*รัฐประหาร 2500 ระบอบกษัตริย์เริ่มตั้งมั่นอย่างเข้มแข็ง*

22/01/2010 at 8:36 pm (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
การเฝ้ารอคอยโอกาสเพื่อเผด็จอำนาจทางการเมืองเป็นคุณสมบัติและประสบการณ์ที่ สำคัญของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ที่ใช้เป็นกลยุทธ์ในการสร้างสมบารมีจนกลายเป็นพระบรมเดชานุภาพที่พลิกฟื้น อำนาจของกษัตริย์กลับขึ้นมาใหม่จนเข้มแข็ง

และพัฒนาอำนาจทำให้ระบอบการปกครองของไทยกลายเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่ ในทุกวันนี้ เมื่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม กลับสู่อำนาจการเมืองใหม่อีกครั้ง ด้วยการจี้ให้นายควง อภัยวงศ์ ลาออก ในเส้นทางการเมืองยุคสุดท้ายของจอมพล ป.พิบูลสงคราม

ก็ต้องประสบปัญหามากมาย และการดิ้นรนเพื่อรักษาอำนาจอยู่ต่อไปนั้นในแต่ละวันก็ยากเย็นแสนเข็ญ และโดยธรรมชาติทางการเมืองก็เกิดความขัดแย้งระหว่างลูกน้องของจอมพล ป. ด้วยกัน เข้าทำนองว่าเสือสองตัวอยู่ในถ้ำเดียวกันไม่ได้

นั่นคือความขัดแย้งระหว่างพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ กับพลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงขาลงของจอมพล ป.นั้น กระแสตื่นตัวของประชาชนต่อสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย เป็นกระแสการเมืองใหม่ที่เริ่มมีพลังขึ้น

อันเป็นผลสะเทือนจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 และการก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง อีกทั้งจอมพล ป. ต้องการจะลบภาพจอมเผด็จการที่เคยแสดงออกในอดีตเมื่อครั้งลัทธิทหารเป็นกระแส หลักของโลกโดยมีผู้นำทางทหารที่มีชื่อเสียงเช่น ฮิตเลอร์

ผู้นำเยอรมัน มุสโสลินี ผู้นำอิตาลี และโตโจ ผู้นำญี่ปุ่น จอมพล ป.จึงหนุนระบอบประชาธิปไตยให้มีการเลือกตั้ง เปิดสนามหลวงให้เป็นเวทีประชาธิปไตยที่ประชาชนจะไปแสดงความคิดเห็นใดๆ ก็ได้ คล้ายกับสวนสาธารณะ “ไฮด์ปาร์ค” ในอังกฤษ จนคำว่า “ไฮด์ปาร์ค”กลายเป็นคำสะแลง

หมายถึง ลักษณะการเปิดปราศรัยแบบด่าแหลกและตัวท่านเองก็ตั้งพรรคการเมืองเข้าแข่งขัน ในนามพรรคเสรีนังคศิลาโดยธรรมชาติแห่งระบอบประชาธิปไตยนั้นมีพลังอำนาจที่สำคัญคือ “อำนาจต้องมาจากประชาชน” ดังนั้นระบอบเผด็จการใดๆ ที่พยายามจะฉาบสีสันของประชาธิปไตยเพียงรูปแบบนั้น ไม่ว่ากรณีใดๆ

ก็ยากที่จะดำรงอยู่ได้ และวาระสุดท้ายของจอมพล ป.ก็พบกับสัจธรรมนี้ เมื่อจอมพล ป.ไม่ยอมลงจากอำนาจทั้งๆ ที่ความนิยมของประชาชนเสื่อมลงไปมากแล้ว อีกทั้งฐานอำนาจทางทหารก็แตกกัน ดังจะเห็นได้ว่าในขณะนั้นจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ตีตัวออกห่างจากจอมพล ป.ทั้งๆ ที่เป็นผู้คุมกำลังทหารสำคัญ

แต่ก็ไม่ยอมออกคำสั่งให้ทหารในบังคับบัญชาไปลงคะแนนเลือก ส.ส.ของพรรคเสรีมนังคศิลาโดยแสดงตัวเป็นนักประชาธิปไตยเต็มใบโดยกล่าวว่า “เมื่อจะเป็นประชาธิปไตยกันจริงๆ แล้ว ขออย่าได้บังคับกะเกณฑ์ให้ไปลงคะแนนให้พรรครัฐบาลเลย บุคคลอื่นๆ ที่อยู่พรรคการเมืองฝ่ายค้านก็อาจจะเป็นคนดีได้”
ด้วยภาวะขาลงเช่นนี้ จอมพล ป.ไม่มีทางเลือกที่จะสืบต่ออำนาจประชาธิปไตย จึงเกิดกรณีการโกงการเลือกตั้งอย่างครึกโครมในการประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อ 1 มีนาคม 2500 จึงเกิดกระแสการต่อต้าน โอกาสทองทางการเมืองของจอมพลสฤษดิ์ จึงเกิดขึ้น

ซึ่งในขณะนั้นความคิดการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเริ่มถ่ายเทลงไปสู่ ขบวนการนักศึกษาอย่างมีผลแล้ว แม้จะเป็นยุคต้นๆ ก็ทำให้เกิดเงื่อนไขความชอบธรรมของผู้มีอำนาจทั้งของทหารและฝ่ายเจ้า ที่จะใช้พลังนักศึกษาประชาชนกล่าวอ้างเพื่อทำลายปฏิปักษ์ทางการเมืองและการ

ช่วงชิงอำนาจทางการเมือง ในเหตุการณ์เวลานั้นพลังนักศึกษาจากจุฬาฯ และธรรมศาสตร์ ก็รวมตัวประท้วงการโกงการเลือกตั้งโดยยกขบวนไปทำเนียบรัฐบาล เพื่อจะซักฟอกจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งขณะนั้นจอมพลสฤษดิ์ เป็นผู้บัญชาการทหารบกและเป็นผู้รักษาพระนครแทนที่จะขัดขวางเพื่อปกป้อง รัฐบาล

ก็ทำการลอยตัว(คล้ายๆ กับพล.อ.อนุพงษ์ ผู้บังคับบัญชาการทหารบกในปัจจุบัน กรณีพันธมิตรบุกยึดทำเนียบรัฐบาลในปี 2551) และแสดงตัวเป็นนักประชาธิปไตยเต็มที่ (แท้จริงเตรียมช่วงชิงยึดอำนาจ) โดยจอมพลสฤษดิ์ปล่อยให้ฝูงชนเดินทางผ่านไปเผชิญหน้ากับจอมพล ป.นายกรัฐมนตรี

เพื่อซักฟอก, แล้วจอมพลสฤษดิ์ ก็แสดงตัวเป็นพระเอกสลายฝูงชนโดยกล่าวปราศรัยบอกนัยสำคัญทางการเมืองว่าจะ เกิดการเปลี่ยนแปลงตามที่ฝูงชนต้องการโดยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นทหารของชาติ และขอพูดอย่างชายชาติทหารว่า ข้าพเจ้ามีความเห็นใจประชาชน สิ่งใดที่มติมหาชนไม่ต้องการข้าพเจ้าจะไม่ร่วมมือด้วย”

และกล่าวลงท้ายคำปราศรัยอย่างมีความหมายทางการเมืองว่า “พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ” ต่อมาไม่นาน 16 กันยายน 2500 จอมพลสฤษดิ์ก็ทำการยึดอำนาจขับไล่จอมพล ป.พิบูลสงคราม และพล.อ.เผ่า ศรียานนท์ ออกนอกประเทศ แล้วจอมพลสฤษดิ์ก็ถอดหน้ากากประชาธิปไตยทิ้ง

เปิดเผยโฉมหน้าจริงของตนด้วยการใช้อำนาจเผด็จการโดยปกครองประเทศด้วยรัฐ ธรรมนูญฉบับชั่วคราวมีเพียง 17 มาตรา โดยมีมาตรา 11 เป็นอำนาจเผด็จการสูงสุดของนายกรัฐมนตรีที่สั่งฆ่าคนได้โดยไม่ต้องสอบสวน เป็นเวลานานถึง 6 ปีก่อนจะสิ้นชีวิต โดยตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นจากนักวิชาการที่ขายตัว

(ซึ่งไม่แตกต่างจากนัก วิชาการในมหาวิทยาลัยต่างๆ ในวันนี้) โดยรับนโยบายจากจอมพลสฤษดิ์ว่าไม่ต้องร่างให้เสร็จบทบาททางการเมืองของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลที่ชาญฉลาดนับตั้งแต่ปลายยุคจอมพล ป.ถึงยุคจอมพลสฤษดิ์ ทั้งที่ยังทรงพระเยาว์นั้นไม่อาจจะปฏิเสธบทบาทของเสนาธิการใหญ่ผู้อยู่

เบื้องหลังที่เป็นสามัญชนคือสมเด็จพระราชชนนี ที่ช่วยวางแผนประสานแนวร่วมและทำลายศัตรูทีละส่วน จนอำนาจวังกล้าแข็งและพัฒนามาเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่อยู่ในขณะนี้
ดังจะเห็นความชาญฉลาดในการแสวงหาอำนาจของวัง กล่าวคือตลอดระยะเวลาการครองอำนาจ

ของจอมพลสฤษดิ์ได้เกิดเรื่องอื้อฉาวของการ กระทำทุจริตอย่างขนานใหญ่ รวมตลอดทั้งการตั้งฮาเร็มโดยมีหญิงสาวมาบำรุงบำเรอจอมพลสฤษดิ์และการมีเพศ สัมพันธ์กับนางบำเรอนั้นจอมพลสฤษดิ์ก็ชอบนุ่งผ้าขาวม้าสีแดง แต่ก็ไม่มีข้อวิจารณ์ใดๆ จากวังทำไมพระมหากษัตริย์

ผู้ทรงคุณธรรมไม่เคยตำหนิหรือว่ากล่าวกระทบกระเทือบถึง จอมพลสฤษดิ์เลยจนถึงทุกวันนี้เป็นเพราะอะไร ? คำตอบทางประวัติศาสตร์ที่เด่นชัดก็คือจอมพลสฤษดิ์ได้เปิดศักราชยุคใหม่ของ เมืองไทยที่ฝ่ายเจ้าต้องการและรอคอยมานาน

จอมพลสฤษดิ์ได้เปลี่ยนปรัชญาของกองทัพ จากกองทัพของชาติและประชาชนภายใต้การนำของคณะราษฎรเป็นกองทัพของพระราชาโดย สมบูรณ์แบบ จอมพลสฤษดิ์ ได้ทำลายปรัชญารากฐานความคิดของสังคมที่จะมุ่งไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขกลาย

เป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่โดยทำลาย ความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันรัฐธรรมนูญที่คณะราษฎรสร้างขึ้นเพื่อมาทดแทนความ ศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันกษัตริย์ และทำลายวันชาติจาก 24 มิถุนายน คือวันเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นวันพ่อ 5 ธันวาคม

คือวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และถือเป็นวันชาติของประเทศไทยโดยปริยายตั้งแต่นั้น นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ฝ่ายกษัตริย์ได้เริ่มตั้งมั่นอย่างเข้มแข็งเมื่อเกิดการรัฐประหารของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อปี 2500,

จาก 2475-2500 จึงเป็น 25 ปีของการรอคอยเพื่อการฟื้นอำนาจใหม่, ดังนั้นฐานะของวังภายใต้อำนาจคณะราษฎร จึงเป็นฝันร้ายที่หลอกหลอนราชสำนักเป็นอย่างมาก จนส่งผลต่อการเมืองปัจจุบันนี้ที่ราชสำนักจะเกิดความระแวงโดยเกรงว่าฝ่ายการ เมืองภาคพลเรือน

หรือภาคทหารจะก่อตั้งสถาบันทางอำนาจขึ้นมาเข้มแข็ง แข่งกับอำนาจของฝ่ายตนดังนั้นการควบคุมและแทรกแซงอำนาจทางการเมืองของฝ่ายเจ้าในช่วงเวลาที่ผ่านมา นับตั้งแต่จอมพลสฤษดิ์ สิ้นชีวิตจนถึงปัจจุบันนี้ จึงเกิดขึ้นเป็นประจำอย่างใกล้ชิดและเกาะติด จนกระทั่งเกิดเป็นโครงสร้างอำนาจนอกระบบขึ้น และมีอำนาจเข้มแข็งกว่าอำนาจในระบบเลือกตั้งที่มาจากประชาชน
Read More

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: