*โฆษณาด้านเดียว ทำลายประชาธิปไตย*

31/01/2010 at 9:35 pm (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
การกล่าวโจมตีนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งว่าเป็นการเข้าสู่อำนาจโดยใช้ เงินซื้อเสียง และใช้เงินทุนมหาศาล เมื่อเข้ามามีอำนาจก็มากอบโกยโกงกินได้กลายเป็นวาทะกรรมที่พวกขุนนาง อาจารย์มหาวิทยาลัย และสื่อมวลชนสาย “ศักดินาสวามิภักดิ์”

ได้ประสานเสียงกันจนกลายเป็นกระแสหลักครอบงำความคิดของสังคม จนกระทั่งไม่อาจจะมีพรรคการเมืองใดเลยที่จะมีความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย มาปกครองประเทศได้ จะมีก็แต่พรรคการเมืองที่โกหกหลอกลวงแนบเนียนที่สุด เช่น พรรคประชาธิปัตย์

ที่รับใช้ฝ่ายเจ้ามายาวนานเท่านั้น จึงจะมีความชอบธรรมในการเป็นรัฐบาล ดังนั้นด้วยการสร้างวาทะกรรมเช่นนี้จึงไม่อาจเกิดการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย ได้อย่างเป็นจริงเลย กล่าวคือนักการเมืองทุกคนกลายเป็นผู้ร้าย และพรรคการเมืองทุกพรรคกลายเป็นซ่องโจรในสายตาของประชาชน

ซึ่งส่งผลให้เกิดวัฒนธรรม “การเมืองเป็นเรื่องน่ารังเกียจ” และด้วยวาทะกรรมและวัฒนธรรมเช่นนี้จึงสร้างความชอบธรรมให้แก่อำนาจนอกระบบ เข้ามาใช้อำนาจแทรกแซงทางการเมือง ตั้งแต่การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีก็จะมีเด็กฝากของวังบ้าง ของทหารบ้าง

จนถึงการรวบอำนาจไปทั้งหมดด้วยการทำรัฐประหารยึดอำนาจภาพการเมืองประชาธิปไตยในสายตาของเจ้าจึงเป็นภาพแห่งการล้มลุกคลุกคลานที่ น่าสมเพชเวทนา ของพวกไพร่ พวกเจ๊กแป๊ะที่ไม่รู้จักประชาธิปไตยแต่อยากมีอำนาจทางการเมือง ทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้ความสามารถ

เพียงแต่มีเงินก็มีการซื้อเสียงกันมาโดยไม่รู้จักอับอาย สมมุติว่าหากจะยอมรับแนวคิดของราชสำนักที่โจมตีให้ร้ายระบอบประชาธิปไตย อย่างเกินจริงแล้ว ก็จะขอให้ผู้รักความเป็นธรรมทั้งหลาย ลองตั้งคำถามในใจของตนดูเถอะว่า

“การเข้าสู่อำนาจด้วยการซื้อเสียง กับ การเข้าสู่อำนาจด้วยการรัฐประหารนั้น อย่างไหนเลวร้ายกว่ากัน” และ“การเข้าสู่อำนาจด้วยการซื้อเสียง กับ การอยู่ในอำนาจตลอดการด้วยการหลอกลวงประชาชนว่าเป็นผู้มีบุญบารมีมาแต่ชาติ ปางก่อนนั้น อย่างไหนเลวร้ายกว่ากัน”

แม้จะมีการซื้อเสียงอย่างไร การเข้าสู่อำนาจทางการเมืองก็ต้องผ่านการเห็นชอบจากประชาชนและตรวจสอบได้ ทุกๆ 4 ปี แต่การเข้ามามีอำนาจโดยการยึดอำนาจและการมีอำนาจโดยการอ้างบุญบารมีนั้น ประชาชนไม่มีสิทธิตรวจสอบเลยไม่ว่ากรณีใดๆ

นอกจากจะใช้อำนาจเผด็จการทางกฎหมายปิดกั้นโดยมีคุกตารางข่มขู่แล้ว ยังใช้อำนาจเผด็จการทางวัฒนธรรมข่มขู่หลอกลวงว่าห้ามพูดถึงเพราะเป็นบาปกรรม ที่จะตามติดไปชาติหน้าอีกด้วย
เราไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่ากระบวนการประชาธิปไตยของประเทศด้อยการพัฒนาทางการ

เมืองจะไม่มีการซื้อเสียง แต่จากความเป็นจริงได้พิสูจน์แล้วว่านักการเมืองที่ซื้อเสียงทุกคนนั้นไม่ ได้ประสบชัยชนะทุกคน และมิใช่นักการเมืองทุกคนเป็นผู้ซื้อเสียงหมด และสาเหตุสำคัญที่ประชาชนต้องการผลตอบแทนจากการลงคะแนนเลือกตั้งนั้น ก็เป็นเพราะระบบการเมืองประชาธิปไตยแบบไทยๆ

ไม่มีคำตอบในการแก้ปัญหาความทุกข์ยากของเขา ซึ่งประชาชนรับรู้รูปธรรมทางตรงได้เพียงเท่านี้ ด้วยเพราะการที่จะก้าวลึกเข้าไปด้วยการศึกษาแลกเปลี่ยนเพื่อรับรู้ความจริง แท้นั้น กระทำมิได้เพราะมีระบบกฎหมายคอยควบคุมไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดในข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” มาตรา 112

และกบฏภายในราชอาณาจักร มาตรา 116 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ด้วยเหตุนี้ประชาชนจึงไม่อาจจะเข้าใจความจริงได้ว่าที่พรรคการเมืองไม่มีคำ ตอบให้ได้นั้นแท้ที่จริงก็เพราะพรรคการเมืองไม่มีความมั่นคงด้วยการถูกแทรก แซงจากอำนาจนอกระบบด้วยการปฏิวัติรัฐประหารอยู่ตลอดเวลา

และแก่นแท้ปัญหาคือ ความมั่นคงของพรรคการเมืองนั้นเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่ ซึ่งหลักฐานชัดเจนที่สุดที่ได้อธิบายให้เห็นชัดก็คือเมื่อเกิดพรรคการเมือง ที่เข้มแข็งขึ้นแล้วในปี 2544 คือพรรคไทยรักไทยโดยการนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

จึงสามารถจัดทำนโยบายที่แก้ปัญหาพื้นฐานของประชาชนได้จริง และประชาชนก็ได้แสดงถึงความเข้าใจต่อความดีงามของระบอบประชาธิปไตยด้วยการลง คะแนนให้พรรคไทยรักไทย อย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 2548 โดยได้คะแนนเสียง ส.ส.สูงถึง 377 คน จาก ส.ส.ทั้งสภามี 500 คน

ซึ่งสภาพการเมืองเช่นนี้ได้แสดงผลให้เห็นถึงพัฒนาการที่ดีของระบอบ ประชาธิปไตยในประเทศไทยแล้วว่าจะเกิดการแข่งขันเชิงนโยบายในระบบพรรคซึ่งจะ ลดทอนการซื้อเสียงลงอย่างแน่นอน แต่แล้วระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่ก็เกรงกลัวการเข้มแข็งของระบบพรรคการ

เมืองของประชาชน ซึ่งจะลดทอนอำนาจนอกระบบของตน จึงได้ใช้กลไกทางสังคมทั้งหมดโดยเฉพาะทหาร อาจารย์มหาวิทยาลัยสื่อมวลชน และกลุ่มพลังมวลชนสายศักดินาสวามิภักดิ์ เข้าบดขยี้อย่างเป็นขบวนการโดยผ่านผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์

เป็นผู้ประสานการเคลื่อนไหวตั้งแต่ต้นปี 2548 หลังทราบผลการเลือกตั้งที่พรรคไทยรักไทยได้ 377 เสียง โดยมีกลุ่มพันธมิตรฯ จุดประกายไฟให้เกิดปัญหาแล้วระดมตีด้วยอาจารย์มหาวิทยาลัยและสื่อมวลชน แล้วปิดท้ายด้วยละครฉากเก่าคือทหารออกมายึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549

แม้คณะรัฐประหารจะจัดตั้งรัฐบาลพร้อมกับสร้างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่เอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคประชาธิปัตย์ที่คณะทหารสนับสนุนอย่างเต็มที่แล้ว พร้อมกับยุบพรรคไทยรักไทย ตัดสิทธิ์ทางการเมือง กีดกันพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และแกนนำออกจากระบบการเมืองแล้วก็ตาม แต่การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550

หลังการยึดอำนาจประชาชนก็ยังลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นที่รู้กันของประชาชนว่าเป็นพรรคการเมืองของทักษิณกลับมาเป็นเสียง ข้างมากและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อีก แต่ฝ่ายเจ้าก็ไม่ยินยอมและได้แสดงบทบาทโดยใช้อำนาจนอกระบบกดดันรัฐบาลนาย สมัครและนายสมชายให้พ้นอำนาจไป

ทำให้ประเทศไทยทำลายสถิติโลก คือ เพียง 1 ปี มีถึง 4 รัฐบาลเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ได้เป็นบทพิสูจน์แล้วว่าประชาชนได้เห็นคุณประโยชน์ของ ระบอบประชาธิปไตย และพึงพอใจต่อหลักการที่อำนาจอยู่ในมือของตนแล้ว แต่อำนาจนอกระบบต่างหากที่ไม่พึงพอใจที่อำนาจจะเป็นของประชาชน และอำนาจนอกระบบนี้เองได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยของ ไทยไม่อาจจะพัฒนาต่อไปได้ ดังเช่นนานาอารยประเทศ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: