การเกิดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่ *คณะราษฎรล้างอำนาจ*

14/01/2010 at 6:40 pm (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
2 คณะราษฎรล้างอำนาจกษัตริย์ไม่เสร็จสิ้น
แม้พัฒนาการทางการผลิตของสังคมไทยในขณะนั้นจะได้ก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทุน นิยมแล้ว แต่ยังเป็นระยะเริ่มต้นÙ ราษฎรส่วนใหญ่ยังเป็นเกษตรกร ดำรงชีวิตด้วยการผลิตเพื่อบริโภคเป็นหลัก มิใช่ผลิตเพื่อเป็นสินค้า เป็นวิถีชีวิตการผลิตแบบพออยู่พอกิน

(ซึ่งก็คือวิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ที่กล่าวติดปากกันอยู่ในปัจจุบัน) และวัฒนธรรมความคิดของราษฎรส่วนใหญ่ ยังติดยึดอยู่กับระบบเจ้าขุนมูลนายและความเชื่อเรื่องบุญทำกรรมแต่ง โดยเชื่อว่าความยากจนในชาตินี้เป็นผลมาจากชาติที่แล้ว ราษฎรส่วนใหญ่ยังไม่มีความเข้าใจต่อเรื่องสิทธิเสรีภาพ

และความเสมอภาคทางสังคม ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ผู้ที่เข้าใจและต้องการเห็นความเสมอภาคทางสังคมจึงเป็นคนส่วนน้อยในขณะนั้น ด้วยเหตุนี้เองการปฏิวัติของคณะราษฎรจึงยังไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงระบอบการ ปกครองของกษัตริย์ได้อย่างถอนรากถอนโคน

ซึ่งแตกต่างจากการปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศส, รัสเซีย และจีน ที่ล้มสถาบันกษัตริย์อย่างสิ้นซาก เมื่อคณะราษฎรโค่นล้มอำนาจกษัตริย์ลงได้เมื่อ 24 มิถุนายน 2475 ก็มีการประนีประนอมกับฝ่ายเจ้าในเรื่องการใช้ธรรมนูญการปกครอง และการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนแรกโดย

เริ่มตั้งแต่เปลี่ยนฐานะของธรรมนูญการ ปกครองฉบับแรกที่ร่างโดยหลวงประดิษฐ์มนูธรรม(ปรีดี พนมยงค์) ที่คณะราษฎรมุ่งที่จะนำมาใช้เป็นธรรมนูญการปกครองฉบับถาวรที่เหมือนกับการ ปฏิวัติใหญ่เปลี่ยนแปลงการปกครองทั่วไป กล่าวคือ ตามร่างเดิมไม่มีคำว่า “ชั่วคราว”

แต่เมื่อทูลเกล้าถวายต่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ พระองค์ได้เติมด้วยลายพระหัตถ์ว่า “ชั่วคราว”Ùลงไปซึ่งคณะราษฎรก็ยินยอมเป็นผลให้ต้องร่างรัฐ ธรรมนูญใหม่โดยตั้งคณะกรรมการร่วมกันระหว่างฝ่ายคณะราษฎรกับฝ่ายเจ้า และมีการมอบรัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรกเมื่อ 10 ธันวาคม 2475

(และหลังจากนั้นมาก็มีการฉีกรัฐธรรมนูญ และร่างใหม่เป็นของเล่น) และหนึ่งในคณะกรรมการการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นตัวแทนของฝ่ายเจ้าก็ได้รับ ความเห็นชอบให้มาเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก คือ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา เมื่อมีการประนีประนอมอำนาจการเมืองกันเช่นนี้

การถอนรากถอนโคนทางอำนาจที่จะ กระทำต่อฝ่ายเจ้าด้วยการยึดทรัพย์อันเป็นฐานอำนาจทางเศรษฐกิจ เป็นฐานอำนาจที่แท้จริงของฝ่ายเจ้าจึงไม่เกิดขึ้น ดังนั้นแม้ความขัดแย้งทางอำนาจระหว่างฝ่ายคณะราษฎรกับฝ่ายเจ้ายังดำรงอยู่ โดยคณะราษฎรมีอำนาจเป็นด้านหลักในฐานะเป็นฝ่ายกระทำในระยะเริ่มต้นของการ

เปลี่ยนแปลงการปกครองก็ไม่อาจจะทำลายฐานอำนาจของฝ่ายเจ้าได้ และด้วยสภาวะทางสังคมดังกล่าวข้างต้น เป็นผลทำให้แนวคิดอุดมการณ์ทางการเมือง ที่คณะราษฎรมุ่งหวังให้ระบบการปกครองของไทยเป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหา กษัตริย์เป็นประมุขแบบอังกฤษ โดยกษัตริย์และราชวงศ์ทรงอยู่เหนือการเมือง

จึงเป็นไปได้โดยยาก ด้วยวัฒนธรรมของไทยยังติดยึดอยู่กับความเชื่อเรื่องชนชั้นวรรณะ เป็นเรื่องของบาปบุญจากชาติปางก่อน อันเป็นผลจากระบบเศรษฐกิจการผลิตแบบศักดินาที่ผลิตแบบพออยู่พอกินพึ่งพิง ธรรมชาติ ซึ่งแม้นายปรีดี พนมยงค์ จะได้เห็นปัญหาทางวัฒนธรรมที่ไม่เอื้อต่อระบอบประชาธิปไตยเช่นนี้และพยายาม

จะสร้างคนรุ่นใหม่ที่ตื่นตัวต่อสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค อันเป็นวัฒนธรรมใหม่ซึ่งเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตย ด้วยการตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองขึ้นÙแต่แล้วก็ไม่อาจจะขัดขวางการฟื้นตัวทางอำนาจของฝ่าย เจ้าที่พัฒนาขึ้นมาเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่ เช่นทุกวันนี้ได้
Read More

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: