ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่ *สมบูรณาญาสิทธิราชดั้งเดิม*

08/01/2010 at 5:03 pm (Uncategorized)


บท: ดารณี รวีโชติ
การรัฐประหาร 8 กันยายน 2490 เป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นอำนาจของฝ่ายราชสำนัก และเข้มแข็งขึ้นในการรัฐประหารปี 2500 สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จนถึงปัจจุบัน ทำให้ระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์อยู่ใต้กฎหมายอย่างอังกฤษตามแนวทางที่คณะราษฎรสถาปนาขึ้นแปรเปลี่ยนไป และพัฒนากลายเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่

1 ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชดั้งเดิมเป็นเช่นไร
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช(Absolute Monarchy) เป็นระบอบการปกครองอันเป็นผลแห่งพัฒนาการทางการผลิตของมนุษย์ในอดีตที่ยังล้าหลัง และมีจำนวนประชากรไม่มาก เป็นรัฐขนาดเล็ก ผลผลิตหลักยังเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่เน้นการผลิตเพื่อการกินอยู่เป็นหลัก

มิใช่การผลิตเพื่อเป็นสินค้า และเพื่อการตลาด การผลิตทั้งหมดใช้แรงงานคนและสัตว์ เช่น การไถนาด้วยควาย ถากถางไร่ด้วยแรงงานคน ไม่ได้ใช้เครื่องจักรทุ่นแรง ดังนั้นด้วยขนาดของจำนวนประชากรและวิถีชีวิต และการผลิตที่ไม่สลับซับซ้อนทำให้การปกครองที่รวมศูนย์อำนาจ

อยู่ที่คนๆ เดียว ที่เรียกว่า “กษัตริย์ โดยอาศัยวัฒนธรรมความเชื่อทางไสยศาสตร์ว่าเป็นสมมุติเทพ เป็นผู้มีบุญบารมีมาเกิด จึงทำให้ระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการตามขนาดและความเจริญของชุมชน ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชของไทยในยุคต้น

ได้จัดระบบบริหารที่ก้าวหน้าที่สุดในขณะนั้น โดยแบ่งงานของรัฐออกเป็น 4 งาน คือ เวียง, วัง, คลัง, และนา ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชของไทยก่อกำเนิดเริ่มต้นที่เด่นชัด เมื่อประมาณ 500 กว่าปีนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี โดยได้รับอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์

ซึ่งนับว่าเป็นระบบคิดในการบริหารรัฐขนาดเล็กที่ก้าวหน้าที่สุดในยุค 3,000 ปีก่อนที่แบ่งงานหรือแบ่งอาชีพคนเป็นชนชั้นถาวร โดยอ้างพระเจ้าเป็นผู้กำหนด มี 4 ชนชั้น ที่เรียกว่าวรรณะ ได้แก่ วรรณะพราหมณ์ ทำหน้าที่เป็นนักบวชคล้ายนักวิชาการในปัจจุบัน

ที่กล่อมเกลาความคิดผู้คนให้เชื่อในเทพเจ้าเหมือนกับที่พวกเขาได้แต่งนิยายไว้เพื่อให้ผู้คนในสังคมยอมจำนน และยอมทำงานหาเลี้ยงคนชั้นสูงซึ่งมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ พวกวรรณะพราหมณ์ กับวรรณะกษัตริย์ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของสังคม คนสองวรรณะนี้จึงร่วมกันกดขี่คนส่วนใหญ่ของสังคมอีกสองวรรณะคือวรรณะแพศย์

ผู้เป็นพ่อค้า และศูทร ผู้เป็นเกษตรกร ด้วยการหลอกลวงให้เชื่อและยอมจำนนในชะตากรรมของตนที่เกิดมายากจนและทุกข์ยาก และให้เกรงกลัวต่อการลงโทษของพระเจ้าที่มีพราหมณ์และกษัตริย์เป็นตัวแทนหากใครจะคิดนอกกรอบจากที่พราหมณ์ได้สั่งสอนไว้

ดังนั้นคำสั่งสอนของพราหมณ์จึงเหมือนระบบกฎหมายที่ใช้เทพเจ้ามาหลอกลวงให้ผู้คนยอมรับ แต่เมื่อวิทยาศาสตร์ได้เจริญขึ้นและสังคมมนุษย์ขยายใหญ่โตขึ้น การกดขี่ด้วยการหลอกลวงให้เชื่อในเทพเจ้าก็เสื่อมลง ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ที่เป็นผลพวงมาจากความงมงาย

ของมนุษย์ก็เสื่อมทรุดตามไปด้วย ระบอบกษัตริย์จึงเริ่มทยอยสูญสิ้นไปจากโลก และเหลือเพียง 20 กว่าประเทศเท่านั้น ซึ่งแม้นักวิชาการปัจจุบันจะพยายามอธิบายคุณงามความดีของระบอบกษัตริย์อย่างไร ก็ไม่อาจทำให้ระบอบกษัตริย์ฟื้นชีวิตขึ้นมาในโลกได้อีก

ในประเทศก็เช่นเดียวกันระบอบกษัตริย์หรือระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชแบบดั้งเดิมก็ได้สิ้นสุดเมื่อเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 โดยคณะราษฎร แต่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดที่คณะราษฎรไม่อาจเปลี่ยนแปลง

ได้ในทันทีคือการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมความเชื่อซึ่งเป็นรากฐานอำนาจของระบอบการเมือง จึงเป็นผลให้โครงสร้างอำนาจของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชพัฒนาตัวเองขึ้นมาใหม่ในภาวการณ์ของโลกสมัยใหม่ จึงทำให้สังคมไทยเกิดความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างระบบเศรษฐกิจ

ซึ่งเป็นทุนนิยมเสรีที่สร้างแนวคิดเสรีนิยม แต่ระบบการเมืองกลับเป็นอำมาตยาธิปไตยที่ไม่ชอบเลือกตั้ง และชอบประนามนักธุรกิจ(วรรณะแพศย์) เป็นพวกเลวร้ายและประนามชาวนากรรมกร(วรรณะศูทร) ว่าโง่เง่าเลือกตั้งไม่เป็น จึงเกิดความชอบธรรมที่ขุนนางจะเข้ามายึดอำนาจเป็นระยะๆ

โดยหลอกลวงให้ผู้คนยอมรับว่านี้คือ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ”เพื่อทำความเข้าใจกับระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันซึ่งยังคงมีกรอบความคิดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชแบบดั้งเดิมเป็นพื้นฐานอยู่ ดังนั้นเราควรจะทำความเข้าใจกับระบอบ

สมบูรณาญาสิทธิราชที่เป็นมาในประวัติศาสตร์ของไทย โดยแยกศึกษาในกรอบการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม โดยสังเขปได้ดังนี้ในกรอบการเมือง ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชแบบดั้งเดิมมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นผู้บริหารรัฐที่เรียกว่า “ราชอาณาจักร” (รัฐของราชา)

โครงสร้างการปกครองแห่งอำนาจรัฐทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นอำนาจบริหาร, อำนาจนิติบัญญัติ(อำนาจออกกฎหมาย) และอำนาจตุลาการ(อำนาจในการพิพากษาคดี) จะรวมอยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว โดยไม่มีองค์กรอำนาจอื่นมาเคียงคู่ถ่วงดุล,

คำพูดของพระมหากษัตริย์คือกฎหมายที่เรียกว่า “พระบรมราชโองการ” เมื่อระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชพัฒนาสูงขึ้นก็มีการรวบรวมคำพูดและคำตัดสินของพระมหากษัตริย์ขึ้นเป็นระบบกฎหมายที่เรียกว่า “ระบบกฎหมายตราสามดวง” แต่แม้มีระบบกฎหมายไว้แล้วพระมหากษัตริย์ก็ยังทรงไว้ซึ่งอำนาจ

ในการออกกฎหมายหรือยกเลิกกฎหมายที่เรียกว่าพระบรมราชโองการตามอำเภอใจ และทรงไว้ซึ่งอำนาจที่จะสั่งประหารชีวิตผู้ใดก็ได้ที่กษัตริย์ไม่พึงพอใจ หรือเห็นว่าผู้นั้นจะเป็นภัยต่อพระองค์ รวมตลอดทั้งสั่งประหารชีวิตผู้คนที่มิได้กระทำผิดเพียงแต่เป็นญาติพี่น้องของบุคคลที่กษัตริย์ไม่พึงพอใจ

ในลักษณะล้างเผ่าพันธุ์ที่เรียกว่าประหารเจ็ดชั่วโคตร คือนับสายญาติจากตัวผู้ถูกลงโทษขึ้นไป 3 ชั้น ได้แก่ พ่อ-แม่,ปู่ย่า-ตายายทวด และนับสายญาติจากตัวผู้ถูกลงโทษลงมาอีก 3 ชั้น ได้แก่ ลูก-เมียหลาน, เหลน รวมตลอดทั้งมีอำนาจสั่งยึดทรัพย์ผู้ที่ถูกประหารชีวิต

เข้ามาเป็นของตนซึ่งมีฐานะเป็นรัฐ การใช้อำนาจในการล้างเผ่าพันธุ์เช่นนี้มักจะกระทำต่อผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีหรือกษัตริย์เห็นว่าบุคคลนั้นเป็นปฏิปักษ์ทางการเมือง เป็นกบฏต่อแผ่นดินหรือผิดศีล ผิดธรรม เป็นต้นในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชไม่มีการรับรองสิทธิเสรีภาพของพลเมือง

ราษฎรทุกคนเป็นข้าทาส และบ่าวไพร่ มีฐานะต่ำ เป็นผู้อยู่ใต้ฝุ่นละอองเท้าของกษัตริย์โดยต้องประกาศตนขณะอยู่ต่อหน้าองค์พระมหากษัตริย์ทุกครั้งว่า “ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม” เมื่อราษฎรมีฐานะต่ำกว่าฝุ่นที่อยู่ใต้พระบาทขององค์พระมหากษัตริย์

ราษฎรจึงไม่มีสิทธิเสนอแนะหรือโต้แย้งความเห็นใดๆ กับองค์พระมหากษัตริย์ รวมตลอดทั้งห้ามเกี่ยวข้องใดๆ กับอำนาจรัฐหรือกิจการของรัฐ ดังนั้นอำนาจรัฐและรัฐจึงเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของพระมหากษัตริย์เท่านั้น เมื่อพระมหากษัตริย์ถึงแก่ความตาย

อำนาจรัฐและทรัพย์สินแห่งรัฐทั้งหมดก็จะตกทอดแก่รัชทายาทโดยราษฎรไม่มีสิทธิแม้แต่จะคิดว่าผู้ที่จะขึ้นเถลิงถวัลย์เป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปนั้นเหมาะสมหรือไม่ แม้ว่าการขึ้นครองราชย์นั้นจะต้องมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองก็ตาม

ในกรอบเศรษฐกิจ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมีระบบการผลิตที่เรียกว่าระบบศักดินา โดยแบ่งคนออกเป็นชนชั้นไม่เท่าเทียมกัน ชนชั้นปกครองคือกษัตริย์เป็นผู้ปกครองมีอำนาจสูงสุดและมีกลุ่มขุนนางเป็นฐานอำนาจกษัตริย์และขุนนางเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ถือครองที่ดินที่เรียกว่า “ศักดินา”

ส่วนราษฎรเป็นผู้ใช้แรงงานทำการผลิตให้ชนชั้นผู้ปกครองโดยราษฎรมีฐานะทางสังคมเป็นทาสหรือไพร่ ไม่มีสมบัติใดๆ ติดตัว และอาศัยทำนาหากินอยู่ในไร่ของขุนนางโดยต้องอยู่ในบังคับดูแลของกษัตริย์ หรือขุนนางผู้มีศักดินา รวมทั้งเมื่อเกิดศึกสงครามขุนนาง

ก็จะเกณฑ์คนในไร่นาของตนนี้ไปเป็นทหารรบกับข้าศึก ดังนั้นการมีศักดินามากหรือน้อยโดยนับจำนวนที่ดินที่อนุญาตให้ถือครอง เช่น มีศักดินา 400 ไร่ จึงไม่ใช่มีแต่ภาระหน้าที่ในการผลิตธัญญาหารเท่านั้น แต่มีหน้าที่ในทางการทหารควบคู่ไปด้วย

ลำดับของขุนนางแบ่งชั้นตามฐานันดรของศักดินา โดยแบ่งตามฐานะของการถือครองที่ดิน โดยมีประชาชนเป็นขี้ข้าที่มีฐานะเป็นทาส และบ่าวไพร่เป็นผู้ทำงานอยู่ในไร่นาของกษัตริย์ เชื้อพระวงศ์และขุนนาง เพื่อเลี้ยงชนชั้นสูงเหล่านี้ เมื่อผลผลิตส่วนใหญ่ทั้งแผ่นดินรวมศูนย์เป็นของพระมหากษัตริย์

ดังนั้นการค้าขายทั้งในประเทศและส่งออกขายต่างประเทศจึงเป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์แต่ผู้เดียว พระองค์จึงเป็น ผู้ผูกขาดทางการค้า จากหลักฐานบันทึกจดหมายเหตุของเดอ ลาลูแบร์ ซึ่งเป็นเอกอัครราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กษัตริย์ของฝรั่งเศส

ที่เข้ามาประเทศไทยในรัชสมัยพระนารายณ์มหาราชเมื่อ 300 กว่าปีที่ผ่านมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ได้บันทึกถึงการใช้อำนาจผูกขาดทางการค้าของกษัตริย์สยาม อันเป็นหลักฐานยืนยันถึงอำนาจของระบบ สมบูรณาญาสิทธิราชของไทยว่า

“ธรรมดาการค้าขายนั้นย่อมต้องการเสรีภาพที่แน่ชัด ไม่มีใครตกลงใจไปสู่กรุงสยามเพื่อขายสินค้าที่ตนนำเข้าไปให้แก่พระมหากษัตริย์ด้วยความจำเป็นจำใจแล้ว และซื้อสินค้าที่ตนต้องการได้จากพระองค์ท่านเพียงเจ้าเดียวเท่านั้น แม้ว่าสินค้านั้นจะมิได้ทำขึ้นในราชอาณาจักรเอง

ก็ตาม ยิ่งกว่านั้นยามเมื่อมีเรือกำปั่นต่างประเทศไปถึงกรุงสยามพร้อมหลายลำด้วยกันเล่า ก็ไม่อนุญาตให้ทำการซื้อขายกันเองระหว่างลำต่อลำ หรือขายให้แก่ชาวเมืองไม่เลือกว่าจะเป็นคนพื้นเมืองหรือคนต่างด้าว จนกว่าพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงอ้างบุริมสิทธิ์อันควรแก่พระราชอิสริยศักดิ์

ทรงกว้านซื้อเอาสินค้าที่ดีที่สุดในระวางเรือไปหมดตามสนนราคาที่โปรดกำหนดพระราชทานให้แล้ว เพื่อทรงนำเอาไปขายต่อไปด้วยราคาที่ทรงกำหนดขึ้นตามพระราชอัชฌาสัย”
จากจดหมายเหตุของบาทหลวงเดอ ชัวซีย์ ที่เดินทางร่วมมากับคณะของเชอวาลิเอร์ เดอโชมองต์

ราชทูตฝรั่งเศสคนแรกที่เข้ามาในสมัยพระนารายณ์มหาราช เมื่อปี พ.ศ.2228 ก็ได้บันทึกถึงความร่ำรวย พระมหากษัตริย์ที่เก็บสะสมเงินทองไว้จำนวนมากโดยไม่นำออกมาใช้จ่ายพัฒนาบ้านเมือง ซึ่งเป็นการยืนยันถึงอำนาจทางเศรษฐกิจ

และอำนาจทางการเมืองที่เป็นจริงโดยไม่มีใครโต้แย้งดังนี้ “พระมหากษัตริย์ที่เสด็จสวรรคตโดยทิ้งพระราชทรัพย์สมบัติไว้มากมายก่ายกองนั้นได้รับความยกย่องนับถือยิ่งกว่าองค์ที่ทรงมีชัยในงานพระราชสงครามมาเสียอีก เป็นนโยบายการปกครองที่ไม่เข้าท่าเอาเสียเลย

เพราะทองคำและเงินนั้นจะเอาไปลงทุนทำมาค้าขายก็ไม่ได้ และมิเป็นการดีกว่าหรือที่พระมหากษัตริย์จักทรงสละพระราชทรัพย์สักสองล้านเพื่อสร้างน้ำพุขึ้น แทนที่จะนำเอาพระราชทรัพย์ไปฝังไว้ แล้วละให้ประชาชนพลเมืองลำบากยากแค้น?

เพราะที่นี่เขาไม่แตะต้องกับพระราชทรัพย์เลย การใช้จ่ายของพระเจ้าแผ่นดินนั้น ชักจากผลประโยชน์ที่พระองค์ทรงได้รับ และเมื่อเหลือจ่ายแล้วก็เก็บสะสมเข้าไว้ในท้องพระคลัง ปีใดที่พระเจ้าแผ่นดินทรงมีผลประโยชน์เพิ่มขึ้น ไม่ว่าเป็นด้วยไปรบชนะมาหรือมีกำไรจากการค้าพระองค์ก็จะทรงรุ่มรวยยิ่งขึ้น”ในกรอบวัฒนธรรม ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชได้ใช้วัฒนธรรมความเชื่อทางศาสนาที่เป็นไสยศาสตร์ เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการถือครองอำนาจ และสืบต่ออำนาจโดยใช้ความเชื่อทางศาสนาครอบงำความคิดของประชาชนเพื่อให้ยอมรับ

การมีอำนาจรัฐของกษัตริย์ และการสืบอำนาจต่อโดยรัชทายาทในฐานะผู้ทรงคุณธรรม และเป็นผู้มีบุญบารมีมาแต่ชาติปางก่อนโดยราษฎรห้ามโต้แย้ง การสงสัยและโต้แย้งอำนาจของกษัตริย์และองค์รัชทายาทผู้สืบต่ออำนาจ นอกจากเป็นความผิดทางกฎหมายที่มีโทษรุนแรงถึงประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตรแล้ว

ยังมีโทษเป็นบาปติดตัวราษฎรไปเมื่อสิ้นชีวิต ต้องตกนรกหมกไหม้ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดอีกด้วย วัฒนธรรมในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชของไทย ก็คล้ายกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชของประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ผ่านมาแล้ว แต่ของไทยใช้ศาสนาพราหมณ์

เป็นฐานความเชื่อครอบงำความคิด ของประชาชนเพราะศาสนาพราหมณ์ได้สร้างวาทะกรรมว่าพระมหากษัตริย์คือสมมุติเทพ และเทพเจ้าสูงสุดคือพระพรหม ซึ่งเป็นผู้สร้างโลกและมนุษย์(ซึ่งคล้ายกับความเชื่อของฝรั่งว่าพระยะโฮวาในศาสนายูดาและศาสนาคริสต์

หรือตามความเชื่อของพวกอาหรับที่ออกเสียงเรียกพระเจ้าองค์เดียวกันว่าพระอัลเลาะในศาสนาอิสลามซึ่งเป็นผู้สร้างโลกและมนุษย์) และเป็นผู้ประทานพระเจ้าจากสวรรค์ลงมาจุติเป็นกษัตริย์ปกครองมนุษย์ ดังนั้นพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์และราชวงศ์ล้วนแล้วแต่เป็นเชื้อสายของพระเจ้าที่อยู่บนฟากฟ้า

และศาสนาพราหมณ์ยังได้จัดโครงสร้างสังคมโดยแบ่งชนชั้นมนุษย์ในโลกออกเป็น 4 ชนชั้น(คือการแบ่งงานเมื่อก่อน 2,500 ปีที่แล้ว) โดยเรียกว่า วรรณะ ได้แก่ กษัตริย์, พราหมณ์, แพศย์(พ่อค้า) และศูทร(ชาวนา กรรมกร) ซึ่งชนชั้นเหล่านี้ถูกกำหนดอย่างตายตัว

โดยพระพรหมซึ่งเป็นมาตั้งแต่ชาติที่แล้วสืบต่อถึงปัจจุบันนี้ และเมื่อตายแล้วเกิดใหม่ในชาติหน้าก็ต้องอยู่ในชนชั้นเดิมนี้อีก และหากใครแต่งงานข้ามชนชั้นก็จะเป็นบาปอย่างยิ่ง ลูกที่เกิดขึ้นเรียกว่า “จัณฑาล” ห้ามคนในสังคมไปยุ่งเกี่ยว หรือไปถูกเนื้อต้องตัวพวกจัณฑาล

เพราะจะเป็นบาปติดตัว และหากพวกจัณฑาลมาถูกเนื้อต้องตัวกษัตริย์ก็จะต้องถูกฆ่า ดังนั้นเพื่อให้การครอบงำความคิดประชาชนมีความสมจริงสมจังและฝังรากลึกแห่งความเชื่อให้มากยิ่งขึ้น จึงมีการสร้างวัฒนธรรมการใช้สรรพนามที่นำหน้าชื่อของกษัตริย์ และรัชทายาท

ให้เป็นเช่นเดียวกับการเรียกพระเจ้าด้วยคำขึ้นต้นว่า “พระเจ้า” เหมือน กัน เช่น เรียกพระมหากษัตริย์และรัชทายาทว่า “พระเจ้าอยู่หัว” “พระองค์เจ้า” หรือแม้แต่ในระดับรุ่นหลานก็เรียกว่า “พระเจ้าหลานเธอ” เป็นต้น รวมตลอดทั้งชื่อของกษัตริย์

ก็จะนำชื่อของพระเจ้าที่สังคมเคารพนับถือมาใช้ประกอบด้วย เช่น พระราม, พระนารายณ์ หรือพระพุทธเจ้า มาเป็นองค์ประกอบสำคัญของชื่อที่ให้ประชาชนเรียกขาน เช่น สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (ต้นราชวงศ์อยุธยาหรือที่รู้จักในนาม พระเจ้าอู่ทอง), สมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก(รัชกาลที่ 1 ต้นราชวงศ์จักรี) เป็นต้น

นอกจากนี้ยังได้สร้างวัฒนธรรมทางภาษาที่ราษฎรจะต้องใช้สื่อสารกับพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ทุกพระองค์ ให้แตกต่างไปจากภาษาพูดที่ราษฎรใช้กันเองในชีวิตประจำวัน ที่เรียกว่า “ราชาศัพท์” เมื่อราษฎรจะพูดถึงหรือจะต้องพูดกับพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ต้องใช้ราชาศัพท์

แต่ถ้าพระมหากษัตริย์และราชวงศ์จะพูดกับราษฎรก็ใช้ภาษาพูดธรรมดา ทั้งนี้เพื่อสร้างผลทางจิตวิทยาหลอกลวงให้ราษฎรเชื่ออย่างเป็นจริงถึงความไม่เท่าเทียมกันระหว่างกษัตริย์,ราชวงศ์ กับราษฎร กล่าวคือกษัตริย์และราชวงศ์คือ “เทพ” ที่อยู่บนฟ้า ราษฎร คือ “มนุษย์

ที่เดินอยู่บนดินและในระบบการศึกษาก็จะมีการสั่งสอน เรียนรู้เกี่ยวกับราชาศัพท์และพงศาวดาร เกี่ยวกับระบบคิดและประวัติความเป็นมาของพระเจ้าที่เรียกว่า “เทวะวิทยา” โดยจะให้ข้อมูลเผ่าพงศ์ของเทพเจ้าว่าใครเป็นพี่ใครเป็นน้อง ผู้ที่รู้เรื่องราชาศัพท์ และเทวะวิทยาดี

ก็จะมีโอกาสที่ดีทางสังคมได้เข้าไปทำงานในรั้วในวัง ได้มีโอกาสรับใช้ใกล้ชิดพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมอำนาจ ก็จะได้เป็นเจ้าคนนายคน แม้หลักการพื้นฐานของศาสนาพุทธ จะแตกต่างจากศาสนาพราหมณ์อย่างยิ่ง กล่าวคือ ศาสนาพุทธไม่เชื่อว่ามีพระเจ้

ความดีหรือความเลวเกิดจากผลแห่งการกระทำของแต่ละคน แต่ศาสนาพราหมณ์เชื่อว่ามีพระเจ้า ความดีหรือความเลวเป็นผลมาจากวรรณะทางสังคม กล่าวคือ กษัตริย์และราชวงศ์จะเป็นคนดีเพราะเป็นเทพ ไม่สามารถจะกระทำผิดได้ แม้กระทำผิดใครไปกล่าวก็จะเป็นบาปติดตัว

ส่วนพวกศูทรและจัณฑาลเป็นคนเลวมาตั้งแต่ชาติที่แล้วถึงได้เกิดมาเป็นผู้ใช้แรงงานที่ต้องรับใช้คนชั้นสูงตลอดชีวิต หลักการนี้ปรากฏในพระไตรปิฎก อัคคัญญสูตร ว่าวรรณะทั้ง 4 จะดีจะชั่วก็อยู่ที่การกระทำของแต่ละคน ไม่ใช่อยู่ที่วรรณะ ความว่า

“ดูก่อนผู้สืบวงศ์แห่งวาสิษฐะและภารัทวาชะทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ที่เป็นกษัตริย์ก็มี เป็นพราหมณ์ก็มี เป็นแพศย์ก็มี เป็นศูทรก็มี ย่อมฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด (ยุให้เขาแตกร้าวกัน) พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มักได้ มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิ

เมื่อวรรณะทั้งสี่ยังดาษดื่นทั้งสองทางยังประพฤติทั้งในธรรมที่ดำและขาว ที่ผู้รู้ติเตียนและสรรเสริญอยู่อย่างนี้ คำใดที่พวกพราหมณ์กล่าวอย่างนี้ว่าวรรณะพราหมณ์เท่านั้นประเสริฐสุด วรรณะอื่น ๆ เลว, วรรณะพราหมณ์เท่านั้นขาว วรรณะอื่น ๆ ดำ, พราหมณ์ทั้งหลายเท่านั้นย่อมบริสุทธิ์

คนที่มิใช่พราหมณ์ย่อมไม่บริสุทธิ์, พราหมณ์ทั้งหลายเป็นบุตร เป็นโอรสของพรหม เกิดจากปากพรหม มีพรหมเป็นแดนเกิด เป็นผู้อันพรหมสร้างสรรค์ เป็นทายาทของพรหม ดังนี้. วิญญูชนทั้งหลายย่อมไม่รับรู้คำกล่าวของพราหมณ์เหล่านั้น”

แม้ศาสนาพุทธจะเป็นศาสนาประจำชาติแต่ผลทางวัฒนธรรมภายใต้ระบบสมบูรณาญาสิทธิราช กษัตริย์ก็ได้บิดเบือนหลักการของศาสนาพุทธโดยนำอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์มาเจือปนอย่างมาก จนทำให้แก่นแห่งศาสนาพุทธที่เป็นวิทยาศาสตร์หมดสิ้น

กลายเป็นศาสนาแห่งไสยศาสตร์คล้ายกับศาสนาพราหมณ์ที่ต้องรับรองความเป็นเทพของกษัตริย์และราชวงศ์ มีความเชื่องมงายในสวรรค์ นรก และมีความเชื่อในชาติกำเนิดเหมือนกับศาสนาพราหมณ์ และได้ส่งผลเป็นปฏิปักษ์ทางความคิดกับประชาชน

โดยเฉพาะเยาวชนในการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง ตัวอย่างเช่น โดยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์แล้วประชาชนกับกษัตริย์และราชวงศ์ ล้วนแล้วแต่เกิดมาโดยธรรมชาติ เป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงของชีวิตประจำวันไม่อาจจะพูดถึงความเสมอภาคกันระหว่างประชาชนกับกษัตริย์ได้

ทั้งนี้เพราะมีวัฒนธรรมครอบงำความคิดไว้ หากใครไม่เชื่อและยังกล้าฝ่าฝืนก็จะถูกสังคมประณามและรังเกียจ ไม่คบหาสมาคมด้วย รวมตลอดทั้งอาจจะถูกทำร้ายร่างกายหรือถูกเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจับกุมดำเนินคดี เป็นต้น
Read More

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: