*ใครกันแน่ที่เป็นทุนสามานย์?*

04/02/2010 at 9:56 pm (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
“ทักษิณไม่เสียภาษีหุ้น, ทักษิณเป็นทุนสามานย์” ได้กลายเป็น วาทะกรรมทางสังคมที่นักวิชาการพันธุ์ “ศักดินาสวามิภักดิ์” ได้กล่าวโทษพ.ต.ท.ทักษิณ นายกรัฐมนตรี จนเกิดกระแสโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ หากจะมองด้วยมุมมองการตรวจสอบอำนาจของผู้มีอำนาจ

แล้วการตรวจสอบการกระทำของ นายกฯ ทักษิณ เป็นเรื่องที่ดียิ่ง แต่การตรวจสอบต้องยึดแนวพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลที่ทรงเตือน พสกนิกรว่า “อย่าใช้สองมาตรฐาน”หรือที่พูดติดปากเป็นภาษาฝรั่งว่า double standard แต่ปรากฏว่านักวิชาการและสื่อมวลชนที่แสดงตัวเป็นนักอุดมการณ์ในบ้านเมือง นี้

กลับไม่ยึดแนวพระราชดำรัส และใช้การตรวจสอบแบบสองมาตรฐานตลอดเวลา ซึ่งปรากฏความเป็นจริงว่าการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ว่าบริษัทใดๆ ก็ไม่ได้เสียภาษีเหมือนกัน โดยเฉพาะการขายหุ้นของหนังสือพิมพ์มติชน และหนังสือพิมพ์ เดอะเนชั่น ซึ่งอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เช่นกัน

ที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการออกข่าวนี้ ก็ไม่ได้เสียภาษีเหมือนกัน รวมตลอดทั้งการขายหุ้นของธนาคารไทยพาณิชย์ และอีกหลายบริษัทมหาชนที่ราชสำนักถือหุ้นใหญ่อยู่ ก็ไม่ได้เสียภาษีเหมือนกัน แต่นักวิชาการและสื่อมวลชนสาย “ศักดินาสวามิภักดิ์” ต่างก็ปิดปากเงียบ

ทุนสามานย์คืออะไรกันแน่?

ในระบบทุนนิยมนั้นเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะลงทุนค้าขาย แข่งขันกันอย่างเสรีโดยปฏิบัติตามกรอบกฎหมายเดียวกันอย่างเสมอภาค ใครทำผิดกติกาย่อมถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ ดังเช่นที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แต่ปรากฏว่าราชสำนักซึ่งเป็นกลุ่มทุนใหญ่สุดในประเทศไทย ได้ทำกิจการหากำไรเยี่ยงสามัญชนทั่วไป ทั้งลงทุนเองและร่วมทุนกับเอกชนอื่นๆ นับเป็นร้อยๆ บริษัท ตั้งแต่ธนาคารไทยพาณิชย์ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อีกมากมาย บริษัทผลิตและค้าวัสดุก่อสร้างใหญ่สุด เช่น ปูนซีเมนต์ไทย

จนถึงบริษัทประมูลรับเหมาก่อสร้างอื่นๆ แต่ปรากฏว่ารายได้ทางธุรกิจที่เข้าสู่ราชสำนักและเชื้อพระวงศ์กลับไม่ได้ เสียภาษีเงินได้ อีกทั้งเมื่อกิจการค้าเกิดวิกฤตต้องขาดทุน ซึ่งเป็นภาวะปกติของการทำธุรกิจที่ต้องมีทั้งกำไร และขาดทุนนั้น แต่กิจการของราชสำนักกลับใช้อำนาจรัฐนำเงินภาษีอากรของราษฎรไปค้ำจุนให้

เช่น กรณีเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่เป็นผลให้บริษัทเอกชนมากมายเกิดล้มละลาย แต่ในเวลานั้นรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย โดยนายธารินทร์ นิมานเหมินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็นำเงินภาษีอากรเข้าช่วยค้ำจุน ธนาคารไทยพาณิชย์ และบริษัทปูนซีเมนต์ไทย เพื่อให้รอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก เป็นต้น

หรือแม้บริษัทธุรกิจอื่นๆ ของราชสำนักที่ต้องประสบกับภาวการณ์ขาดทุน แต่ไม่ใหญ่โตถึงขนาดจะต้องเอาเงินภาษีอากรมาอุ้ม ก็ใช้วิธีผ่องถ่ายให้แก่กลุ่มทุนผู้จงรักภักดีต่างๆ รับเซ้งไป เช่น กรณีสถานีโทรทัศน์ ITV เป็นต้นการบริหารจัดการทุนของราชสำนักดังที่กล่าวมาข้างต้น

ไม่ใช่ระบบทุนเสรีอย่างแน่นอน และก็ไม่อยู่ในฐานะที่ใครจะวิจารณ์ได้ นอกจากมีกฎหมายอาญา มาตรา 112 ปิดปากแล้ว แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือการปิดปากด้วยอำนาจมืดนอกกฎหมายด้วยการ “ถูกอุ้ม” หายตัว ซึ่งเป็นเรื่องปกติของบ้านเมืองนี้

ลักษณะธุรกิจของทุนราชสำนักเช่นนี้อยู่ในคำจำกัดความของทุนสามานย์หรือไม่ พวกอธิการบดีมหาวิทยาลัยทั้งหลายจะตอบลูกศิษย์อย่างไร?
จะนำพระราชดำรัสเรื่อง “สองมาตรฐาน” มาอธิบายอย่างไร ดี!!!

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: