*บทบาทของวังใน สายตาต่างประเทศ*

28/01/2010 at 11:42 am (Uncategorized)


บท: ดารณี รวีโชติ
ด้วยการเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก นั้นย่อมเป็นธรรมดาที่จะมีคนสนใจทั้งที่ชื่นชม และวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะนักวิชาการและผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่จะใช้เป็นกรณีศึกษาเกี่ยวกับ การบริหารจัดการทางอำนาจว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามารถครองราชย์ได้ ยาวนาน

นายดันแคน แมคคาร์โก(Duncan Mccargo) ศาสตราจารย์ด้านการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยลีดส์ ได้ทำการศึกษาวิจัยและตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ The Pacific Review เมื่อ 4 ธันวาคม 2005 โดยมีข้อความสำคัญตอนหนึ่งว่า

“ลักษณะสำคัญของเครือข่ายกษัตริย์ไทยตั้งแต่ปี 2523 ถึง 2544 ก็คือกษัตริย์เป็นผู้ชี้ขาดสูงสุดในการตัดสินใจทางการเมืองเวลาเกิดวิกฤต และการที่กษัตริย์เป็นต้นกำเนิดหลักของความชอบธรรมของชาติ กษัตริย์ทำตัวเป็นผู้ออกความคิดเห็นและชอบสั่งสอนเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ของชาติ

และช่วยกำหนดวาระแห่งชาติผ่านพระราชดำรัสวันเฉลิมพระชนมพรรษาทุกปี กษัตริย์แทรกแซงการพัฒนาทางการเมืองอย่างกระตือรือร้น โดยส่วนมากจะผ่านทางตัวแทนของพระองค์ เช่น องคมนตรีและนายทหารที่ได้รับความไว้วางใจ โดยมีอดีตผู้บัญชาการทหารบกและอดีตนายกฯ เปรม ติณสูลานนท์

เป็นหัวหน้าของเหล่าตัวแทนคอยช่วยกำหนดลักษณะของรัฐบาลผสม และคอยตรวจสอบการดำเนินการทางทหารและการโยกย้ายต่างๆ ระบบการปกครองแบบเครือข่ายนี้ต้องพึ่งพาการจัดประชาชนที่เหมาะสม(โดยเฉพาะคน ที่เหมาะสม)

ไว้ในงานที่เหมาะสมซึ่งการจัดสรรตำแหน่งนี้เป็นบทบาทหลักของเปรม โดยเฉพาะในช่วงภาวะวิกฤติการณ์ทางการเมืองปี 2549-2551 ที่มีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยภายใต้การนำของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่เริ่มออกมาเคลื่อนไหวขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

จนเกิดการฉวยโอกาสกระทำการรัฐประหารโดยทหารกลุ่มหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข(คปค.) และภายหลังจากการเลือกตั้งเมื่อ 23 ธันวาคม 2550 แล้ว กลุ่มพันธมิตรฯ ยังก่อเหตุความวุ่นวายต่อเนื่องเพื่อขับไล่รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช

และรัฐบาลของนายสมชาย วงสวัสดิ์ จนถึงขั้นเป็นเหตุจลาจลให้ยึดทำเนียบรัฐบาล และปิดสนามบินทั้งสุวรรณภูมิและดอนเมืองอย่างอุกอาจ โดยทหารและตำรวจไม่กล้าใช้อำนาจดำเนินการปราบปรามหรือยับยั้งขัดขวาง จนเป็นที่กล่าวขานกันทั่วไปทั้งบ้านทั้งเมืองว่าเป็น “ม็อบเส้นใหญ่”

โดยเชื่อมโยงการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าได้รับการสนับสนุนจากราชสำนักนั้น จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อมวลชนในต่างประเทศอย่างเปิดเผยว่าเหตุการณ์ ที่กระทำผิดกฎหมายอย่างอุกอาจนั้นเป็นการกระทำของราชสำนักที่ไม่พอใจต่อตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

โดยการขับเคลื่อนของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีที่แสดงตัวเด่นชัดในทางสังคมว่าเป็นตัวแทนของราชสำนัก หรือผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ เช่น บทวิจารณ์ของนิตยสาร เดอะ อิโคโนมิส(The Economist) ฉบับลงวันที่ 4 ธันวาคม 2008 โดยมีข้อความ ตอนหนึ่งว่า

“After the 2006 coup, the 15th in Bhumibol’s reign, officials tried to tell foreigners that protocol obliged the king to accept the generals’ seizure of power. Thais got the opposite message.

The king quickly granted the coupmakers an audience, and newspapers splashed pictures of it, sending Thais the message that he approved of them. In truth the king has always been capable of showing his displeasure at coups when it suited him, by rallying troops or by dragging his feet in accepting their outcome. And he exerts power in other ways.

Since 2006, when he told judges to take action on the political crisis, the courts seem to have interpreted his wishes by pushing through cases against Mr Thaksin and his allies—most recently with this week’s banning of the parties in the government”

“หลังจากเกิดเหตุการณ์การรัฐประหารในปี พ.ศ.2549 ซึ่งเป็นครั้งที่ 15 ในรัชสมัยของกษัตริย์ภูมิพล เจ้าหน้าที่ทางการของไทยพยายามที่จะบอกชาวต่างชาติว่ารัฐพิธีบีบบังคับให้ กษัตริย์ต้องยอมรับการยึดอำนาจของนายทหารในกองทัพ ในขณะที่คนไทยถูกบอกอีกอย่างหนึ่งว่ากษัตริย์ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาต

ให้คณะผู้ก่อการรัฐประหารเข้าเฝ้าฯ และหนังสือพิมพ์ต่างๆ ได้ตีพิมพ์ภาพดังกล่าวในหน้า 1 เสมือนเป็นการบอกว่ากษัตริย์ได้ให้การยอมรับกับการยึดอำนาจดังกล่าว ในความเป็นจริงแล้วกษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจที่จะแสดงออกว่าทรงไม่เป็นที่พอ พระราชหฤทัยต่อการยึดอำนาจ

หากทรงเห็นเช่นนั้นโดยการสั่งการให้กำลังทหารภายใต้พระองค์ออกมาต่อสู้ หรือ แม้แต่การที่จะเลือกทรงนิ่งเฉยไม่ยอมรับผลดังกล่าวก็ได้แต่ทรงกลับเลือกที่ จะใช้พระราชอำนาจในอีกทางหนึ่งแทน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 ซึ่งได้ทรงมีพระราชดำรัสต่อบรรดาผู้พิพากษาให้ดำเนินการจัดการกับวิกฤตการ

เมืองนั้น บรรดาศาลดูเหมือนจะได้แปลพระราชประสงค์ออกมาโดยการเร่งดำเนินการกับคดีต่างๆ ต่อตัวอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และเครือข่ายของเขา โดยล่าสุดโดยการตัดสินยุบพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลทั้งสามพรรคลง”จาก หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น “อาซาฮี ชิมบุน(The Asahi Shimbun)”

ฉบับประจำวันที่ 19 ธันวาคม 2008 ก็ได้แสดงความกังวลใจ ต่อการเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์และเป็นห่วงเป็น ใยต่อความมั่นคงของนักธุรกิจญี่ปุ่นที่ลงทุนในประเทศไทยในกรณีที่หากเกิดการ ผลัดเปลี่ยนแผ่นดินในหัวเรื่อง “สื่อญี่ปุ่นออกโรงเตือนไทยและนายอภิสิทธิ์” ดังความตอนหนึ่งว่า

“Thailand’s credibility has been shattered in the international community. The weeklong siege of Bangkok’s two airports from late November by the anti-Thaksin People’s Alliance for Democracy (PAD) stranded many foreign tourists, including Japanese, and affected foreign companies operating in Thailand.

There are also concerns about the health of King Bhumibol Adulyadej, who has been playing a vital role in keeping the country together. The monarch turned 81 on Dec. 5 but did not give his customary pre-birthday address to the nation this year.

Unless the Thai government is able to regain its trust at home and abroad and reassure everyone, Japanese businesses in Thailand will have to re-examine their long-term strategies. The Japanese government ought to convey this concern to Abhisit.

The government and the people of Thailand also need to engage in open debate on the role of the monarchy in politics to ensure the establishment of their democracy over the long term.

The Thais cannot secure political stability if they keep relying on the king to intervene in times of crisis”

“เครดิตความเชื่อถือของเมืองไทย ได้ลดต่ำลงอย่างมากในสังคมโลก โดยเฉพาะหลังการปิดสนามบินในกรุงเทพทั้งสองสนามเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน โดยกลุ่มพันธมิตรที่ต่อต้านทักษิณซึ่งได้สร้างความเดือดร้อนอย่างมากให้แก่ นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ

รวมทั้งชาวญี่ปุ่นและเกิดผลกระทบต่อบริษัทต่างชาติที่ดำเนินการอยู่ใน ประเทศ ไทยด้วยความกังวลที่มีต่อสุขภาพของกษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช ซึ่งมีบทบาทในการดูแลประเทศชาติซึ่งจะมีอายุใกล้ครบ 81 ปีในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ แต่ในปีนี้ไม่มีการออกมาพูดกับคนในชาติก่อนวันเกิด

รัฐบาลไทยจะต้องทำงานเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ธุรกิจของชาวญี่ปุ่นในไทยจะต้องทบทวนยุทธศาสตร์ระยะยาวใหม่ รัฐบาลญี่ปุ่นจะต้องสื่อสารไปยังนายอภิสิทธิ์ถึงเรื่องดังกล่าวนี้ ให้รัฐบาลและประชาชนชาวไทย มีส่วนร่วมในการเปิดเวที

ถกปัญหาเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการเมือง เพื่อที่จะเป็นการสร้างพื้นฐานประชาธิปไตยในระยะยาว ประชาชนไทยจะต้องไม่แก้ปัญหาที่เกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมือง เพียงการพึ่งพิงพระมหากษัตริย์ในการแทรกแซงเมื่อเกิดวิกฤต

ความเห็นของนักวิชาการต่างประเทศและสื่อสิ่งพิมพ์ในต่างประเทศที่นำมาตี พิมพ์นี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากจำนวนมากที่แสดงความเห็นเจาะลึกอย่างตรงไปตรงมาที่ สื่อไทย และคนไทยไม่อาจจะรู้ความเป็นจริงเหล่านี้ได้ด้วยอำนาจเผด็จการทางกฎหมายและ อำนาจเผด็จการทางวัฒนธรรมของราชสำนัก
Read More

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: