ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่ *ประชาธิปไตยพระราชทาน*

11/01/2010 at 8:33 pm (Uncategorized)


บท: ดารณี รวีโชติ
การรัฐประหาร 8 กันยายน 2490 เป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นอำนาจของฝ่ายราชสำนัก และเข้มแข็งขึ้นในการรัฐประหารปี 2500 สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จนถึงปัจจุบัน ทำให้ระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์อยู่ใต้กฎหมายอย่างอังกฤษตามแนวทางที่คณะราษฎรสถาปนาขึ้นแปรเปลี่ยนไป และพัฒนากลายเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่

มีการถกเถียงกันมากในทางประวัติศาสตร์ว่าพระมหากษัตริย์ไทยมีแนวคิดประชาธิปไตย และเตรียมจะมอบอำนาจการปกครองตัวเองให้แก่ประชาชนแล้ว แต่คณะราษฎรใจร้อนเกินไปที่ทำการปฏิวัติแย่งอำนาจเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 และปัจจุบันเมื่อมีการตั้งสถาบันพระปกเกล้า

4 ประชาธิปไตยพระราชทานคือสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่
ขึ้นเพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมแนวคิดการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยเป็นสถาบันการศึกษาของรัฐสภา แต่ปรากฏว่าหน้าที่หลักของผู้บริหารสถาบันคือทำหน้าที่ทำลายระบอบการปกครองประชาธิปไตย เพราะผลงานของสถาบันพระปกเกล้า

ที่เด่นชัดคือสนับสนุนการยึดอำนาจล้มระบอบประชาธิปไตยเมื่อ 19 กันยายน 2549 และนับแต่ตั้งขึ้น สถาบันฯ ก็ทำหน้าที่บิดเบือนป้ายสีความผิดให้แก่คณะราษฎรมาตลอด โดยเชิดชูพระปกเกล้ารัชกาลที่ 7 ว่าเป็นนักประชาธิปไตย ซึ่งทั้งหมดมีเพียงความจริงบางส่วนเพียงน้อยนิด

กล่าวคือที่สถานการณ์ปลายรัชกาลที่ 7 ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองได้เกิดวิกฤตต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างรุนแรง และรัชกาลที่ 7 ก็รู้พระองค์เองว่าไม่อาจจะประคับประคองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชแบบดั้งเดิมต่อไปได้แล้วด้วยในขณะนั้นเป็นช่วงรอยต่อระหว่างรัชกาลที่ 6 กับรัชกาลที่ 7

ได้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจของโลกกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ งบประมาณได้เกิดการขาดดุลติดต่อกันตั้งแต่ปี 2465 ถึง 2568 และเกิดการตื่นตัวทางการเมืองของ ผู้มีการศึกษาในเขตเมืองหลวง และการเฟื่องฟูของสื่อมวลชนมีการเปิดกิจการหนังสือพิมพ์และวารสารจำนวนมาก

โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ราย วันในขณะนั้นมีมากถึง 35 ฉบับ และมีวารสารประมาณ 130 กว่า ฉบับทำให้เกิดการแพร่ขยายแนวคิดทางการเมืองออกไปมากโดยเฉพาะในหมู่ผู้มีการศึกษา(คล้ายเหตุการณ์ในปัจจุบัน ที่สื่อขยายตัวอย่างมากในรูปแบบใหม่คืออินเตอร์เน็ต และแนวคิดการเมืองขยายตัวลงสู่รากหญ้า)

และได้มีบทความในหน้าหนังสือพิมพ์โจมตีราชสำนักเชิงกระทบกระเทียบอยู่เสมอ เช่น บทความเรื่อง “เห็นว่าเจ้าเป็นลูกตุ้มถ่วงความเจริญ” ในหนังสือพิมพ์ราษฎร ฉบับวันพุธที่ 9 มกราคม 2471
ด้วยเหตุแห่งสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนั้นรัชกาลที่ 7 จึงพยายามจะหาทางออกที่จะผ่อนคลาย

โดยสร้างระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ขึ้น โดยเป็นประชาธิปไตยภายใต้อำนาจของสมบูรณาญาสิทธิราช, มี 3 อำนาจ คล้ายๆ ทุกวันนี้คือมีคณะรัฐมนตรี(อำนาจบริหาร) มีรัฐสภา(อำนาจนิติบัญญัติ), และศาล (อำนาจตุลาการ ซึ่งเป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์อยู่เดิมจนถึงปัจจุบันนี้)

ซึ่งระบบ 3 อำนาจนี้ ในขณะนั้นก็เป็นที่รู้จักกันทั้งโลกเพราะได้ตั้งมั่นในยุโรปและอเมริกา และถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว แต่ทั้ง 3 อำนาจตามแนวคิดของรัชกาลที่ 7 นั้นมิใช่เป็นประชาธิปไตยแบบที่โลกใช้กันอยู่ในขณะนั้น หากแต่เป็นอำนาจที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้แต่งตั้งเอง

และมีอำนาจถอดถอนได้ พระปกเกล้าฯ รัชกาลที่ 7 มีที่ปรึกษาคนสำคัญเป็นฝรั่งสัญชาติอเมริกัน คือ ดร.ฟรานซิส บี.แซร์ (Mr.Francis B.Sayre) ซึ่งได้รับพระราชทินนามเป็นพระยากัลยาณไมตรี โดยพระองค์ได้เขียนหนังสือด้วยลายมือของพระองค์ (พระราชหัตถเลขา)

ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2469 เล่าความเน่าเฟะในพระราชสำนักให้นายฟรานซิส บี.แซร์ และพยายามหาทางออก ปรากฏอยู่ในหนังสือเอกสารวิชาการของสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย โดยนายชัยอนันต์ สมุทวาณิช ตีพิมพ์โดยโรงพิมพ์มหาวิทยาลันธรรมศาสตร์ ปี 2522

ในหน้า 226 ความว่า “ตามที่ท่านทราบดีอยู่แล้วว่าพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจเด็ดขาดในทุกสิ่งทุกอย่าง หลักการข้อนี้เป็นสิ่งที่ดีมาก และเหมาะกับประเทศนี้อย่างยิ่ง ตราบเท่าที่เรามีพระมหากษัตริย์ที่ดี ถ้าพระมหากษัตริย์เป็นอเนกนิกรสโมสรสมมติจริงก็เป็นที่หวังได้ว่า

พระองค์จะทรงเป็นกษัตริย์ที่ดีพอประมาณ แต่ความคิดเรื่องอเนกนิกรสโมสรสมมตินี้ แท้ที่จริงเป็นแต่ทฤษฎีเท่านั้น ตามความเป็นจริงแล้ว กษัตริย์ของสยามครองราชย์โดยการสืบสันตติวงศ์ ซึ่งก็มีผู้จะให้เลือกที่จำกัดมาก ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่แน่นอนว่าเราจะมีกษัตริย์ที่ดีเสมอไป

ฉะนั้นอำนาจเด็ดขาดอาจกลายเป็นภยันตรายโดยตรงต่อประเทศก็เป็นได้ นอกจากนี้เหตุการณ์ก็เปลี่ยนไปมาก ในสมัยก่อนนั้นไม่มีการตั้งข้อสงสัยใดๆ ในพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์เลย เพราะจะเป็นการไม่ปลอดภัยเลยที่จะทำเช่นนั้น พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพนับถืออย่างแท้จริง

และพระราชดำริของพระองค์ก็คือกฎหมายเราดีๆ นี่เอง แต่สิ่งเหล่านี้เริ่มจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น พระมหากษัตริย์ยังทรงเป็นที่เกรงกลัวและ เคารพนับถือ แม้กระนั้นในปลายรัชสมัยของพระองค์ก็ยังมีคนหนุ่มคณะหนึ่ง

เริ่มวิจารณ์พระองค์ในหลายเรื่องด้วยกัน แต่ก็มิได้กระทำอย่างเปิดเผย ในรัชกาลที่เพิ่งจะสิ้นไปเร็วๆ นี้สภาพการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปมากด้วยเหตุผลหลายประการ ซึ่งล้วนไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเล่าต่อท่าน เพราะท่านคงจะทราบดีอยู่แล้ว พระมหากษัตริย์กลายเป็นผู้ที่ถูกหว่านล้อมชักจูง

ได้โดยใครก็ได้ ซึ่งเป็นผู้ที่คุ้นเคยกับผู้ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของพระองค์ ข้าราชการทุกคนก็มักจะถูกสงสัยว่าทำการฉ้อฉลหรือไม่ก็เล่นพรรคเล่นพวก แต่ยังนับว่าเป็นโชคที่เจ้านายชั้นสูงยังคงได้รับความเคารพนับถือว่าเป็นผู้ ที่มีความซื่อสัตย์อยู่ สิ่งที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง

ก็คือ การที่ราชสำนักถูกดูหมิ่นดูแคลน และในระยะใกล้จะสิ้นรัชกาลก็กำลังจะเริ่มถูกเยาะหยัน กำเนิดของหนังสือพิมพ์ที่มีอิสระเสรีทำให้สภาพการณ์ดังกล่าวนี้ย่ำแย่ลงไปอีกมาก ฐานะของพระมหากษัตริย์ต้องตกอยู่ในความยากลำบากอย่างยิ่ง ความเคลื่อนไหวทางความคิดในประเทศนี้

ชี้ให้เห็นสัญญาณอันแน่ชัดว่าวันเวลาของการปกครองแบบผู้นำถืออำนาจสิทธิ์ขาดแต่ผู้เดียวใกล้จะหมดลงทุกที ถ้าราชวงศ์นี้จะอยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง ก็จะต้องทำให้ฐานะของพระมหากษัตริย์มั่นคงกว่าที่เป็นอยู่จะต้องหาหลักประกันบางอย่างในการป้องกันพระมหากษัตริย์ที่ไม่ฉลาดนัก”

ในพระราชหัตถเลขาฉบับนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปรึกษาพระยากัลยาณไมตรีด้วยว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะเปลี่ยนรูปการปกครองไปเป็นประชาธิปไตยโดยมีรัฐสภา และควรจะมีรัฐธรรมนูญในรูปใด พระยากัลยาณไมตรีตอบพระราชปรารภว่าในเวลานี้ยังไม่ควรมีการปกครองระบอบรัฐสภา

และเสนอให้ใช้ระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชต่อไป แต่แนะนำให้นำระบอบการมีนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดินมาใช้ และได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ดร.ฟรานซิส บี.แซร์ ถวาย ซึ่งมีเพียง 12 มาตราเท่านั้น และเพื่อเป็นบทศึกษาตอบโต้สถาบันพระปกเกล้าให้เห็นว่าเรื่องประชาธิปไตยที่รัชกาลที่ 7

จะมอบให้นั้นเป็นเรื่องจอมปลอมทั้งสิ้น จึงนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ดร.ฟรานซิส บี.แซร์ ที่มีการกล่าวอ้างกันมากว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่รัชกาลที่ 7 จะพระราชทานให้เพื่อให้มีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย มาตีพิมพ์เพื่อเป็นประจักษ์พยานว่าประชาธิปไตยพระราชทานนั้นมีจริงหรือไม่ ดังนี้

Read More

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: