้องเป็นประชาชนด้วยการเลือกตั้ง แต่ระบอบอำมาตยาธิปไตยได้สร้างวาทกรรมจนกลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของไทยว่าการตัดสินใจของประชาชนไม่ใช่สิ่งสำคัญ เสียงของประชาชนไม่ใช่เสียงสวรรค์แต่ เสียงสวรรค์ที่จะทำให้ผู้มีอำนาจเป็นรัฐบาล

ได้นั้นคือเสียงของพระมหากษัตริย์ที่จะรับรองใครก็ได้ที่จะเป็นผู้มีอำนาจโดยไม่สนใจความถูกต้องของระบอบประชาธิปไตย ด้วยเหตุนี้การยึดอำนาจทุกครั้งในการล้มระบอบประชาธิปไตยนั้นจึงถูกกล่าวอ้างอย่างเสมอว่าเป็นการปฏิรูปการปกครองอยู่มิได้ขาดภายใต้วัฒนธรรมอัศวินม้าขาว

และทุกครั้งที่มีการยึดอำนาจพระมหากษัตริย์ของไทยก็จะลงพระปรมาภิไธยให้แก่อัศวินม้าขาวหรือหัวหน้าคณะปฏิวัติทุกครั้งไป นี่คือต้นเหตุแห่งความระส่ำระสายของระบอบการปกครองไทยที่เรียกว่าระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ คนไทยเราได้ถูกสร้างวาทกรรม “พูดต่อๆ กันมา”

ว่าเมื่อเกิดวิกฤตทางสังคมการเมืองแล้วก็จะเรียกหาอัศวินม้าขาวให้มายึดอำนาจ ล้มระบอบประชาธิปไตยเพื่อเป็นการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่จากการรัฐประหารตลอดระยะเวลา 70 กว่าปีที่เกิดขึ้นอยู่เสมอๆ นั้นก็ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าอัศวินม้าขาวไม่สามารถจะแก้วิกฤตของสังคมการเมืองไทยได้

และกลับยิ่งเพิ่มปัญหาทับถมอย่างฝังรากลึก และก็ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเหตุผลที่แท้จริงของการยึดอำนาจแต่ละครั้งนั้นมิใช่เป็นเรื่องของการแก้ “ปัญหา” หากแต่เป็นเรื่องของ “ตัณหา” ที่จะช่วงชิงอำนาจโดยไม่ยอมรับการมีอำนาจของประชาชนโดยผ่านการเลือกตั้งนั่นเอง
Read More

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: