*ทักษิณ คือ ตากสิน กลับชาติมาเกิด*

28/02/2010 at 6:43 am (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
การโจมตีใส่ร้ายป้ายสีทางการเมืองต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้กระทำกันอย่างหลากหลายรูปแบบ ทั้งให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ และเหตุผลทางไสยศาสตร์ โดยกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ได้ผนึกกำลังกับเครือข่ายราชสำนักสร้างข้อมูล เพื่อให้ราชสำนักและประชาชนเชื่อโดยไม่มีข้อสงสัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ

เป็นอันตรายต่อราชสำนักอย่างแน่นอนเพื่อผู้เสียประโยชน์ทางการเมืองรวมทั้ง พรรคประชาธิปัตย์จะได้ใช้ความหวาดระแวงสงสัยเป็นเครื่องมือในการหาผล ประโยชน์ทางการเมือง โดยกระทำถึงขนาดกล่าวให้ร้ายว่า“ทักษิณ คือพระเจ้าตากสิน กลับชาติมาเกิด เพื่อทวงคืนราชบัลลังก์”

เรื่องของพระเจ้าตากสินเป็นรอยด่างของราชวงศ์จักรีเนื่องจากพระเจ้าตากสิน เป็นคนเชื้อสายจีน (ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมไทยในขณะนี้) ที่เสียสละกู้ชาติบ้านเมืองในสมัยอยุธยาตอนปลายที่ต้องเสียเมืองให้แก่พม่า แต่ได้ถูกต้นราชวงศ์จักรีคือนายทองด้วงในขณะนั้นยึดอำนาจประหารพระเจ้า

ตากสินพร้อมลูกเมียทั้งหมดอย่างโหดร้าย และตั้งตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์ราชวงศ์จักรี ปกครองโดยมีเครือญาติสืบต่อราชวงศ์จนถึงปัจจุบัน เรื่องราวของพระเจ้าตากสินจึงกลายเป็นความไม่เป็นธรรมที่คนไทยเชื้อสายจีน ได้รับจากราชวงศ์จักรี และจนถึงวันนี้คนไทยเชื้อสายจีนยังถูกกีดกันด้วยระเบียบข้อบังคับในการรับ

ราชการทหาร และตำรวจ ด้วยเหตุนี้เรื่องราวของพระเจ้าตากสินจึงเป็นภาพหลอนของราชวงศ์จนถึง ปัจจุบันหากพิจารณาด้วยเหตุผลในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นยุคแห่งวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าถึงขั้นมนุษย์เดินทางไปเหยียบดวง จันทร์ได้แล้ว ก็ถือได้ว่าเป็นคำกล่าวโจมตีที่ไร้เหตุผลอย่างยิ่ง

แต่ปรากฏความจริงว่าในราชสำนักของไทยและประชาชนหัวโบราณที่เกาะติดอยู่กับ เครือข่ายสำนักสงฆ์และสำนักเทพพวกทรงเจ้าเข้าผีจำนวนมากยังคงเชื่อเรื่องการ กลับชาติมาเกิดของบุคคลตามวัฒนธรรมความเชื่อโบราณของศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพุทธสายอวิชชาอย่างมาก

ซึ่งสมเด็จพระบรมราชินีนาถก็ทรงเชื่อเช่นนั้นจริงๆ ซึ่งพระองค์เคยแสดงทรรศนะต่อข้าราชบริพารจนเป็นที่ล่วงรู้กันทั่วบ้านทั่ว เมืองว่าพระองค์คือสมเด็จพระศรีสุริโยทัยกลับชาติมาเกิด และในชาตินี้พระองค์ก็จะเป็นผู้ช่วยพระมหากษัตริย์ที่เป็นพระสวามีอีก

และก็มีหลักฐานสนับสนุนถึงความเชื่อของพระองค์ต่อสาธารณชนอีกก็คือพระองค์ ได้มีพระราชดำรัสให้สร้างภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการ ภาพยนตร์ไทยโดยลงทุนหลายร้อยล้านบาทเรื่อง “สุริโยทัย” เพื่อเชิดชูคุณงามความดีของสมเด็จพระศรีสุริโยทัย เมื่อครั้งเป็นเอกอัครมเหสีที่ใสช้างออกขวางพระเจ้าแปรแห่งกรุงหงสาวดี

จนถูกพระแสงของ้าวฟันจนสิ้นพระชนม์บนคอช้าง เพื่อปกป้องพระสวามีด้วยโครงสร้างวัฒนธรรมความเชื่อแบบโบราณที่ฝังลึกดังกล่าวข้างต้นทำให้การ เคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมืองในสังคมไทยได้หยิบฉวยวัฒนธรรมความเชื่อนี้มาหา ประโยชน์กันอยู่เสมอ ดังนั้นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลในการเมืองฝั่งตะวันตกก็กลายเป็นเรื่องที่มี

เหตุผลของการเมืองฝั่งตะวันออก โดยกล่าวหาว่า “ทักษิณ คือพระเจ้าตากสิน กลับชาติมาเกิด เพื่อมาทวงคืนราชบัลลังก์” จึงกลายเป็นเรื่องที่เชื่อกันจริงจังขึ้นมาในราชสำนักและในหมู่มวลชนที่เป็น พวกคนหัวโบราณ โดยให้เหตุผลกันเป็นตุเป็นตะว่าการออกเสียงชื่อก็คล้ายกันและหากสะกดชื่อ เป็นภาษาอังกฤษก็จะเขียนเหมือนกันว่า

“TAKSIN” อีกทั้งทักษิณและตากสินก็เป็นคนภาคเหนือและมีเชื้อสายจีนเหมือนกัน และภาพวาดของพระเจ้าตากสินที่มีปรากฏมาแต่โบราณก็มีโครงหน้าเป็นรูปสี่ เหลี่ยมคล้ายกับทักษิณอีกด้วย
ในการต่อสู้ของพันธมิตร นายสนธิ ได้นำจุดอ่อนของราชสำนักในเรื่องความเชื่อทางไสยศาสตร์เหล่านี้มาขยายผล

จนกระทั่งตลอดเส้นทางการเคลื่อนไหวของขบวนการพันธมิตรฯ จึงเจือปนไปด้วยความเชื่อทางไสยศาสตร์เพื่อให้เชื่อมต่อความคิดกับราชสำนัก และเป้าหมายสูงสุดก็เพื่อให้ราชสำนักเชื่อมั่นในขบวนการพันธมิตร และให้การสนับสนุนพันธมิตรจนถึงที่สุด

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ได้เกิดข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับการทำไสยศาสตร์ต่างๆ นานา อยู่เสมอของขบวนการพันธมิตรฯ ระหว่างการชุมนุมประท้วง เช่น การนำผ้าอนามัยของสตรีที่เปื้อนเลือดไปวางรอบอนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้า เพื่อขับไล่วิญญาณภูตผีที่มาปิดล้อมดวงวิญญาณของสมเด็จพระปิยะมหาราช

ไม่ให้ออกมาช่วยบ้านเมืองให้ออกไปเสีย รวมตลอดทั้งนายสนธิ ก็ตั้งตัวเป็นเกจิอาจารย์ใส่ชุดขาวแต่งตัวคล้ายนักบวชผู้ทรงศีลทำการพรม น้ำมนต์ไล่ภูตผีปีศาจในทำเนียบรัฐบาลขณะที่พวกเขาปักหลักพักค้างกันใน ทำเนียบและทำให้เจ้าที่เจ้าทางโกรธ

อีกทั้งทำพิธีปิดตาเทวรูปพระพรหมที่ประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อไม่ให้เห็นเหตุการณ์ที่พวกเขากระทำมิดีมิร้ายในทำเนียบรัฐบาล เป็นต้น จนมีการกล่าววิพากษ์วิจารณ์กันว่าเหตุการณ์ในปัจจุบันนี้คล้ายกับเหตุการณ์ ในรัสเซีย ก่อนที่ราชวงศ์โรมานอฟจะถูกโค่นล้มเปลี่ยนแปลงเป็นระบอบสังคมนิยม

โดยขณะนั้นราชสำนักรัสเซียก็เชื่อในเรื่องไสยศาสตร์อย่างงมงาย โดยมีนักบวชในคริสต์ศาสนานิกายออโธด๊อก ชื่อรัสปูติน เป็นผู้มีอิทธิพลครอบงำความคิดราชสำนักในขณะนั้น และสำหรับประเทศไทยปัจจุบันก็มีคนเปรียบเทียบว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็เป็นคล้ายกับ รัสปูติน ในราชวงศ์จักรี
Read More

Permalink ให้ความเห็น

*กำจัดทักษิณ : เครือข่ายราชสำนักขับเคลื่อน*

27/02/2010 at 6:43 am (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
เมื่อสัญญาณความไม่พอใจของราชสำนักต่อกรณีความเข้มแข็งของรัฐบาลพรรคไทยรัก ไทยที่มีเสียงในรัฐสภาเกินกึ่งหนึ่งเช่นนี้เริ่มดังขึ้น เครือข่ายราชสำนักก็เริ่มขับเคลื่อน และเป็นการขับเคลื่อนในช่วงที่ราชสำนักใกล้จะเกิดการผลัดเปลี่ยนรัชกาล จึงเกิดการรวมศูนย์อำนาจอย่างรุนแรง

โดยแสดงบทบาทชัดเจนถึงระบอบการปกครองของไทยที่มีลักษณะพิเศษคือระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชใหม่ นั่นคือได้มีตัวแทนราชสำนักที่ชัดเจน และจัดอย่างเป็นระบบโดย การปรากฏตัวอย่างเด่นชัดของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ในฐานะผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญตัวจริง

เริ่มต้นตั้งแต่ปลายรัฐบาลสมัยแรกประมาณปี 2546-2547 ในภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่อิทธิพลของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคที่ตกอยู่ใต้อำนาจอิทธิพลของพลเอกเปรม ได้มีการกล่าวปราศรัยโจมตีพ.ต.ท.ทักษิณ ในลักษณะที่เชื่อมโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์

จนกระทั่งเกิดการเลือกตั้งทั่วไปในต้นปี 2548 พรรคไทยรักไทยได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น ได้สร้างความวิตกกังวลให้แก่ราชสำนักเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นไปตามความคาดหมายที่ราชสำนักวิตกกังวลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้แผนกำจัดทักษิณในฐานะที่เป็น

“บุคคลอันตรายต่อราชสำนัก” ก็เกิดขึ้นเริ่มต้นของการใส่ร้ายที่เป็นพยานหลักฐานเด่นชัดถึงความไม่พอใจของราชสำนัก ก็คือ กรณีที่ศาสตราจารย์ ดร.ระพี สาคริก ผู้เชี่ยวชาญด้านกล้วยไม้ และทำงานในโครงการหลวง ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดราชสำนักออกมาเปิดประเด็นเรื่องการทำบุญประเทศว่า พ.ต.ท.ทักษิณ

ไปนั่งในโบสถ์วัดพระแก้ว โดยไม่ได้รับอนุญาต และยังไปวางเก้าอี้นั่งของพ.ต.ท.ทักษิณ ทับที่ที่พระเจ้าอยู่หัวเคยประทับอยู่ อันเป็นการอาจเอื้อมอย่างยิ่ง ได้กลายเป็นประเด็นการเมืองที่พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มเครือข่ายใช้เป็นข้อกล่าวหาโจมตีอย่างรุนแรง

และล่าสุดนายสนธิ ลิ้มทองกุล เมื่อเริ่มเกิดความขัดแย้งกับพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะไม่ได้รับประโยชน์ตามที่ตนร้องขอให้ทักษิณช่วยเหลือ ก็ได้นำประเด็นนี้ออกโจมตีในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ทางโทรทัศน์ช่อง 9 และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดศึกทำลายรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

แม้สุดท้ายจะได้แสดงหลักฐานแล้วว่าสำนักพระราชวังโดยราชเลขาธิการได้อนุญาต ให้ใช้โบสถ์ในวัดพระแก้วจัดงานทำบุญประเทศได้ อีกทั้งเคยมีส่วนราชการกระทรวงต่างๆ เคยขอพระบรมราชานุญาตใช้ประกอบพิธีเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ทักษิณทำอยู่คนเดียว

แต่ก็ไม่อาจจะหยุดกระแสการทำลายของเครือข่ายราชสำนักได้การใส่ร้ายโจมตีต่อตัวพ.ต.ท.ทักษิณจากเครือข่ายราชสำนักได้กระทำอย่างต่อ เนื่องในทุกประเด็นเพื่อตอบสนองต่ออารมณ์ของราชสำนักและสร้างข่าวปิดล้อม ข้อมูลที่จะถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ ให้เป็นไปในทางเดียวกัน โดยกล่าวหาแม้กระทั่งเรื่องราวที่ไม่น่าเชื่อ เช่น ทักษิณคือพระเจ้าตากสินกลับชาติมาเกิดเพื่อทวงคืนพระราชบัลลังก์
Read More

Permalink ให้ความเห็น

*เสียง 377 คืออันตราย*

26/02/2010 at 6:27 am (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
เราเคยได้ยินพรรคประชาธิปัตย์ และนักวิชาการพูดจาถากถาง ส.ส.พรรคอื่นๆ เสมอๆ ว่า “พวกนักการเมืองชอบตั้งพรรคขึ้นมาเป็นเพียงพรรคเฉพาะกิจ เดี๋ยวก็เลิกเพราะไม่มีอุดมการณ์ ทำให้ระบอบประชาธิปไตยของไทยไม่เข้มแข็ง แนวทางที่ถูกต้องนักการเมืองต้องสร้างพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมืองอย่าง พรรคประชาธิปัตย์” และยังกล่าวถากถาง พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า “เป็นพวกเศรษฐีใจร้อน ตั้งพรรคเดี๋ยวเดียวก็คงเลิก”

ทุกอย่างของการวิพากษ์วิจารณ์ข้างต้นผิดทั้งหมด เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ มีความคิดที่จะทำการเมืองจริงๆ และมุ่งที่จะสร้างพรรคไทยรักไทยให้เป็นสถาบันทางการเมือง และผลที่ปรากฏต่อสาธารณชนก็ปรากฏว่าทำได้ดีกว่าพรรคเก่าแก่อย่างประชา ธิปัตย์เสียอีก นั่นก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้สร้างนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และประชาชนสามารถจับต้องได้ตามที่ได้สัญญาไว้ จึงเป็นผลให้การเลือกตั้งทั่วไปในต้นปี 2548 พรรคไทยรักไทย

จึงได้รับความเชื่อถือจากประชาชนโดยผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคไทยรักไทยได้รับเลือกเข้ามามากถึง 377 เสียง จากเสียงในสภาผู้แทนทั้งหมดมี 500 เสียง ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถจัดตั้งรัฐบาลจากพรรคการเดียวได้เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์การ เมืองไทย ซึ่งทำให้เครือข่ายราชสำนักไม่พอใจ และเกรงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีบารมีเหนือกว่าราชสำนัก เพราะเนื่องจากจำนวน ส.ส. 377 เสียงในสภานั้น ไม่เพียงแต่เกินครึ่งของสภาผู้แทน

แต่เมื่อรวมเสียงของวุฒิสมาชิกอีก 200 เสียงแล้ว เสียงของพรรคไทยรักไทย ก็ยังเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา(ส.ส.500 เสียง + สว.200 เสียง รวมเป็นเสียงของสมาชิกรัฐสภา 700 เสียง) ซึ่งตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ในหมวดพระมหากษัตริย์ได้ระบุให้รัฐสภาเป็นผู้รับรองรัชทายาทที่จะก้าวขึ้นมา เป็นพระมหากษัตริย์ ซึ่งก็เป็นหลักการทั่วไปของประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา

กษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่รัฐสภาในฐานะตัวแทนประชาชนจะต้องรับรองกษัตริย์ พระองค์ใหม่ เมื่อถึงคราวผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน แต่ในอดีตไม่มีปัญหา เพราะการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินยังไกล ประกอบกับไม่มีพรรคการเมืองใดมีความเข้มแข็งที่คุมเสียงในสภามากเท่านี้

ด้วยเหตุดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้จึงเป็นผลให้สถานการณ์การเมืองนับแต่นั้นมา เริ่มดีกรีความรุนแรงขึ้น ดังนั้นข้อเท็จจริงเหล่านี้จึงบ่งบอกให้เห็นชัดเจนว่า ระบอบประชาธิปไตยนั้นไม่อาจจะเบ่งบานภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่ ซึ่งเป็นระบอบการปกครองตัวจริงของไทยได้
Read More

Permalink ให้ความเห็น

*นโยบายประชานิยม แต่ราชสำนักไม่นิยม*

25/02/2010 at 6:22 am (บทความ)


บท: ดารณี รวีโชติ
โยบายประชานิยมหลายโครงการได้สร้างความนิยมในตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ในหมู่ประชาชนโดยเฉพาะคนรากหญ้าในชนบทที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจและหวาดระแวงแก่ราชสำนักเป็นอย่างมาก โดยมีเสียงสะท้อนเล็ดรอดออกมาจากรั้ววัง เช่น

– นโยบายกองทุนหมู่บ้านหมู่บ้านละล้าน ทำให้ประชาชนมีนิสัยฟุ่มเฟือย ชาวบ้านมักจะกู้เงินกองทุนไปซื้อโทรศัพท์มือถือ ของพ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้เป็นสินไม่สอดคล้องกับแนวพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอ เพียงตามความเป็นจริงแล้วนโยบายนี้มีประโยชน์ต่อประชาชนในชนบทมาก เพราะเป็นอีกทางหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านหลุดพ้นจากระบบการกู้เงินนอกระบบที่ขูด รีดดอกเบี้ยอย่างหนัก ซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปว่ามีการขูดรีดดอกเบี้ยกันถึงร้อยละ 10 ต่อเดือน หรือร้อยละ 120 ต่อปี และรัฐบาล คมช. เมื่อปฏิวัติมีอำนาจเต็ม ก็ไม่กล้าล้มเลิกนโยบายนี้

– นโยบายหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือที่เรียกติดปากว่า โอท็อป(OTOP) ก็ถูกกล่าวหาว่าไม่มีประโยชน์ รัฐบาลน่าจะสนับสนุนกิจการศูนย์ศิลปาชีพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ มากกว่า และคำว่า OTOP ซึ่งย่อมาจากคำว่า One Tambol One Product (วันตำบลวันโพรดักท์) ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวย่อชื่อของทักษิณและภรรยา คือ “วันทักษิณ วันพจมาน”

– นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นการบริการทางด้านสาธารณสุขแนวใหม่ที่ประชาชนจะได้รับบริการจากรัฐอย่าง เป็นระบบ โดยทุกครั้งประชาชนที่เจ็บป่วยก็สามารถไปใช้บริการได้เองโดยเป็นสิทธิของ ประชาชน ซึ่งแต่เดิมประชาชนจะต้องรอหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไปให้บริการนานๆ สักครั้งหนึ่งเหมือนสวรรค์เทวดามาโปรด และหากว่าหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ยังไม่เข้าไปดูแลรักษา ก็ต้องดูแลตัวเองด้วยความทนทุกขเวทนา ซึ่งประชาชนมีชีวิตอยู่เช่นนี้มาเป็นเวลานานแล้ว

นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนแนวคิดปรัชญาจากรัฐเจ้าขุนมูลนาย ไปสู่รัฐบริการประชาชนที่ประชาชนเป็นผู้มีสิทธิที่จะได้รับบริการ ซึ่งการบริการลักษณะนี้ได้กระทบต่อลักษณะการบริการที่ราชสำนักกระทำมาแต่ เก่าก่อน โดยใช้หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ เช่นหน่วยแพทย์อาสาของสมเด็จพระราชชนนี เดินทางไปให้บริการประชาชนในชนบท ซึ่งนานๆ จะไปสักครั้งหนึ่งในจุดบริการหมู่บ้านเดียวกันนั้น และทุกครั้งที่ได้รับยา

ประชาชนจะต้องกราบไหว้เป็นบุญคุณอย่างล้นพ้นเสมือนหนึ่งเทพผู้โปรดสัตว์ ภาพเช่นนี้คนไทยจะเห็นอยู่ทางโทรทัศน์ในข่าวพระราชสำนักตอนสองทุ่มทุกเมื่อ เชื่อวัน เป็นเสมือนการทำบุญด้วยเวทนามากกว่าเป็นบริการของรัฐ ดังนั้นเมื่อพ.ต.ท.ทักษิณ จัดระบบให้เกิดความสะดวกแก่ประชาชนโดยเดินทางไปรับบริการได้ทันทีในฐานะผู้ ถือบัตรทองที่มีเกียร์ติและมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ซึ่งไม่ต้องนั่งคอยรถบริการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เหมือนอย่างแต่ก่อน ลักษณะนโยบายเช่นนี้ย่อมกระทบต่อการสร้างภาพการให้ทานในฐานะเจ้าบุญนายคุณ ที่สถิตอยู่เหนือประชาชน

– นโยบาย 1 ทุน 1 อำเภอ ที่ใช้เงินหวยใต้ดินที่นำขึ้นมาบนดิน (เป็นเงินได้เดือนละประมาณ 1,000 ล้านบาท) ส่งลูกคนจนในชนบทที่แยกการแข่งขันในแต่ละเขตอำเภอ เป็นผลให้เด็กชนบทที่เรียนเก่งมีโอกาสแข่งขันได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ ซึ่งในอดีตใครอยากชิงทุนไปต่างประเทศจะต้องเดินทางไปสอบรวมกันที่กรุงเทพ ทั้งลูกคนจน คนรวย ร่วมกันสอบแข่งขันชิงทุน “มหิดล” ของราชสำนักซึ่งทำให้ลูกคนจนต้องเสียเปรียบในการแข่งขันเพราะนอกจากจะเสีย เปรียบลูกคนรวยที่อยู่ในกรุงเทพฯ อยู่แล้ว ยังจะต้องเสียเปรียบจากการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ อีก ซึ่งคนจนก็ไม่มีค่าพาหนะเดินทาง และไม่มีที่พักค้างคืนในกรุงเทพฯ

อีกทั้งจำนวนนักเรียนที่จะได้รับทุนในอดีตนั้นก็มีจำนวนน้อย แต่ปรากฏว่าทุนหวยบนดินตามนโยบายนี้มีจำนวนมาก เพียงปีเดียวก็มีทุนให้ไปต่างประเทศเกือบ 900 คน ซึ่งมากกว่าที่ระบบราชการเดิมเคยทำในนามทุนมหิดลถึง 10 ปี อีกทั้งผู้ที่จะเข้ารับทุนนี้ก็กำหนดรายได้ของผู้ปกครองว่าต้องเป็นคนจนเท่า นั้นด้วย และให้แบ่งสอบแข่งขันแยกกันเป็นอำเภอๆ ไป จึงทำให้ลูกคนจนในชนบทได้รับโอกาส และแทนที่จะตั้งชื่อยกให้เป็นเกียรติ์แก่ราชสำนัก แต่รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ก็กลับไปเรียกชื่อว่า “โครงการหนึ่งทุนหนึ่งอำเภอ” ก็เกิดความไม่พอใจจากราชสำนัก

– โครงการที่ดูเหมือนว่าเป็นอันตรายมากที่สุด ก็คือโครงการแก้ปัญหาความยากจน “กรณีอาจสามารถ” ที่ พ.ต.ท.ทักษิณได้ออกแสดงบทบาท โดยลงไปค้างคืนในชนบทเพื่อทำเป็นตัวอย่าง ด้วยการสำรวจความยากจนของประชาชน และร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด และนายอำเภออาจสามารถ ในการแก้ปัญหาเพื่อเป็นต้นแบบให้ข้าราชการทุกจังหวัดได้เป็นแนวทาง ปรากฏว่าจากกรณีนี้ได้มีเสียงสะท้อนจากราชสำนักชัดเจนว่าไม่เป็นที่พอใจ

เพราะแนวทางการแก้ปัญหาความยากจนในชนบทนั้น พระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเป็นต้นแบบของการแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งแตกต่างจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำอยู่ และนับแต่เหตุการณ์กรณีอาจสามารถนี้ ก็กลายเป็นจุดประทุที่ส่งสัญญาณให้เห็นเด่นชัดว่า “นายกฯ ทักษิณ เป็นอันตราย”หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่านโยบายของทักษิณเป็นนโยบายที่ดี และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่ราชสำนักมีความระแวงในตัวพ.ต.ท.ทักษิณ จึงขยายผลไปถึงนโยบายต่างๆ ดังจะเห็นได้จากการโจมตีนโยบายของทักษิณอย่างรุนแรงมาตั้งเริ่มแรก และรุนแรงมากขึ้นโดยเครือข่ายราชสำนักทั้งพรรคประชาธิปัตย์ อาจารย์มหาวิทยาลัย และแกนนำพันธมิตรฯ ประสานเสียงกันเป็นเสียงเดียวว่า “ระบอบทักษิณ” แต่เมื่อพวกเขายึดอำนาจเมื่อ 19 ก.ย.49

และตั้งองคมนตรีพลเอกสุรยุทธ เป็นนายกฯ ก็ไม่ได้ยกเลิกนโยบายของทักษิณ และยิ่งเมื่ออุ้มนายอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นนายกฯ หลังจากโค่นล้มรัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชายได้สมใจแล้ว ก็ปรากฏว่านายอภิสิทธิ์ก็นำนโยบายที่พวกเขากล่าวให้ร้ายว่า “ระบอบทักษิณ” หรือนโยบายประชานิยมนี้ไปใช้ทั้งดุ้น เพียงแต่ไปเรียกชื่อใหม่เพื่อเป็นการยกยอราชสำนัก ทุกอย่างก็ไม่มีปัญหา เช่น นโยบายกองทุนหมู่บ้าน ก็เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า “นโยบายส่งเสริมชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นต้น

หลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่ แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงของความปั่นป่วนของการเมืองไทยนั้นแท้จริงมาจาก ราชสำนักที่ไม่ยอมรับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และหวาดระแวงต่อความเข้มแข็งของระบบพรรคการเมือง และพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตย โดยตัดสินใจทำลายทักษิณ ทั้งล้มรัฐบาลและสั่งฆ่า ซึ่งแตกหักเมื่อพรรคไทยรักไทยได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อต้นปี 2548 โดยได้เสียง ส.ส.มากที่สุดเป็นประวัติการณ์คือ 377 เสียง
Read More

Permalink ให้ความเห็น

*ปฏิรูประบบราชการ กระเทือนราชสำนัก*

24/02/2010 at 6:18 am (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
ระบบข้าราชการนี้โดยเนื้อแท้เป็นองค์กรที่เป็นฐานอำนาจของราชสำนักโดยตรง เพราะโดยความหมายของคำว่า “ข้าราชการ” ก็แปลได้ตรงตัวว่า “ขี้ข้าแห่งกิจการของราชา” ดังนั้นปรัชญาสูงสุดของข้าราชการคือบริการพระราชา ไม่ใช่บริการประชาชน

ซึ่งก็มีรูปธรรมให้เห็นเด่นชัด เช่น เอกอัครราชทูต และทูตพาณิชย์ในประเทศที่พระมหากษัตริย์และเชื้อพระวงศ์เสด็จไปบ่อย เช่น อังกฤษ,ฝรั่งเศสเยอรมัน,อเมริกา ก็จะมีหน้าที่หลักในการเฝ้ารับเสด็จและรับใช้ใต้เบื้องยุคลบาทเป็นหลัก มิใช่มุ่งหาตลาดส่งออกสินค้าเกษตรกรเป็นหลัก

รวมตลอดทั้งเป็นผู้จัดซื้อสินค้าข้าวของเครื่องใช้ในห้องน้ำ ห้องบรรทม ที่ทรงโปรดจัดส่งถวายเป็นระยะๆ โดยมีการบินไทยรับหน้าที่เป็นผู้ขนส่ง เป็นต้น และจะด้วยเป็นเพราะพวกหัวหน้าพรรคการเมืองที่คร่ำหวอดรู้ถึงรหัสอันตรายนี้

แต่ในขณะเดียวกันก็เห็นความจำเป็นที่ต้องปฏิรูประบบราชการจึงได้ป่าวประกาศ นโยบาย “ปฏิรูประบบราชการ” มานานนับสิบปี แต่แล้วก็หายไปกับสายลม อาทิเช่น นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายบรรหาร ศิลปะอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ

หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ ก็ได้ประกาศนโยบาย “ปฏิรูประบบราชการ” มาช้านาน ก่อนที่ทักษิณจะเข้าสู่วงการการเมืองว่าหากเขาได้เป็นนายกฯ เขาจะดำเนินการปฏิรูประบบราชการทันที แต่จนแล้วจนรอดนับเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วก่อนที่ทักษิณจะมาเป็นนายกฯ

ก็ไม่ทำกันสักทีตั้งแต่นายชวนเข้ามาเป็นนายกฯ 2 รอบ นายบรรหาร และพลเอกชวลิต ก็ปล่อยให้ระบบราชการคงเป็นระบบขุนนางถ่วงการพัฒนาประเทศสืบต่อมา ด้วยเพราะเกรงว่าจะระคายเคืองเบื้องยุคลบาท,ระบบราชการจึงกลายเป็นภาระของ ประชาชนที่รัฐต้องใช้ภาษีเกินกว่า 50 %

ของงบประมาณประจำปี ไปเป็นเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงข้าราชการที่ทำงานบริการประชาชนแบบเช้าชาม เย็นชามเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีปีแรก 2544 ก็ประกาศปฏิรูประบบราชการทันทีด้วยมาตรการ 3 ขั้น,มาตรการที่ 1 ทำการจัดหมวดหมู่กระทรวงใหม่

บางกระทรวงยุบ และบางกระทรวงก็จัดตั้งใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของโลก และการแก้ปัญหาของประชาชนในประเทศไทย มาตรการที่ 2 ลดขนาดจำนวนข้าราชการ เปิดทางให้ข้าราชการที่เหนื่อยหน่ายต่อหน้าที่การงานลาออกก่อนกำหนดโดยให้

เงินชดเชย (early retirement) ส่วนพวกที่ยังอยู่ก็เพิ่มเงินเดือนให้สูงขึ้น และมาตรการที่ 3 ก็ดำเนินการเร่งรัดประสิทธิภาพด้วยการจัดให้ทุกหน่วยงานตรวจวัดคุณภาพการทำ งานเฉพาะมาตรการหลักๆ 3 มาตรการนี้ ก็ทำให้ข้าราชการส่วนหนึ่งไม่พอใจโดยเฉพาะมาตรการที่ 3

เนื่องจากระบบราชการไม่เคยมีการตรวจวัดคุณภาพกัน ข้าราชการหลายหน่วยงานมีการเคลื่อนไหว ประท้วงคัดค้านนโยบายนี้มากเป้า หมายการปฏิรูประบบราชการนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีความมุ่งหมายชัดเจนโดยประกาศต่อสาธารณชนหลายครั้งว่า

เพื่อจะเปลี่ยนระบบราชการให้เป็นระบบการบริหารแบบภาคธุรกิจเอกชน ที่ราชการจะต้องมุ่งถึงประสิทธิภาพของผลงาน ไม่ใช่เน้นแต่ความถูกระเบียบ โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น และพยายามปรับปรุงระบบงานราชการจากรัฐโบราณให้เป็นรัฐสมัยใหม่

ด้วยการใส่เทคโนโลยีระบบข้อมูลข่าวสารเข้าไป เพื่อให้เกิดความสะดวกต่อการบริการประชาชน เช่นการจัดทำบัตรประชาชน ซึ่งแต่เดิมมีความยุ่งยากมากโดยเฉพาะเมื่อทำบัตรประชาชนหาย ทุกคนที่ไปรับจ้างทำงานอยู่นอกภูมิลำเนาจะต้องลางานนานเป็นสัปดาห์เพื่อใช้

เวลาไปทำบัตรประชาชนใหม่ โดยทุกคนจำเป็นต้องเดินทางกลับไปยังภูมิลำเนาของตัวเองเพื่อขอทำบัตรใหม่ โดยจะต้องค้นหาข้อมูลจากสมุดเล่มใหญ่ๆ ที่มีเป็นสิบๆ เล่ม เพื่อดูว่าครั้งก่อนเขาเคยทำบัตรไว้เมื่อไร ซึ่งกลายเป็นช่องทางทำมาหากินของเจ้าหน้าที่บนอำเภอทุกแห่ง

เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเป็นปกติของชีวิตคนไทย ซึ่งนอกจากต้องเสียทั้งเงินทั้งเวลาทำงานแล้ว ยังจะต้องตกเป็นเบี้ยล่างให้พวกข้าราชการที่คิดทุจริตรีดไถกลายเป็นการ คอร์รัปชั่นประจำวันตามที่ทำการอำเภอต่างๆ แต่เมื่อปฏิรูประบบราชการโดยใช้ระบบข้อมูลออนไลน์เข้ามาใช้

การทำบัตรประชาชนใหม่ กรณีต่ออายุ หรือบัตรหาย ใช้เวลาแค่ 10 นาที โดยประชาชนสามารถไปทำที่ไหนก็ได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาการลางานเพื่อกลับไปภูมิลำเนาของตนอีกเลย และเป็นการปิดช่องทางการทุจริตจากการทำบัตรของเจ้าหน้าที่บนสถานที่ราชการ

ความ มุ่งหมายที่จะปรับปรุงระบบราชการให้ทันสมัยเช่นนี้ ได้กลายเป็นความหวาดระแวงอีกเรื่องหนึ่งของราชสำนัก เพราะเป้าหมายหลักของระบบราชการนั้น เป็นเครื่องมือในการควบคุมระบบรัฐให้เกิดความมั่นคงต่อราชสำนัก ไม่ใช่เป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่จะสร้างความนิยมให้แก่พ.ต.ท.ทักษิณ

และพรรคการเมืองของพ.ต.ท.ทักษิณ ดังนั้นรูปธรรมความไม่พอใจก็เกิดขึ้น เมื่อข้าราชการเหลือน้อยลงต้องทำงานหนักขึ้นในการบริการประชาชนเพื่อให้คุ้ม กับเงินเดือนที่ได้รับ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ต้องมีภาระและความรับผิดชอบมากขึ้น

เช่น เอกอัครราชทูตก็ต้องเป็นทั้งทูตและเป็นทั้งพ่อค้า เพื่อหาเงินเข้าประเทศผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเป็นพ่อเมืองที่ดูแลราษฎร จริงๆ โดยจะปัดภาระความรับผิดชอบว่าไม่ใช่งานของกระทรวงมหาดไทยไม่ได้ ตามโครงการผู้ว่าฯ CEO เป็นต้น ซึ่งก็สร้างความไม่พอใจแก่ข้าราชการที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมขุนนาง

ภาวการณ์ เช่นนี้ได้สร้างความวิตกกังวลแก่ราชสำนักว่าหากปล่อยให้ระบบราชการเปลี่ยน แปลงไปเช่นนี้ ในที่สุดระบบข้าราชการที่เป็นฐานอำนาจในการรับใช้ราชสำนัก ทั้งที่เป็นเครื่องมือในการรักษาอำนาจและที่เป็นเครื่องมือรับใช้บริการเป็น ส่วนตัวก็จะต้องแปรเปลี่ยนไป

และประกอบกับความไม่พอใจของข้าราชการที่เคยแต่กินข้าวร้อนนอนตื่นสาย ใครๆ ก็ว่ากล่าวไม่ได้ ต้องกลายมาเป็นขี้ข้าประชาชนและถูกตรวจสอบติดตามผลงานอย่างเป็นระบบก็กลาย เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลทักษิณ และกลายเป็นประเด็นที่พันธมิตรฯ นำมาโจมตีพ.ต.ท.ทักษิณ

ว่าได้ใช้อิทธิพลครอบงำระบบราชการเพื่อไปสนับสนุนตนเอง และที่ขาดไม่ได้ก็คือการหาเรื่องโยงให้ถึงความไม่จงรักภักดีในที่สุด เหตุการณ์ก็ตกผลึกทางความคิดที่ทหารพร้อมจะเข้ารับใช้โดยขับรถย้อนศรระบอบ ประชาธิปไตย ทำการยึดอำนาจเพื่อสนองพระราชปณิธานเมื่อ 19 กันยายน 2549,

หลักฐานปรากฏชัดจากคำให้สัมภาษณ์โฟนอินของทักษิณที่ยืนยันว่าพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ องคมนตรีนั่งประชุมร่วมกับประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครอง โดยวางแผนยึดอำนาจที่บ้านของ มล.ปีย์ มาลากุล ที่บ้านในซอยสุขุมวิท (โฟนอินเมื่อ 27 มีนาคม 2552 ในการชุมนุมคนเสื้อแดงหน้าทำเนียบรัฐบาล) และต่อมาพลเอกพัลลภ ปิ่นมณี ที่นั่งร่วมประชุมด้วยก็ยืนยันว่าเป็นจริง
Read More

Permalink ให้ความเห็น

Next page »