*แม้ฟื้นอำนาจแล้วแต่เจ้ายังคุมทหารไม่ได้*

21/01/2010 at 7:17 pm (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
นการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 แม้จะเป็นการกำจัดฐานอำนาจของคณะราษฎรด้วยการยึดอำนาจขับไล่ปรีดี พนมยงค์ และแกนนำ ออกนอกประเทศ พร้อมกวาดล้างจับกุมพลพรรคของปรีดี พนมยงค์ แล้วก็ตาม แต่อำนาจของฝ่ายเจ้าโดยพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่มีอำนาจ

ที่จะควบคุมฝ่ายทหารของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ ประกอบกับในขณะนั้นพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ก็ยังทรงพระเยาว์ ต้องมีผู้สำเร็จราชการแทนคือกรมขุนชัยนาทนเรนทร และเนื่องจากพระองค์เพิ่งขึ้นครองราชย์ (ขึ้นครองราชย์ในตอนเย็นวันที่ 9 กันยายน 2489 ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่รัชกาลที่ 8 สิ้นพระชนม์เมื่อตอนเช้า)

พระบรมเดชานุภาพยังไม่แกร่งกล้าที่จะสยบอำนาจของฝ่ายทหารได้ เมื่อฝ่ายเจ้ายืมมือของฝ่ายทหารทำลายฝ่ายประชาชนภายใต้การนำของปรีดี เป็นผลสำเร็จแล้ว อำนาจการเมืองที่ขับเคี่ยวกันจึงเหลือเพียง 2 ฝ่าย คือฝ่ายเจ้าโดยมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นฐานฝ่ายหนึ่ง

กับฝ่ายทหารโดยมีกองทัพเป็นฐานให้แก่จอมพล ป.พิบูลสงคราม อีกฝ่ายหนึ่งแล้ว ละครน้ำเน่าที่เคยแสดงความรักอันดูดดื่มระหว่างควง อภัยวงศ์ กับจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ขาดสะบั้นในวันที่ 6 เมษายน 2491 ด้วยการที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ส่งทหารคนสนิทคือ พล.ต.สวัสดิ์ ส.สวัสดิ์เกียรติ,

พ.อ.ศิลป์ รัตนพิบูลชัย, พ.ท.ก้าน จำนงภูมิเวช และพ.ท.ลม้าย อุทยานานนท์ มาขอเข้าพบและจี้ตัวนายควง อภัยวงศ์ ให้ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีภายใน 24 ชั่วโมง นายควง อภัยวงศ์ ก็ยอมลาออกแต่โดยดีโดยถวายบังคมลาในตอนเย็นวันที่ 6 เมษายน นั้นเอง

โดยกรมขุนชัยนาทนเรนทร ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็ไม่กล้าที่จะ ทัดทานÙกรณีความร่วมมือระหว่างฝ่ายเจ้ากับฝ่ายทหารที่จับมือกันโค่นล้มฐานการเมือง ฝ่ายประชาชนของปรีดี พนมยงค์ เป็นบทเรียนที่น่าศึกษาเปรียบเทียบกับการเมืองในปัจจุบัน

ที่มีการจับมือกันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคในนามตัวแทนของฝ่ายเจ้ากับพล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา ในนามตัวแทนของฝ่ายทหารที่ต่างก็อยู่ภายใต้พระบรมเดชานุภาพ โดยร่วมกันทำการโค่นล้มฐานการเมืองฝ่ายประชาชนของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ซึ่งมีลักษณะคล้ายกันโดยรูปแบบ แต่มีเนื้อหาที่แตกต่างกันในเงื่อนไขเวลาของยุคสมัยและปัจจัยใหม่คือการมี ส่วนร่วมของภาคประชาชน แต่แม้กระนั้นต่างก็ยังอยู่ในบทสัจธรรมเดียวกันไม่เปลี่ยนแปลงคือ อำนาจเป็นสิ่งที่หอมหวน ดังนั้นการเห็นบทหวานชื่นระหว่างอภิสิทธิ์กับพล.อ.อนุพงศ์

วันนี้ก็ใช่ว่าจะราบรื่นตลอดไปไม่ ลองมาดูบทละครการเมืองอันหวานชื่นในระยะเริ่มแรกของนายควงกับจอมพล ป. แต่ก็อยู่กินกันหม้อข้าวไม่ทันดำก็เลิกร้างกันไป ลองดูบทเกี้ยวพาราสีกันระหว่างนายควง อภัยวงศ์ ,มรว.เสนีย์ ปราโมช กับจอมพล ป.พิบูลสงคราม

แล้วก็จะรู้เองว่าพรรคประชาธิปัตย์มีประวัติการแสดงละครทางการเมืองชนิดที่ เรียกว่าตลบตะแลงถึงบทจริงๆ แต่สุดท้ายก็แตกกันเพราะต่างฝ่ายต่างก็อยากได้อำนาจสูงสุดด้วยกัน

นายควง : นี่ไงกัปตัน ผมเอารายชื่อรัฐมนตรีมาให้ดู
จอมพล ป. : เอามาให้ผมดูทำไม ผมบอกแล้วว่าไม่ต้องการอำนาจทางการเมืองคุณเห็นดีอย่างไรก็เอาอย่างนั้นแหละ
นายควง : แต่มีรัฐมนตรีหลายคนที่กัปตันคงไม่ชอบ
จอมพล ป. : อย่าได้ถือความเห็นผมเป็นสำคัญ….

ส่วนม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ก็ออกมาปกป้องจอมพล ป. พิบูลสงคราม ทั้งๆ ที่ประชาธิปัตย์เคยโจมตีว่าเป็นจอมเผด็จการมาก่อน แต่วันนี้จำเป็นต้องกลับหลังหันมาจูบปากกัน, บรรพบุรุษของพรรคประชาธิปัตย์มีความสามารถพิเศษในเรื่องเหล่านี้ โดยกล่าวชื่นชมเพื่อให้สังคมวางใจในตัวจอมพล ป.

โดยเปรียบเปรยว่าคนที่กลัวความเป็านเผด็จการมากที่สุดในเมืองไทยวันนี้ก็ คือตัวของท่านจอมพล ป.เองโดยกล่าว ว่า “หม่อมคึกฤทธิ์ เป็นเจ้าของคำคมอีกคนหนึ่งโดยได้กล่าวว่าเวลานี้คนในเมืองไทยที่กลัวเผด็จ การมากที่สุดได้แก่จอมพล ป.ข้อนี้เป็นคำกล่าวที่มีเหตุผล”

ส่วนความรักอันหวานชื่นระหว่างอภิสิทธิ์ กับพล.อ.อนุพงศ์ ในปัจจุบันนี้จะจบลงอย่างไรเป็นเรื่องที่ผู้อ่านจะต้องติดตามกันต่อไป

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: