ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่ *ประชาธิปไตยพระราชทาน*

12/01/2010 at 8:33 pm (หนังสือ)

ต่อ..จากวาน
ร่างรัฐธรรมนูญของพระยากัลยาณไมตรี
มาตรา ๑ พระมหากษัตริย์ทรงพระราชอำนาจสูงสุดตลอดพระราชอาณาจักร

มาตรา ๒ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรี ผู้ซึ่งจะรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดิน
มาตรา ๓ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนรัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ และรับผิดชอบโดยตรงต่อพระมหากษัตริย์ในการบริหารของทุกกระทรวง นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ปฏิบัติตามนโยบายต่างๆ ที่รับมอบหมายไปจากพระมหากษัตริย์ และเป็นผู้ประสานงานระหว่างนโยบายเหล่านี้กับการบริหารงานให้เป็นไปตามนโยบายดังกล่าวของกระทรวงต่างๆ

มาตรา ๔ รัฐมนตรีรับผิดชอบโดยตรงต่อนายกรัฐมนตรี ในการบริหารงานของกระทรวง และช่วยนายกรัฐมนตรี ในการนำนโยบายไปปฏิบัติให้บรรลุผลตามที่ได้รับมอบหมาย
มาตรา ๕ คณะรัฐมนตรีประชุมปรึกษากันโดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน คณะรัฐมนตรีอาจปรึกษาหารือกันในกิจการทั่วไป แต่ความรับผิดชอบในการตัดสินใจในทุกเรื่องอยู่ที่นายกรัฐมนตรี
มาตรา ๖ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำผลการตัดสินใจในปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับนโยบายทั่วๆไป ขึ้นกราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์ แต่การตัดสินใจในปัญหาเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับพระมหากษัตริย์โดยตรง

มาตรา ๗ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งอภิรัฐมนตรีสภา ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน ๕ นาย นายกรัฐมนตรีเป็นสมาชิกอภิรัฐมนตรีสภาโดยตำแหน่ง แต่รัฐมนตรีผู้อื่นไม่อาจเป็นสมาชิกอภิรัฐมนตรีสภาได้ อภิรัฐมนตรีสภาไม่ มีอำนาจในการบริหารใดๆ หน้าที่ของอภิรัฐมนตรีสภาจำกัดอยู่เฉพาะการถวายคำปรึกษาเมื่อพระมหากษัตริย์ ทรงขอความเห็นหรือคำปรึกษาในส่วนที่เกี่ยวกับนโยบายทั่วไป หรือนโยบายอื่นใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินที่เป็นเรื่องของราชการประจำ อภิรัฐมนตรีสภาไม่มีอำนาจที่จะถวายคำปรึกษาเกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการหรือเรื่องเกี่ยวกับข้าราชการประจำ แต่มีอำนาจในการตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีคนอื่นๆ

มาตรา ๘ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและถอดถอนสมาชิกสภาอภิรัฐมนตรี
มาตรา ๙ ภายในเวลาสามวันนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์เสด็จขึ้นครองราชย์ พระมหากษัตริย์ทรงเลือกรัชทายาทโดยการถวายคำปรึกษา และการถวายความยินยอมจากอภิรัฐมนตรีสภา การเลือก (รัชทายาท) นี้จะต้องเลือกจากพระราชโอรสของพระมหากษัตริย์และพระบรมราชินีนาถ หรือจากพระบรมวงศานุวงศ์ โดยไม่จำกัดลำดับชั้นยศหรืออาวุโส การเลือกรัชทายาทไม่ถือว่าเด็ดขาดซึ่งจะ

เปลี่ยนแปลงมิได้ แต่อาจทบทวนได้ทุกๆ ห้าปี นับแต่วันเลือกครั้งแรก โดยการถวายคำปรึกษาและการถวายความยินยอมจากอภิรัฐมนตรีสภา (หมายเหตุ: หรือในบางกรณีระยะเวลานี้อาจนานกว่าห้าปีก็ได้ตามแต่จะเห็นสมควร) ในกรณีที่พระมหากษัตริย์เสด็จสวรรคตก่อนที่จะมีการเลือกรัชทายาท อภิรัฐมนตรีสภาจะเป็นผู้เลือกรัชทายาททันทีภายหลังการสวรรคต ทุกกรณีจะต้องใช้คะแนนเสียงสามในสี่ของจำนวนสมาชิกสภาอภิรัฐมนตรีทั้งหมด ซึ่งอยู่ในพระราชอาณาจักรขณะนั้นในการเลือก

มาตรา ๑๐ อำนาจตุลาการซึ่งอยู่ภายใต้พระราชอำนาจสูงสุด ของพระมหากษัตริย์ใช้ทางศาลฎีกา และศาลอื่นๆตามที่ทรงมีพระบรมราชโองการจัดตั้งขึ้นตามเวลาอันสมควร
มาตรา ๑๑ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจนิติบัญญัติแต่ ผู้เดียว

มาตรา ๑๒ การเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ จะกระทำได้โดยพระมหากษัตริย์ โดยคำแนะนำและยินยอมจากสามในสี่ของจำนวนสมาชิกอภิรัฐมนตรีสภา
จากร่างรัฐธรรมนูญนี้ นายชัยอนันต์ สมุทวาณิช ได้เขียนโครงสร้างอำนาจตามรัฐธรรมนูญไว้ด้วยเพื่อเข้าใจได้โดยง่ายว่า ประชาธิปไตยในแนวคิดของพระมหากษัตริย์นั้น อำนาจยังรวมศูนย์อยู่ที่พระมหากษัตริย์ ซึ่งแม้ปัจจุบันเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว มีรัฐธรรมนูญ 300 กว่ามาตราก็จริง แต่ปรัชญาแนวคิดยังคงเดิมเช่นแนวคิดในสมัยรัชกาลที่ 7 ตามแผนภาพดังนี้

แผนภาพที่ ๑
แสดงความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์, อภิรัฐมนตรีสภา
และนายกรัฐมนตรี

อภิรัฐมนตรีสภา
นายกรัฐมนตรี
พระมหากษัตริย์
ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษา

รัฐมนตรี
รัฐมนตรี

เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่นั้นเป็นแนวคิดของราชสำนักมายาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 7 ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง และเมื่ออำนาจของคณะราษฎรเพลี่ยงพล้ำถูกทำลายในช่วงประวัติศาสตร์ของการต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างราษฎร

กับขุนนางอำมาตย์ ราชสำนักจึงฟื้นกลับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชขึ้นใหม่ โดยมีประชาธิปไตยเป็นเพียงรูปแบบ แต่เนื้อหาอำนาจยังรวมศูนย์อยู่ที่ราชสำนัก และเมื่อใดที่อำนาจของรัฐสภาจะเข้มแข็ง ราชสำนักก็จะส่งสัญญาณให้กองทหารล้มระบอบรัฐสภา แล้วก็ว่างเว้นสักระยะหนึ่งเพื่อออกกฎหมายตัดอำนาจฝ่ายราษฎรในนามประกาศขณะปฏิวัติซึ่งออกได้เร็ว

แล้วหลังจากนั้นก็จัดตั้งระบอบสภากันขึ้นใหม่ รัฐบาลที่มาจากราษฎรเลือกตั้งเข้ามา ก็ถูกจำกัดอำนาจโดยกฎหมายของคณะปฏิวัติ ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้อำนาจของราษฎรเกิดขึ้นได้จริง และทุกครั้งของการยึดอำนาจก็จะใส่ร้ายป้ายสีหลอกลวงโลกตลอดเวลาว่า “ราษฎรยังไม่มีความพร้อมที่จะปกครองตัวเอง”
เหตุการณ์รัฐประหารในประเทศไทย จึงเกิดอยู่ร่ำไปโดยความเห็นชอบของราชสำนักด้วยข้ออ้างว่า “พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง”

กษัตริย์ ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน นอกจากจะมีความหมายว่าพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ยังหมายถึงคนในวรรณะที่ 2 แห่งสังคมฮินดู ซึ่งมีอยู่ 4 วรรณะ ได้แก่ วรรณะพราหมณ์ วรรณะกษัตริย์ วรรณะแพศย์ และวรรณะศูทร
บันทึกจดหมายเหตุ เดอ ลาลูแบร์,หน้า 338 สันต์ ท.โกมลบุตร ผู้แปล.สำนักพิมพ์ศรีปัญญา, นนทบุรี

จากจดหมายเหตุรายวันการเดินทางไปสู่ประเทศสยามในปี ค.ศ.1685 และ 1686 ของบาทหลวงเดอ ชัวซีย์, หน้า 248 สันต์ ท.โกมลบุตร ผู้แปล, สำนักพิมพ์ศรีปัญญานนทบุรี

ข้อความน่ารู้จากพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกฉบับประชาชนของมหามกุฎราชวิทยาลัย, สุชีพ ปุญญานุภาพ จัดทำ ตีพิมพ์ครั้งที่ 17/2550 หน้า 133

แปลภาษาไทย ตีพิมพ์ในhttp://www.prachatai.com/05web/th/home/13273 วันที่ 22 สิงหาคม 2551


Read More

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: