*บทบาท “ผู้มีบารมี ฯ” ในแต่ละสถานการณ์*

11/02/2010 at 11:30 am (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
“ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ที่แสดงบทบาทเด่นชัดในการควบคุมและกำกับการทางการเมืองที่เป็นบุคคลสำคัญที่ ควรจะกล่าวถึง เพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิวัฒนาการของการเมืองไทยมีดังนี้
นายสัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตผู้พิพากษาซึ่งมีความใกล้ชิดกับราชสำนัก

เคยเป็นผู้ดูแลคำให้การของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ในคดีการสิ้นพระชนม์ของรัชกาลที่ 8 และในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ก็พอดีเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีบทบาทโดดเด่นในฐานะผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญเมื่อเทียบ กับม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช

แต่ก็เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ได้ว่าราชสำนักได้บริหารอำนาจทางการเมืองอย่าง เงียบๆ กับนายสัญญา ธรรมศักดิ์มาก่อนตั้งแต่เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษา และเมื่อเกิดเหตุการณ์จลาจลของมวลชนเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 จนสามารถโค่นล้มรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร

และจอมพลประภาส จารุเสถียร ลงได้ เครือข่ายราชสำนักก็เริ่มปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพทันที โดยนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ก็ได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในภาวะฉุกเฉินทันที ถือได้ว่าเป็นนายกพระราชทานคนแรกในรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ

และหลังการแต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ แล้วนายสัญญาก็ทำการบริหารการเมืองโดยได้รับแนวคิดของกษัตริย์ไปปฏิบัติได้ อย่างชัดเจนในฐานะผู้เคยเป็นผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญมาก่อน โดยจัดตั้งสมัชชาประชาชนเพื่อเตรียมรองรับการจัดทำรัฐธรรมนูญ

เสมือนหนึ่งจะรู้กันว่าจะให้ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญตัวจริงคือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีมาต่อจากตน, และหลังจากบริหารจัดการทางการเมืองอย่างมีประสิทธิภาพจนได้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกฯ ตามพระราชประสงค์แล้ว

นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานองคมนตรีการเคลื่อนไหวในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อปี 2516-2517 หลังจากโค่นล้มรัฐบาลถนอม-ประภาส ที่เป็นเสี้ยนหนามราชสำนักแล้วนั้นจะเห็นได้ว่าการใช้อำนาจของราชสำนักผ่าน ตัวแทนหรือผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญในขณะนั้นก็พัฒนาขึ้นอย่างเป็นระบบและ

กระทำการควบคุมระบบงานของรัฐมากขึ้น แต่เป็นไปอย่างแนบเนียนยากที่ใครจะมองเห็นดังเช่นในยุคของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นเชื้อพระวงศ์ที่ถือได้ว่าเป็นผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญรุ่นคลาสสิคยุค

แรกๆ ที่เริ่มตั้งแต่พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ขึ้นครองราชย์ในตอนเย็นของวันที่ 9 มิถุนายน 2489(พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล สิ้นพระชนม์เช้าในวันเดียวกันนั้น) โดยเป็นผู้ก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ยุคแรกเมื่อ 6 เมษายน 2489 และเป็นแกนนำคนหนึ่งที่พลิกสถานการณ์จากการสิ้นพระชนม์ของรัชกาลที่ 8

กลายเป็นเรื่องลอบปลงพระชนม์เพื่อทิ่มแทงนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งไม่เป็นที่ชื่นชอบของราชสำนักโดยม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้มีบทบาททางการเมืองทั้งในฐานะนักการเมืองในยุคแรกๆ และนักคิดนักเขียน เจ้าของหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ที่คอยปกป้องคุ้มครองราชย์สำนักมาตลอดตั้งแต่เริ่มบทบาทอย่างเป็นทางการโดย

จัดตั้งพรรคก้าวหน้าขึ้นก่อน และประกาศตัวอย่างเปิดเผยในเวลานั้นว่าเป็นผู้นิยมเจ้า(Royalist) ซึ่งเท่ากับเป็นการประกาศตัวเผชิญหน้ากับคณะราษฎร และกลุ่มอำนาจทหารในปี 2489 ผ่านยุค จอมพล ป., จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จนถึงยุคจอมพลถนอม กิตติขจร

ซึ่งเป็นช่วงที่พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลเริ่มมีความมั่นคงทางการเมืองอย่าง ชัดเจนแล้ว ในช่วงรัฐบาลจอมพลถนอม-ประภาส นั้นม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้มีบทบาทเป็นตัวแทนอำนาจเชิงสัญลักษณ์อย่างชัดเจนในการบริหารทางการเมือง เพื่อล้มรัฐบาลทหารของจอมพลถนอม กิตติขจร

ด้วยการปลุกระดมพลังมวลชน นิสิต นักศึกษาปัญญาชน ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, เนื่องจากราชสำนักได้เคยมีบทเรียนที่เป็นอันตรายอันเกิดจากอำนาจรัฐของสามัญ ชนผู้ถืออาวุธอย่างเจ็บปวดมานานเกือบ 40 ปี นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 2475,

ดังนั้นเมื่อม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ทำงานรับใช้พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทางการเมืองมาอย่าง ซื่อสัตย์และเด็ดเดี่ยว อีกทั้งเป็นเชื้อพระวงศ์ด้วย เมื่อโค่นล้มจอมพล ถนอม-ประภาส ได้แล้วบำเหน็จรางวัลอย่างงามก็ตกแก่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

ก็เป็นผู้จัดดำเนินการให้เกิดสภาสนามม้า โดยพระเจ้าอยู่หัวเป็นผู้แต่งตั้ง หลักฐานที่ปรากฏเด่นชัดได้แก่บุคคลที่ถูกแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาสนามม้าหลาย คน ต่อมาก็กลายมาเป็นสมาชิกพรรคกิจสังคมของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เช่น นายประทีป เสียงหวาน นายกสมาคมสามล้อเครื่องแห่งประเทศไทย

เป็นต้น และในที่สุด ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ก็ได้รับเลือกจากสภาสนามม้าให้เป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญในเบื้องต้นเพื่อ จัดเตรียมกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อปูทางให้ตัวเองขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ก็ได้ก้าวขึ้นเป็นนายกฯ ได้ตามความประสงค์

ซึ่งการเตรียมการจัดการอำนาจในลักษณะปรุงเองกินเองของราชสำนักในขณะนั้นก็มี ผู้อ่านเกมส์ออก ดังจะเห็นได้จากหน้าปกและบทความของนิตยสารรายสัปดาห์ “มหาราช” ซึ่งมีนายปรีชา สามัคคีธรรม เป็นบรรณาธิการ โดยนักเขียนการ์ตูนชื่อดังคือ ชัย ราชวัตร ได้วาดรูปม.ร.ว.คึกฤทธิ์

ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญกำลังเปิดม่านโรงลิเกเพื่อโชว์ตัวนายกฯ ซึ่งผู้ที่แต่งตัวเป็นนายกฯ อยู่หลังม่าน ก็มีหน้าตาเหมือนคึกฤทธิ์นั่นเองแต่อย่างไรก็ตามการขึ้นเป็นนายกฯ ของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ก็ทุลักทุเลเพราะ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคกิจสังคมได้พ่ายแพ้แก่พรรคประชาธิปัตย์อย่างไม่เป็นท่าคือ

ได้ ส.ส.เพียง 18 คนเข้าสภา แต่ก็ได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมในสภาตลบหลังจนหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คือ มรว.เสนีย์ ปราโมช พี่ชายของตัวเองต้องพ่ายแพ้กลางสภาอย่างไม่เป็นท่าแล้วตัวเองก็ได้ก้าวขึ้น เป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่ชอบธรรมจนได้ฉายานามจากสื่อมวลชนว่า “เฒ่าสารพัดพิษ”

กล่าวคือม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้ปฏิบัติการอย่างอุกอาจในระบอบประชาธิปไตยอย่าง ยิ่งด้วยการล้มพรรคประชาธิปัตย์ที่มีเสียงข้างมาก โดยเปิดประวัติศาสตร์ต้นแบบการเมืองน้ำเน่าโดยประกาศชัดเจนว่าใครรวม ส.ส.ได้ 5 คน ก็จะแจกตำแหน่งรัฐมนตรีให้ 1 ตำแหน่ง

จากแผนนี้ก็ทำให้ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรกอย่างสมใจในปี 2518 และพระเจ้าอยู่หัวก็ลงนามรับรองความถูกต้องให้ไม่ต่างจากที่นายชวน หลีกภัย ตั้งรัฐบาลงูเห่าที่ล้มอำนาจของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งเป็นรัฐบาลที่ราชสำนักไม่ได้วางใจเมื่อปี 2540

และไม่ต่างจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งรัฐบาลงูเห่ารอบสองในปี 2551 เมื่อล้มรัฐบาลตัวแทนของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ราชสำนักไม่ชื่นชอบเช่นเดียวกันจะเห็นได้ว่าราชสำนักได้บริหารอำนาจในระบอบประชาธิปไตยภายใต้การควบคุมผ่าน ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญมีมานานแล้ว และ

ราชสำนักจะไม่สนใจความถูกต้องของครรลองประชาธิปไตย เพียงแต่ขอให้เป็นรัฐบาลที่สยบต่อราชสำนักก็แล้วกัน ถ้าแปรเปลี่ยนหรือไม่พอพระทัยเมื่อใด รัฐบาลก็จะถูกโค่นล้ม ดังนั้นภาวะการณ์ของรัฐบาลที่มีลักษณะทุลักทุเลตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันจึง เกิดขึ้นเสมอ

และได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอันเนื่องมาจากการไม่มี เสถียรภาพของรัฐบาลมาตราบเท่าทุกวันนี้เมื่อรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ซึ่งมีพรรคกิจสังคมเป็นแกนนำโดยมีเสียงอยู่เพียง 18 เสียงเข้าบริหารประเทศได้ จึงถูกพรรคร่วมรัฐบาลที่มีเสียงมากกว่าบีบเอาผลประโยชน์อย่างมูมมาม

จึงทำให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างล้มลุกคลุกคลาน แต่เมื่อบริหารต่อไปได้สักระยะหนึ่งม.ร.ว.คึกฤทธิ์ก็ได้ส่อแววว่าจะไม่ตอบ สนองแนวทางทางการเมืองของราชสำนัก เพราะพยายามแก้ปัญหาประเทศชาติด้วยการจับมือกับประเทศที่ปกครองด้วยระบอบ คอมมิวนิสต์

ซึ่งราชสำนักเชื่อว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจคือ เวียตนาม และจีน คอมมิวนิสต์ โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เดินทางไปจับมือกับเมาเซตุง ซึ่งราชสำนักเชื่อมั่นว่ามีเจตนาล้มราชวงศ์ของพระองค์ และในขณะนั้นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็เปิดฉากสงครามประชาชนในประเทศ อย่างเข้มแข็ง

ประกอบกับเกิดการเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมขนานใหญ่ของชาวนา และกรรมกร โดยการปลุกระดมของนักศึกษา ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จึงเกิดขบวนการฝ่ายขวาที่มีแนวความคิดอนุรักษ์นิยม เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไม่ลืมหูลืมตา

เช่น กลุ่มกระทิงแดงที่มี พล.ต. สุดสาย เทพหัสดิน กลุ่มลูกเสือชาวบ้านซึ่งนำโดย พล.ต.ท.สุรพล จุลละพราหมณ์ และกลุ่มนวพลมีแกนนำ เช่น นายวัฒนา เขียววิมล และพระกิตติวุฒโท ผู้ประกาศฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป (ซึ่งผู้มีชื่อเหล่านี้กลายมาเป็นตัวละครตัวใหม่ในฐานะผู้มีบารมีนอกรัฐ ธรรมนูญ)

ก็ออกมาเคลื่อนไหวโจมตีรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อย่างรุนแรง และบ่อยครั้งกระทำการต่อต้านการชุมนุมของนักศึกษาที่เรียกร้องความเป็นธรรม ให้แก่คนยากจนและถึงขั้นลอบสังหารผู้นำนักศึกษา กรรมกรและชาวนา โดยเฉพาะกรณีการลอบฆ่า 9 ผู้นำชาวนาภาคเหนือ

ที่ลุกขึ้นนำชาวนาต่อต้านการขูดรีดค่าเช่านาอย่างทารุณ จนกลายเป็นเรื่องสะเทือนขวัญของสังคมไทยในขณะนั้นโดยกลุ่มขวาจัดเหล่านี้ได้ กระทำการอย่างผิดกฎหมาย พกอาวุธทำร้ายนักศึกษา ก่อกวนผู้ชุมนุมอย่างเปิดเผย (คล้ายม็อบเส้นใหญ่พันธมิตรเช่นในปัจจุบันนี้)

โดยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ก็ทำอะไรไม่ได้ และล่าสุดม.ร.ว.คึกฤทธิ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีก็ได้ทำการยกเลิกสัญญาการตั้งฐาน ทัพของสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย ยิ่งสร้างความวิตกกังวลต่อราชสำนักว่าจะไม่สามารถยันกองทัพของคอมมิวนิสต์ ที่จะรุกเข้าประเทศไทยได้

และในที่สุดรัฐบาลม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ก็ต้องล้มลงด้วยการยุบสภา รวมเวลาอยู่ได้ไม่พอปี เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเคยชนะลอยลำในเขต 1 กรุงเทพฯ โดยเฉพาะในเขตอำเภอดุสิต ซึ่งมีค่ายทหารมีคะแนนนอนก้นถุงอยู่ประมาณ 20,000 เสียง

ก็พลิกคว่ำโดยแพ้คู่แข่งจากพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้นคือนายสมัคร สุนทรเวช ตัวละครตัวใหม่ของราชสำนักที่ปั้นขึ้นมาเป็น “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ในเวลานั้นอีกคนหนึ่งโดยเป็นดาวเด่นและเป็นคนสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลของ พรรคประชาธิปัตย์

ต่อจากคึกฤทธิ์และได้เป็นรัฐมนตรีร่วมในคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลมรว.เสนีย์ ปราโมช (ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519) ที่ก้าวขึ้นมาแทนคึกฤทธิ์ และจากการแพ้การเลือกตั้งครั้งนั้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ก็ไว้หนวดยาวตั้งแต่นั้นมาจนสิ้นชีวิตเสมือนหนึ่งว่าจะประท้วงใครสักคนที่

เคยเคารพนับถือแต่ไม่อาจจะพูดถึงได้นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ผู้พิพากษาผู้มีแนวความคิดทางการเมืองแบบขวาจัด ซึ่งแสดงตัวอย่างโดดเด่นในขณะที่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พี่ชายของคึกฤทธิ์ที่ก้าวเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

และจากข้อมูลในหนังสือ เดอะ คิง เนฟเวอร์ สไมส์ ในบทที่ 12 ก็ให้ข้อมูลว่านายธานินทร์เป็นคนใกล้ชิดกับพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งนายธานินทร์ก็ได้แสดงบทบาทในฐานะผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญร่วมมือกับนาย ดุสิต ศิริวรรณ อาจารย์หนุ่มจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

และนายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้นที่แตกแถวออกมาแสดงบทบาทรับใช้ราชสำนักอย่าง เต็มที่โดยทำการประสานงานกับกลุ่มขวาจัดในขณะนั้นอย่างชัดเจน เพื่อเตรียมการล้มรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และกวาดล้างขบวนการนักศึกษา

ซึ่งราชสำนักเชื่อมั่นว่ากลุ่มนักศึกษาหัวก้าวหน้าได้ร่วมมือกับพรรค คอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเพื่อโค่นล้มระบอบกษัตริย์ซึ่งเป็นอันตรายแก่ราช สำนัก และไม่อาจจะปล่อยไว้ได้แล้ว แต่ ม.ร.ว.เสนีย์ นายกฯ ก็ไม่ตอบสนอง บทบาทของนายสมัครในฐานะรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย

ได้เคลื่อนไหวเป็นเครือข่ายกับ นายธานินทร์ และกลุ่มมวลชนขวาจัดต่อต้านนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมชที่อ่อนแอเกินไปที่จะปราบปรามขบวนการนักศึกษา อีกทั้งยังแสดงความโลเลที่จะปกป้องราชสำนักโดยประกาศนโยบายเศรษฐกิจว่าเป็น

“สังคมนิยมอ่อน” ตามกระแสสูงของแนวคิดสังคมนิยมในขณะนั้นสัญญาณโค่นล้มรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช จึงเกิดทั้งๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่รับใช้ราชสำนักมาแต่ต้น, แต่ในสถานการณ์ขณะนั้นไม่อาจตอบสนองเป้าหมายทางการเมืองของราชสำนักได้

และแล้วสถานการณ์ก็ถูกสร้างขึ้นจากสื่อเครื่องมือสำคัญของราชสำนัก โดยเฉพาะสถานีวิทยุยานเกราะประสานกับกลุ่มขบวนการทางการเมืองขวาจัดทั้งหมด อาทิเช่น กระทิงแดง นวพล ลูกเสือชาวบ้าน และส่วนราชการคือ ตำรวจ ตำรวจตระเวนชายแดน ทหาร

ก็ประสานงานกันระดมล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเข่นฆ่านักศึกษา ประชาชน อย่างโหดเหี้ยม ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 แล้วพลเรือเอกสงัด ชะลออยู่ (ลุงของภรรยาพลเอกวินัย ภัททิยกุล แกนนำ คมช.ที่ยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549)

ก็ยึดอำนาจล้มรัฐบาลมรว.เสนีย์ ปราโมช แล้วนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ก็ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีบนคราบเลือดที่นองสนามหลวง พร้อมคู่หูคนสำคัญคือนายสมัคร สุนทรเวช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเหตุการณ์ทรยศของนายสมัคร สุนทรเวช

ที่กระทำต่อพรรคประชาธิปัตย์เพื่อตอบสนองผลประโยชน์ทางการเมืองของราชสำนัก ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2519 ก็คล้ายกับกรณีการทรยศของนายเนวิน ชิดชอบ ที่ทรยศต่อพ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อไปหนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2551

ตามความประสงค์ของราชสำนัก เหตุการณ์ 6 ตุลาคมได้สร้างความเคียดแค้นให้แก่ปีกซ้ายของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีหัวก้าว หน้าโดยมีนายชวน หลีกภัย ส.ส.ตรัง นายวีระ มุสิกพงศ์ ส.ส.กทม.และนายสุรินทร์ มาศดิษฐ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช เป็นแกนนำ

ได้กล่าวประนาฌนายสมัคร สุนทรเวช โดยให้ฉายาใหม่ว่า “ไอ้ซ่าจอมเนรคุณ” และมีการกล่าวกระทบกระเทียบภายในพรรคประชาธิปัตย์ถึงราชสำนักที่เข้ามา เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สังหารโหด โดยนายสุรินทร์ มาศดิษฐ์ ได้เกิดช็อคเส้นโลหิตในสมองแตกเป็นอัมพาตนอนป่วยจนถึงแก่ชีวิต

จากเหตุการณ์ทางการเมืองนี้ ดังนั้นการที่สังคมและนักวิชาการมักจะประณามนักการเมืองว่าไม่มีอุดมการณ์ ชอบย้ายพรรค หาประโยชน์เฉพาะตัวนั้นแท้จริงเป็นการมองปัญหาด้านเดียวและเหตุการณ์ใน ประวัติศาสตร์ก็พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่นี้

นักการเมืองเป็นเพียงของเล่นของราชสำนักที่กษัตริย์จะบีบบังคับเอาอย่างไรก็ ได้เพื่อสนองตอบการบริหารอำนาจของพระองค์โดยไม่สนใจว่าระบอบประชาธิปไตยจะ เดินไปตามครรลองหรือไม่ และก็ไม่สนใจว่านักการเมืองเลวหรือดี แต่ขอให้ยินยอมก้มหัวรับใช้อำนาจทางการเมืองของราชสำนักก็แล้วกัน

ดังนั้นภายใต้ร่มเงานี้ภาพลักษณ์ของนักการเมืองที่ดีในระบบเลือกตั้งจึงถูก ใส่ร้ายป้ายสี จนเสียหายไปทั้งระบบและเปิดทางให้นักการเมืองเลวขยายบทบาทและฉกชิงผล ประโยชน์ได้โดยมิชอบ และยากที่นักการเมืองที่ดี มีอุดมการณ์ เพื่อประชาชนจะยืนอยู่ได้

แม้หากนักการเมืองที่มีอุดมการณ์จะแข็งขืนยืนหยัดตามอุดมการณ์เพื่อประชาชน ของตนก็จะถูกป้ายสีว่าเป็นผู้ไม่จงรักภักดี และไม่มีแผ่นดินจะอยู่ เช่น นายปรีดี พนมยงค์, พ.ท.โพยม จุลานนท์ (บิดาของพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์), นายป๋วย อึ้งภากรณ์ ที่ผ่านมา เป็นต้น

รายล่าสุดก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรสุดท้ายเหตุการณ์ฆาตกรรมการเมืองที่สะเทือนขวัญคนทั้งโลก เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ก็กลายเป็นคลื่นกระทบฝั่งหาคนผิดไม่ได้ ซึ่งไม่ต่างจากเหตุการณ์เข่นฆ่าประชาชนในเวลาก่อนและหลัง เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 17 พฤษภาคม 2535 ก็ไม่มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดที่ฆ่าประชาชน และล่าสุดก็ทำนายได้ว่าการก่อจลาจลยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสถานีโทรทัศน์ ช่อง NBT และยึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย

รวมตลอดถึงการฆาตกรรมในเหตุการณ์เหล่านี้ที่เกิดคนบาดเจ็บล้มตายเพียงเพื่อ จะทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งไม่เป็นที่โปรดปรานของราชสำนักก็จะไม่มีการสอบสวนนำคนผิดมาลงโทษทั้ง สิ้น นี้คือตัวอย่างเชิงประจักษ์ของอำนาจในระบอบการปกครองที่เรียกว่า “สมบูรณาญาสิทธิราชใหม่”

หลังจากนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีตามความประสงค์ของราชสำนักแล้ว ธานินทร์ก็สะท้อนแนวคิดของราชสำนักที่ต้องการระบอบประชาธิปไตยที่มีลักษณะ พิเศษที่แตกต่างไปจากตะวันตก คือเป็นประชาธิปไตยแบบคลั่งชาติขวาจัดโดยยึดอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์,

โดยนายธานินทร์ได้ประกาศขอเวลาอยู่ในอำนาจ 12 ปี โดยไม่ให้มีการเลือกตั้ง เพื่อจะใช้เวลาฝึกฝนเยาวชนให้มีอุดมคติดังกล่าว แต่สุดท้ายอยู่ได้ประมาณ 12 เดือน ก็ถูกคณะทหารนำโดยพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ คนเดิมเป็นหัวหน้า แต่คนคุมกำลังจริงคือ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์

เลขาธิการคณะปฏิรูปการปกครองทำการยึดอำนาจโค่นล้มรัฐบาลของราชสำนักลง ซึ่งทำให้พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ไม่พอพระทัยอย่างยิ่งโดยแสดงออกทันทีในขณะนั้นโดยตั้งให้นายธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรีมือเปื้อนเลือดเป็นองคมนตรีตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้

และต่อมาพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ก็ครองอำนาจอยู่ได้ประมาณ 3 ปี ก็ถูกโค่นล้มด้วยพลังมวลชนนำโดยนายไพศาล ธวัชชัยนันท์ ประธานสหภาพแรงงานการไฟฟ้านครหลวง ปลุกระดมประชาชนเดินขบวนขับไล่เนื่องจากรัฐบาลอนุญาตให้ขึ้นราคาน้ำมัน

(ขณะ นั้นราคาน้ำมันถูกควบคุมมิใช่ลอยตัวเหมือนทุกวันนี้) และทำให้รถเมล์ขึ้นราคา 50 สตางค์ เป็นผลให้พลเอกเกรียงศักดิ์ ต้องลาออกจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งพลังมวลชนที่เดินขบวนนั้นก็เป็นเพียงแต่เงื่อนไขสร้างความชอบธรรมที่จะ ขับไล่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ เพื่อให้บทละครการเมืองแนบเนียนเท่านั้น

แท้จริงแล้วผู้ที่ทำให้พลเอกเกรียงศักดิ์ต้องตัดสินใจลาออกก็คือคนที่ชื่อพล เอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่ราชสำนักสนับสนุนในฐานะผู้บัญชาการทหารบกที่กลุ่มทหารยังเตอร์กผู้คุม กำลังตัวจริงหันหลังกลับจากพลเอกเกรียงศักดิ์ มาหนุนพลเอกเปรม

แล้วนายกคนใหม่ก็คือพลเอกเปรม ติณสูลานนท์พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายทหารที่ใกล้ชิดราชสำนักและผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญตัวจริง จากอดีตถึงปัจจุบันได้เริ่มฉายแสงตั้งแต่เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 คุมกำลังทหารภาคอีสาน พื้นที่อันตรายที่สุดในการสู้รบกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

ได้ถูกดึงตัวเข้ามาอยู่ส่วนกลางจนเป็นผู้บัญชาการทหารบก และเข้ามาอยู่ในตำแหน่งทางการเมืองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในที่สุดต่อจากพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ในปี 2523ในช่วงเส้นทางทางการเมืองของพลเอกเปรม

ตั้งแต่ก่อนและหลังปี 2523 เป็นช่วงเวลาที่ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญคนเดิม อย่างเช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อยู่ในช่วงปลายชีวิต เป็นช่วงเวลาที่ผู้มีบารมีฯ ทั้งสองทับซ้อนอำนาจกันอยู่ ดูเหมือนว่าม.ร.ว.คึกฤทธิ์ จะตกอันดับอับแสงเสียแล้ว

ในขณะนั้นเราจึงเห็นภาพข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่าง บุคลทั้งสองอยู่เสมอแต่ส่วนมากจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ทิ่มแทงอย่างรุนแรงต่อพลเอกเปรมในเชิงประชดประชันเกี่ยวกับแนวทางความจง

รักภักดีของพลเอกเปรมจนสิ้นชีวิตของท่าน แต่ก็ไม่อาจขัดขวางเส้นทางอำนาจของพลเอกเปรมได้การสร้างนิยายทางการเมืองเพื่อเสริมสร้างบารมีให้ตัวเองของพลเอกเปรมในบทที่ สำคัญที่ควรจะกล่าวไว้ในที่นี้เพราะละครบทนี้ยังทรงอิทธิพลให้พลเอกเปรมเป็น

ผู้ใกล้ชิดราชสำนัก ไม่ใช่เฉพาะว่าเป็นประธานองคมนตรีในขณะนั้น แต่ในฐานะที่เป็นผู้ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจอย่างยิ่งจากสมเด็จพระบรม ราชินีนาถ นั่นก็คือละครชีวิตทางสังคมเบื้องหลังชีวิตพลเอกเปรมถือครองความเป็นโสด ไม่ยอมแต่งงานมาตลอดชีวิตนั้นก็เพราะหลงรักผู้หญิงสูงศักดิ์คนหนึ่ง

แล้วผิดหวัง ซึ่งเรื่องซุบซิบการเมืองนี้ถูกทิ้งท้ายไว้ให้เป็นที่สงสัยเป็นเสมือนคำตอบ ของการซุบซิบว่าผู้หญิงสูงศักดิ์นั้นก็คือ องค์สมเด็จฯ นั่นเองแม้การขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีของพลเอกเปรม จะเป็นที่พึงพอใจของราชสำนัก รวมตลอดทั้งมีผลงานยุติสงครามประชาชนของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่ยืด

เยื้อยาวนานและเป็นที่วิตกกังวลของราชสำนักด้วยนโยบาย 66/ 2523 โดยใช้การเมืองนำการทหารซึ่งก่อประโยชน์ต่อราชสำนักอย่างมาก, แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพลเอกเปรมอยู่ครองอำนาจในตำแหน่งนายกฯ นานถึง 8 ปี ผลพลอยได้ก็เกิดขึ้นคือเกิดบารมีแผ่ไพศาลจนเกิดบทกลอนเชียร์พลเอกเปรมให้

เป็นนายกรัฐมนตรีตลอดกาล ไม่ว่าจะไปตรวจการในจังหวัดใด ปลัดกระทรวงมหาดไทยก็จะสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเกณฑ์มวลชนมาถือป้าย เชียร์ด้วยข้อความว่า “น้ำเป็นของปลา ฟ้าเป็นของนก นายกเป็นของเปรม”, ความมั่นคงทางการเมือง และการมีบารมีไพศาลเช่นนี้

ก็ถูกเขม่นและไม่พอใจจากวังเช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรีทุกคนที่ผ่านมาดูเหมือนว่าพลเอกเปรมจะรู้แนวคิดของราชสำนักดีว่าไม่ต้องการเห็นนายก รัฐมนตรีคนใดมีอำนาจและมีเสถียรภาพยาวนาน ดังนั้นในวันแรกที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้เป็น

นายกรัฐมนตรี พลเอกเปรมก็ประกาศต่อสาธารณะเพื่ออำพรางความคิดของตน เพื่อให้ราชสำนักสบายใจว่า “ผมไม่มีความทะเยอทะยานทางการเมือง” แต่จากการครองอำนาจปรากฏว่าพลเอกเปรมได้แสดงออกถึงความมักมากในอำนาจอย่าง ซ่อนเร้น

โดยทำลายคู่แข่งที่คาดหมายว่าจะเข้ามาแย่งตำแหน่งของตน เช่น ในขณะนั้นนายเกษม จาติกวนิช(ลุงของนายกรณ์ จาติกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากเป็นคนเก่ง มีผลงานบริหารการไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฝผ.)

ได้เจริญก้าวหน้าจึงตกเป็นข่าวว่าจะเข้ามาเป็นนายกฯ(ขณะนั้นนายกฯ ไม่ต้องมาจาก ส.ส.) พลเอกเปรมก็จัดการทำลายชื่อเสียงโดยจับกุมน้องชายชื่อนายไกรศรี จาติกวนิช(พ่อนายกรณ์) อธิบดีกรมศุลกากร ในข้อหาโกงภาษีนำรถยนต์โตโยต้าเข้าประเทศ

และอีกหลายคนที่ต้องมีชะตาชีวิตเช่นนี้ จนพลเอกเปรมได้รับสมยานามจากสื่อมวลชนว่า “นักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา”แท้จริงโดยส่วนลึกพลเอกเปรมมีความทะเยอทะยานทางการเมืองอย่างสูง แต่ปกปิดไว้ได้แนบเนียนด้วยคำพูดว่า “ทดแทนบุญคุณแผ่นดิน”

เมื่อการอยู่ในอำนาจนายกรัฐมนตรีของพลเอกเปรมยาวนานถึง 8 ปี ต่อมความระแวงของราชสำนักก็เริ่มทำงานโดย “เครือข่ายราชสำนัก” ก็รับรู้สัญญาณนั้นโดยเริ่มทำหน้าที่โจมตีและบ่อนเซาะทำลายอำนาจของพลเอก เปรมโดยมีการกล่าวหาว่าพลเอกเปรมกระทำการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์อย่าง

ไม่เหมาะสม โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเขียนบทความโจมตีแนวคิดประชาธิปไตยแบบนายกฯ ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งของพลเอกเปรมที่แอบอิงสถาบัน และแล้วในวันหนึ่งพลเอกเปรมก็เกิดพลาดขึ้นแบบไม่คาดคิด นั่นก็คือระหว่างออกเยี่ยมประชาชน

ได้มีชาวบ้านที่เลื่อมใสพลเอกเปรมต่างเอาผ้ามาปูให้พลเอกเปรมเดินเหยียบ เพื่อนำไปกราบสักการะ คล้ายๆ กับที่ชาวบ้านกระทำกับพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ เท่านั้นเอง “เครือข่ายราชสำนัก” ก็ได้ที ประกอบกับผู้มีบารมีฯ อื่นๆ ที่ยังไม่อับแสงเสียทีเดียว เช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายสมัคร สุนทรเวช

ก็ประสานเสียงโจมตีว่าไม่เหมาะสมเป็นการ “เทียบบารมีในหลวง” และนับแต่นั้นก็มีขบวนการมวลชนต่อต้านพลเอกเปรมมาตลอด ถึงขนาดเด็กนักศึกษารามคำแหงก็โดดชกหน้าพลเอกเปรมขณะไปประกอบพิธีกรรมเปิด งานที่สนามกีฬาเป็นข่าวฮือฮามาก

และนับแต่นั้นพลเอกเปรมก็เริ่มอยู่ในฐานะที่คล้ายกับ พ.ต.ท.ทักษิณในวันนี้คือ “ทำอย่างไรก็ไม่ถูกใจราชสำนัก” เหมือนกับคำพังเพยโบราณว่า “ผีซ้ำด้ามพลอย” กล่าวคือผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ หรือผู้ที่เสียผลประโยชน์ทั้งหลายจากการครองอำนาจและจากนโยบายของพลเอกเปรม

ก็ประสานเสียงกันโจมตี โดยเฉพาะในส่วนนักการเมืองที่เด่นชัดก็คือนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชากรไทย และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หัวหน้าพรรคมวลชน และล่าสุดเมื่อมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ เมื่อรู้ผลการเลือกตั้งแล้ว ก็มีกลุ่มประชาชนที่เกลียดพลเอกเปรมและเหมือน

จะรู้ว่าราชสำนักคิดอย่างไรก็ ได้รวมตัวกันเดินขบวนขับไล่ไม่ให้กลับมาเป็นนายกฯ อีก ซึ่งพลเอกเปรมรู้วัฒนธรรมการเมืองไทยที่ส่งสัญญาณมาจากราชสำนักดีว่าหมายถึง อะไร? จึงประกาศวางมือทางการเมือง แล้วหนุนพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

ส่วนตัวท่านเองเมื่อลาออกจากการเมืองในตำแหน่งนายกฯ แล้วก็หมอบกราบให้แก่ราชสำนัก จึงได้รับการโปรดปราณไว้เนื้อเชื่อใจ แต่งตั้งให้เป็นองคมนตรี และเป็นประธานองคมนตรีต่อมาโดยแทนนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี เมื่อถึงแก่อสัญกรรม

แล้วนับแต่นั้นบทบาททางการเมืองใหม่ของพลเอกเปรมก็เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญจนถึงทุกวันนี้ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อยู่ในอำนาจอย่างยาวนานมาก และต่อเนื่องนับตั้งแต่เป็นผู้บัญชาการทหารบกจนกระทั่งก้าวขึ้นเป็นนายกฯ และเป็นประธานองคมนตรีจนถึงปัจจุบัน

รวมอยู่ในอำนาจนานกว่า 30 ปี และเมื่อไม่มี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์มาเป็นคู่แข่งบารมี คอยถ่วงดุลแล้ว พลเอกเปรมจึงสามารถแสดงบทบาทของผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญได้อย่างเต็มที่และ เป็นระบบที่สุด โดยแสดงบารมีอย่างเด่นชัดคือการโค่นล้มรัฐบาลพลเอกชาติชาย เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534,

โค่นรัฐบาลพลเอกสุจินดา คราประยูร เมื่อ พฤษภาคม 2535 และต่อจากนั้นเข้าควบคุมจัดการทุกรัฐบาลจนถึงปัจจุบัน ล่าสุดการโค่นล้มรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และจัดตั้งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นมาบริหารประเทศ

ในช่วงนี้ถือได้ว่าเป็นยุคผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญเฟื่องฟูที่สุด เพราะพลเอกเปรมได้แสดงอำนาจเหนือรัฐอย่างชัดเจนและเป็นระบบ ดังจะเห็นได้จากการเปิดไฟเขียวให้กลุ่มพันธมิตรดำเนินการท้าทายกฎหมายอย่าง อุกอาจโดยเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่กล้าแตะต้อง

เพียงเพื่อต้องการล้มรัฐบาลนายสมัคร และนายสมชาย รวมตลอดถึงใช้ศาลเป็นเครื่องมือตัดสินเอาผิดจนนายกฯ ถึงสองคนต้องหลุดจากตำแหน่ง ทำให้ประเทศไทยทำลายสถิติโลกคือปีเดียว “ป๋าเปรม” บริหารจัดการจนมีนายกฯ ได้ถึง 4 คนและเมื่อได้นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ สมใจนึกแล้ว “ป๋า” ก็เปิดบ้านต้อนรับกล่าวชื่นชมว่า

“ประเทศไทยโชคดีที่ได้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ” ถ้าเช่นนั้นการที่ประเทศไทยได้พ.ต.ท.ทักษิณ, นายสมัคร, นายสมชายเป็นนายกฯ ตามครรลองประชาธิปไตยนั้นเป็นความโชคร้ายหรือ? คงจะด้วยเหตุนี้ “ป๋า” ถึงได้ใช้อำนาจโค่นล้มรัฐบาลของประชาชนจนบ้านเมืองป่วนมาทุกวันนี้ใช่หรือ ไม่?
เมื่อเป็นเช่นนี้ถนนทุกสายจึงวิ่งหาพลเอกเปรมเพราะบุคคลในแวดวงการเมืองได้ พบเห็นช่องทางลัดของการขึ้นสู่อำนาจการเมืองอย่างชัดเจนแล้ว ดังนั้นจึงมีแต่คนโง่เท่านั้นที่ต้องการมีอำนาจทางการเมืองโดยผ่านการเลือก ตั้งของประชาชน เพราะทั้งต้องทุ่มเททั้งแรงกาย แรงทรัพย์ และเสี่ยงภัยสายตัวแทบขาด

ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงพยายามมีอำนาจการเมืองด้วยการแสดงความจงรักภักดีอย่าง สุดลิ่มทิ่มประตู หรือนัยหนึ่งก็คือพยายามจะโหนสถาบันพระมหากษัตริย์เข้าสู่อำนาจทางการเมือง ซึ่งง่ายกว่าและเบาแรงกว่ากันมาก และมีตัวอย่างให้เห็นชัดเจนแล้ว ดังนั้นทุกคนจึงมุ่งที่จะวิ่งเข้าหาพลเอกเปรม ติณสูลานนท์

แล้วทุกคนก็จะไม่ผิดหวังดังเช่น หลังการยึดอำนาจ 19 ก.ย. 49 คนในเครือข่ายของพลเอกเปรมได้ดิบได้ดีกันเป็นแถว พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ ลูกเลี้ยงก็ได้เป็นนายกฯ นายมีชัย ฤชุพันธ์ ลูกน้องก็ได้เป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นาวาอากาศเอกประสงค์ สุ่นสิริ

ลูกน้องก็เป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ นายชาญชัย ลิขิตจิตกะ ประธานศาลฎีกาที่ให้ความร่วมมือในการตัดสินจำคุกลงโทษ กกต. และไม่ให้ประกันตัวจนต้องหลุดจากตำแหน่งตามแผน ก็ได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายอารีย์ วงศ์อารยะ

ลูกน้องอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยก็ได้เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย นายบัญญัติ จันทร์เสนะ อดีตผู้ว่าสงขลาเมื่อปลดเกษียณ แล้วก็ทำตัวเป็นรับใช้คอยเฝ้าบ้านที่สงขลาให้ก็ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย, นายโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัฐ ผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ

ที่ช่วยดูแลเศรษฐกิจการเงินให้และเคยร่วม ค.ร.ม.กับ พลเอกเปรมก็ได้เป็นรองนายกฯ และแม้แต่เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิรัฐบุรุษ ก็ได้รับแต่งตั้งให้มีฐานะทางการเมืองเป็นทิวแถว หลังการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 ด้วยเหตุที่มีตัวอย่างการได้ดิบได้ดีเช่นนี้

จึงเกิดบุคคลมากมายต่างก็พยายามแสดงตัวเป็นผู้ใกล้ชิดราชสำนักกัน ด้วยหวังจะเป็นผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญกับเขาบ้าง ซึ่งมีทั้งจริงบ้าง เท็จบ้าง ตัวอย่างเช่นนายสุเมธ ตันติเวชกุล (เลขานุการมูลนิธิชัยพัฒนา) ซึ่งอ้างว่ารับใช้ใกล้ชิดและรู้เรื่องแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมากที่

สุด นายแพทย์ประเวช วะสี ผู้ตั้งฐานันดรทางสังคมของตนเองขึ้นมาว่า “ราษฎรอาวุโส” ซึ่งอ้างว่าเป็นแพทย์ผู้ใกล้ชิด, นายแพทย์ประดิษฐ์ เจริญไทยทวี ที่อ้างว่าเป็นหมอหลวงผู้ใกล้ชิด, นายโสภณ สุภาพงศ์ ก็อ้างว่าเป็นคนใกล้ชิดเนื่องจากทำธุรกิจในนามเรมอนฟาร์มของปั๊มบางจาก

เป็นการรับใช้แนวพระราชดำริ, ม.ล.ปีย์ มาลากุล ที่อ้างตัวเป็นตลกหลวงผู้ใกล้ชิดพระองค์ทรงโปรดให้เข้านอกออกในสำนัก พระราชวังได้ และรายล่าสุดที่ดูจะกะเลวกะราชมากกว่าเขาก็คือนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรที่พยายามจะแอบอ้างกับสังคมในหลากหลายกรณีว่าเป็นผู้ใกล้ชิด

กับราชสำนักสายสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เช่น อ้างว่าได้รับพระราชทานผ้าพันคอสีฟ้าซึ่งเป็นสีพระราชสมภพของสมเด็จพระนาง เจ้าฯ เพื่อมาใช้ในการสร้างความชอบธรรมในการปลุก ม๊อบโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นต้น

เมื่อเล่นนอกกติกาประชาธิปไตยเช่นนี้ บ้านเมืองจึงปั่นป่วน ประชาชนก็เดือดร้อน ผู้มีรายชื่อดังกล่าวข้างต้นได้แสดงบทบาททางสังคมในแต่ละยุคแต่ละสมัย มีลักษณะที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออำนาจรัฐบาลในแต่ละยุคที่มีความเข้มแข็งหรือเป็น รัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีไม่เป็นที่โปรดปราน

และในที่สุดต้องมีอันเป็นไป ซึ่งส่วนใหญ่รัฐบาลก็จะล้มลงด้วยการเดินขบวน หรือด้วยการรัฐประหาร หรือรัฐประหารซ้อนรัฐประหาร แล้วแต่กรณี ส่วนรัฐบาลที่จะอยู่รอดปลอดภัยก็คือรัฐบาลที่อ่อนแอ หรือรัฐบาลที่ไม่มีโอกาสจะสร้างความระคายเคืองเบื้องยุคลบาทได้เลย

เช่น รัฐบาลผสมที่ดูแล้วอายุไม่ยืนยาว เช่น รัฐบาลของนายชวน หลีกภัย หรือรัฐบาลของนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นต้น ด้วยเหตุการณ์ที่เป็นจริงที่เกิดขึ้นแก่หลายรัฐบาลที่ผ่านมาได้ถูกกระบวน การนอกระบบประชาธิปไตยคือขบวนการของผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญแทรกแซงได้โดย

เปิดเผยและระบบกฎหมายไม่อาจเอาผิดกับผู้มีบารมีฯ ได้แม้แต่คนเดียวเช่นนี้จึงเป็นการยืนยันให้เห็นถึงระบอบการเมืองที่แท้จริง ของไทยคือ “สมบูรณาญาสิทธิราชใหม่” ไม่ใช่ประชาธิปไตย ดังนั้นจึงไม่อาจจะมีกลุ่มการเมือง หรือสถาบันการเมืองใดๆ ก้าวขึ้นมามีบทบาทนำทางสังคมที่เข้มแข็งได้ เพราะเครือข่ายราชสำนักจะเป็นองค์กรเฝ้าระวังไม่ให้สถาบันการเมืองของ ประชาชนเติบโตขึ้นมาแข่งบารมีกับสถาบันพระมหากษัตริย์ได้

5.3 บริหารอำนาจผ่านข้อจำกัดของทุกรัฐบาลโดยโครงสร้างทางสังคมของประเทศด้อยพัฒนาทุกประเทศจะมีลักษณะปัญหาร่วมทาง สังคมที่คล้ายคลึงกันคือ มีช่องว่างทางสังคมระหว่างคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ กับคนร่ำรวย ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ
ส่วนคนกลุ่มที่เข้ามาสู่อำนาจรัฐก็จะเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของคนรวย แต่เฉพาะของสังคมไทยมีความสลับซับซ้อนทางโครงสร้างยิ่งกว่านั้นไปอีกกล่าว คือจะมีกลุ่มผลประโยชน์แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ที่ขัดแย้งกัน คือ

1.กลุ่มพลเรือนคนยากจนซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ ส่วนมากเป็นเกษตรกร และเป็นกรรมกรรับจ้างผู้ไร้สมบัติ ส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ในชนบท

2.กลุ่มพลเรือนพ่อค้านายทุน รวมถึงคนระดับกลาง ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของประเทศเมื่อเปรียบกับคนกลุ่มแรกและ ส่วนมากประกอบอาชีพค้าขายจะอยู่ในเมืองหลวง และชุมชนเมืองตามอำเภอและจังหวัด

3.กลุ่มขุนนางซึ่งเป็นคนหยิบมือเดียว เมื่อเปรียบเทียบกับคนกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 คนกลุ่มนี้เป็นข้าราชการ ทั้งข้าราชการพลเรือน ตำรวจ และทหาร แม้จะเป็นคนกลุ่มเล็กๆ ในสังคม แต่เนื่องจากมีระบบจัดตั้งเป็นองค์กร

และมีวัฒนธรรมองค์กรที่สืบเนื่องมายาวนานกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีการกล่อมเกลาทางสังคมวัฒนธรรม(Socialization) ที่เข้มแข็งให้มีสำนึกผูกพันและรับใช้โดยตรงต่อพระมหากษัตริย์ จากโครงสร้างของกลุ่มผลประโยชน์ 3 กลุ่มนี้

จะเห็นได้ว่ากลุ่มขุนนางแม้จะเป็นคนกลุ่มน้อยที่สุด แต่กลับเป็นกลุ่มชนที่มีอำนาจมากที่สุด เพราะได้รับการสนับสนุนทางอำนาจโดยตรงจากพระมหากษัตริย์เช่นการให้เครื่อง ราชอิสริยาภรณ์อันเป็นสัญลักษณ์เกียรติยศทางสังคม ซึ่งพ่อค้านายทุน

และชาวนาชาวไร่จะไม่ได้รับเกียรติ์เช่นนี้ รวมตลอดทั้งการให้โอกาสแก่กลุ่มข้าราชการเข้าเฝ้าใกล้ชิดอยู่เสมอ อีกทั้งมีพิธีกรรมที่ให้ข้าราชการเข้าไปมีส่วนร่วมอยู่เสมอ ดังนั้นเมื่อประชาชนก้มหัวให้แก่พระมหากษัตริย์ก็ต้องก้มหัวให้แก่ทหาร ตำรวจ และข้าราชการผู้ใกล้ชิดพระองค์ด้วย

และการก้มหัวให้นั้นเองก็คือการยอมรับอำนาจที่อยู่เหนือกว่า ด้วยเหตุนี้จึงทำให้กลุ่มขุนนางมีเงื่อนไขทางสังคมที่ดูดเอาผลประโยชน์และ ทรัพยากรจากสังคมไปหล่อเลี้ยงพวกตนได้มากที่สุด ทำให้บ่อน้ำแห่งผลประโยชน์ทางสังคมเหลือน้อย จำต้องแย่งกันระหว่างกลุ่มพลเรือน

กลุ่มที่ 1 กับกลุ่มพลเรือนกลุ่มที่ 2 ซึ่งมีความเข้มแข็งกว่า จึงเป็นผลให้เกษตรกรคนยากจนทุกข์ยากยิ่งขึ้น และเกิดความขัดแย้งกัน แต่ในช่วงห้าทศวรรษที่ผ่านมานี้ กลุ่มพ่อค้านายทุนได้เติบใหญ่เข้มแข็งขึ้นมาก และนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

กลุ่มพลเรือนพ่อค้านายทุนนี้ได้แสดงบทบาทนำทางการเมืองเด่นชัดมากขึ้น จากเดิมต้องแอบผู้อยู่ข้างหลังกลุ่มขุนนาง แต่ปัจจุบันกลับยืนอยู่หน้ากลุ่มขุนนาง โดยอาศัยระบอบประชาธิปไตยเข้าสู่อำนาจในฐานะหัวหน้าพรรคการเมือง และเป็นนายกรัฐมนตรี

ซึ่งมีฐานะเป็นเจ้านายกลุ่มขุนนางโดยอาศัยระบอบการเมืองแบบรัฐสภา ผ่านการเลือกตั้ง ดังจะเห็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีส่วนมากที่มาจากนักธุรกิจ ซึ่งแตกต่างจากการเมืองก่อนปี 2500 ที่มีแต่นายทหารและขุนนางเป็นผู้นำอย่างเด่นชัด ซึ่งย่อมจะเกิดความไม่พอใจแก่กลุ่มขุนนาง

ข้าราชการทั้งหลาย อีกทั้งกลุ่มพลเรือนพ่อค้าได้ใช้อำนาจรัฐแย่งชิงทรัพยากรจากขุนนางที่เคย อิ่มหมีพีมันมาแบ่งปันให้แก่กลุ่มชาวนาชาวไร่คนยากจน เพื่อช่วงชิงให้เป็นพรรคพวกหรือนัยหนึ่งก็เพื่อขอแรงสนับสนุนทางการเมือง ในรูปของคะแนนเสียงโดยเสนอนโยบายที่เด่นชัดเช่นนโยบายประชานิยมของทักษิณ

ยิ่งทำให้กลุ่มขุนนางไม่พอใจกลุ่มพลเรือนพ่อค้าที่ครองอำนาจมากยิ่งขึ้น ดังนั้นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกลุ่มพ่อค้านายทุน กับกลุ่มขุนนาง จึงเป็นความขัดแย้งที่ชิงความเป็นใหญ่ในกรอบอำนาจทางการเมืองอยู่เสมอ ในช่วงห้าทศวรรษที่ผ่านมานี้นับตั้งแต่ความขัดแย้งในระดับที่ประนีประนอมกัน

ได้ เช่นการทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างข้าราชการกับนักการเมือง ในการบริหารงานราชการในภาวะที่มีการเลือกตั้ง และความขัดแย้งในระดับที่ประนีประนอมกันไม่ได้ เช่นการทำรัฐประหารยึดอำนาจล้มอำนาจของพรรคการเมือง และความขัดแย้งยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อกลุ่มพลเรือนพ่อค้า

ได้พยายามจะหยั่งราก ลึกสู่กลุ่มพลเรือนเกษตรกรเพื่อจะผนึกกำลังทางการเมืองร่วมกัน ซึ่งหากปล่อยให้พัฒนาไปโดยสันติก็จะพัฒนาไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงก็ คือตัวแทนกลุ่มพลเรือนเป็นกลุ่มผลประโยชน์ใหญ่สุด ที่จะต้องขึ้นมามีอำนาจจากการเลือกตั้ง

แต่เนื่องจากระบอบปกครองของไทยยังเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช อำนาจการเมืองยังรวมศูนย์อยู่ที่กษัตริย์และขุนนางด้วยเหตุนี้กลุ่มขุนนาง ซึ่งเป็นกลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียวแต่มีการจัดตั้งเข้มแข็ง จึงไม่อาจจะยอมให้เกิดการพัฒนาอำนาจของพลเรือนให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ปกครอง

อย่างมั่นคงได้ ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยจึงนับวันจะยิ่งรุนแรงขึ้น ดังนั้นเหตุผลของการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนในทุกครั้งที่กล่าวอ้าง นั้นจึงเป็นเรื่องโกหก และความจริงที่เป็นเนื้อแท้ของความขัดแย้งก็คือการทำลายฐานอำนาจของกลุ่ม

พลเรือนพ่อค้านายทุนไม่ให้ก้าวขึ้นมาปกครองและเพื่อรักษาประโยชน์ทางสังคม ของกษัตริย์และขุนนางไว้เท่านั้นในสภาพความเป็นจริงกลุ่มพลเรือนของพ่อค้านายทุนก็มีความขัดแย้งกัน แบ่งเป็นหลายกลุ่มผลประโยชน์ ทั้งกลุ่มอาชีพ และกลุ่มการเมือง

ได้แก่การจัดตั้งพรรคการเมืองที่แบ่งกันเป็นหลายพรรคการเมือง ซึ่งเป็นสภาพธรรมชาติของระบอบประชาธิปไตย แต่แทนที่กษัตริย์และกลุ่มขุนนางจะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติโดยยืนดูอยู่ ห่างๆก็กลับกลายเป็นใช้เงื่อนไขแห่งธรรมชาติความแตกต่างทางความคิดนี้ขยายผล

ให้เป็นความแตกแยกและเข้าแทรกแซงหนุนหลังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทำให้กลุ่มขุนนางกลายเป็นตัวแปรที่สำคัญในทางการเมือง และสุดท้ายก็จบลงด้วยที่ทำการยึดอำนาจและใส่ร้ายป้ายสีบิดเบือนการเมือง ระบอบประชาธิปไตยเสมอมา

ในการแก่งแย่งอำนาจทางการเมืองกันระหว่างกลุ่มพลเรือนพ่อค้า รูปธรรมก็คือพยายามช่วงชิงกลุ่มคนยากจนซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ของสังคมเป็นพรรค พวก ในโครสร้างอำนาจของพรรคการเมืองด้วยทั้งโฆษณาใส่ร้ายซึ่งกันและกัน และพยายามจะหาคะแนนเสียงด้วยการอวดอ้างว่ากลุ่มตนเป็นผู้ให้ผลประโยชน์แก่

กลุ่มคนยากจนมากกว่าโดยมองไม่เห็นภัยของกลุ่มขุนนาง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความขัดแย้งทุกครั้งก็จบลงด้วยการรัฐประหารยึดอำนาจ และในระยะต้นฝ่ายขุนนางพวกทหาร ในฐานะหัวหน้าขุนนางก็จะพยายามหลอกลวงทำดีกับคนยากจนเช่นเดียวกับพวกพรรคการ

เมืองด้วยนโยบายแจกผลประโยชน์ และอวดอ้างคุณธรรม พร้อมทั้งโจมตีพวกพ่อค้านายทุนที่เป็นผู้นำพรรคการเมืองว่าเป็นผู้คิดคดทรยศ ต่อบ้านเมือง หาผลประโยชน์โดยมิชอบ เป็นนายทุนขูดรีดขูดเนื้อประชาชน แต่เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ก็ให้บทเรียนแก่ประชาชนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าพวก

ขุนนางที่เข้ามายึดอำนาจนั้นสุดท้าย คือฝูงเหลือบตัวจริงที่ครองอำนาจโดยการหลอกเรื่องคุณธรรมและความเชื่อทางไสย ศาสตร์ว่าพวกเขามีอำนาจด้วยบุญบารมีและห้ามตรวจสอบ ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มพลเรือนพ่อค้าที่มีอำนาจโดยขอความชอบธรรมจากประชาชนใน

รูปของนโยบายทางการเมือง และตรวจสอบได้ทุกๆ สี่ปี แต่อย่างไรก็ตามแม้คนในกลุ่มพ่อค้านายทุนด้วยกันเองจะขัดแย้งกันในทางการ เมือง และจะขัดแย้งกับกลุ่มขุนนางก็ตามที แต่คนทั้งสองกลุ่มนี้ก็เป็นกลุ่มคนที่ได้เปรียบทางสังคม เป็นเศรษฐีและเจ้าที่ดินซึ่งมีฐานะที่ดีกว่า

คนส่วนใหญ่ของสังคม ดังนั้นคน 2 กลุ่มนี้จึงมีผลประโยชน์ร่วมกัน และจะไม่แบ่งผลประโยชน์หลักให้แก่คนยากจนดังจะเห็นได้ว่า 50 กว่าปีที่ผ่านมานี้ไม่ว่าคนกลุ่มไหนจะไปมีอำนาจในสภา ก็จะไม่มีการออกกฎหมาย การจัดเก็บภาษีมรดก และการจัดเก็บภาษีที่ดินที่ก้าวหน้าได้เลย

ด้วยเพราะกระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ของคนทั้ง 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ 2 กับกลุ่มที่ 3 ดังที่กล่าวข้างต้น ซึ่งเป็นผลประโยชน์เดียวกันกับของสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะพระมหากษัตริย์เป็นผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทยที่รวยทั้งทรัพย์สิน ที่เป็นเงินสด ประกอบกับสินทรัพย์

และรวยที่ดินมากที่สุดในประเทศ ด้วยเหตุนี้เองกลุ่มพ่อค้านายทุน และกลุ่มขุนนาง จึงแย่งชิงสะสมสินทรัพย์ เงินทอง และที่ดินกันอย่างบ้าคลั่ง เพราะนอกจากเก็บภาษีการสะสมที่ดินเพียงนิดหน่อยเท่านั้น และไม่ต้องเสียภาษีมรดกอีกด้วย กลุ่มบุคคลผู้ได้เปรียบเหล่านี้

จึงระดมสะสมที่ดินกัน จึงทำให้ช่องว่างระหว่างกลุ่มคนจนกับคนรวยห่างกันยิ่งขึ้นไปอีก ผลประโยชน์ที่คนกลุ่มที่ 2 กับกลุ่มที่ 3 (เมื่อเป็นรัฐบาล) จัดให้แก่คนกลุ่มที่ 1 ซึ่งเป็นคนยากคนจนนั้น ก็เป็นเพียงเนื้อข้างเขียง ซึ่งเป็นเศษผลประโยชน์เพียงนิดหน่อยเท่านั้น

นื่องจากไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล ในสภาวะของประเทศด้อยพัฒนาเช่นประเทศไทยเรานี้ ก็ล้วนแต่เก็บภาษีได้น้อย ดังนั้นเมื่อนำภาษีไปจัดแบ่งเป็นผลประโยชน์ของเงินเดือนข้าราชการ การซื้ออาวุธ และครุภัณฑ์แล้ว ก็เหลือเงินจำนวนไม่มากที่จะผลักให้แก่ประชาชนในรูปเงินรัฐสวัสดิการ

หรือเงินภาคบริการสังคม ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายในโลกนี้ ล้วนแล้วแต่มีผลประโยชน์หลักๆ จากการเก็บภาษี การถือครองทรัพย์สินโดยเฉพาะที่ดิน และภาษีมรดกด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งเป็นฐานของรายรับของรัฐที่จะนำไปจัดบริการให้แก่คนยากคนจน,ในภาวะแห่ง ความขัดแย้งเช่นนี้

จึงเกิดการเรียกร้องผลประโยชน์ทางสังคมของคนยากคนจนอยู่ไม่ขาดสาย ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาข้างต้นจึงเกิดภาวะความขัดแย้งของกลุ่มคนทางสังคม ทั้ง 3 กลุ่มอันเป็นปกติตลอดเวลา 70 กว่าปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ดังนั้นไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ

ก็จะมีข้อจำกัดด้วยการแบ่งปันผลประโยชน์ไม่พอเพียงเกิดอยู่ร่ำไป ด้วยเหตุนี้สถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอำนาจมากที่สุด ในสังคม จึงอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบที่จะกำจัดอำนาจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ตนไม่พึงพอ ใจ และเพื่อนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดทางการเมือง

คือไม่ให้กลุ่มการเมืองใดมีความเข้มแข็งทางการเมืองอันอาจจะเป็นอันตรายต่อ อำนาจสูงสุดทางการเมืองของตนได้โดยการบริหารจัดการตามทฤษฎี “แบ่งแยกแล้วปกครอง” แต่ดำเนินการอย่างแนบเนียนในฐานะที่เสมือนเทพยาดาที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการ

เมืองด้วยการบริหารอำนาจผ่านผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยข้อจำกัดทางอำนาจของทุกรัฐบาลการดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ในภาวะโครงสร้างการเมืองปัจจุบันจึงกลายเป็น การสร้างความแตกแยกทางการเมืองมากกว่าที่จะสร้างสามัคคีทางการเมือง

ด้วยภาวะของการบริหารอำนาจในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่เช่นนี้เอง เราจึงไม่อาจจะมีรัฐบาลใดที่มีเสถียรภาพได้เลย รวมตลอดทั้งไม่อาจจะมีการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยและพัฒนาระบบพรรคการเมืองให้ เข้มแข็งเพื่อเป็นฐานของรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้ด้วยเช่นกัน

ซึ่งล่าสุดในต้นศตวรรษที่ 21 (ระหว่างปี 2544-2551) แม้จะเกิดระบบพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง และมีรัฐบาลที่เข้มแข็งในการแก้ปัญหาของประเทศปกติได้แล้วก็ตาม ก็ถูกอำนาจของกลุ่มขุนนางข้าราชการ ทำการก่อกวนและยึดอำนาจในที่สุด เมื่อ 19 กันยายน 2549

พร้อมทั้งยุบพรรคการเมืองและตัดสิทธิ์กรรมการการบริหารในปี 2550 ซึ่งเท่ากับกลุ่มขุนนาง ทำลายกระบวนการเติบโตของกลุ่มพลเรือนที่เข้มแข็งขึ้นเกินกว่าที่ราชสำนักจะ คุมได้เช่นในอดีตแล้ว
การบริหารอย่างมีข้อจำกัดของรัฐบาลทุกรัฐบาลนั้น ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า

แท้จริงแล้วรัฐบาลทุกรัฐบาลไม่มีอำนาจที่แท้จริงในการบริหารประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะวิกฤตที่มีความขัดแย้งทางความคิดและทางผลประโยชน์ ของกลุ่มคนด้วยแล้ว เราจึงเห็นรูปธรรมที่เป็นจริงว่าหากเกิดการรวมตัวของฝูงชนประท้วงรัฐบาล เมื่อใดแล้ว

ก็จะเป็นสัญญาณที่จะบ่งบอกถึงการพังทลายของรัฐบาลนั้นทันที โดยรัฐบาลไม่มีอำนาจที่จะจัดการทางกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น แม้จะมีตัวบทกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจน แต่ทุกรัฐบาลก็ไม่อาจจะใช้กลไกของทางราชการ ทหาร ตำรวจ เข้าจัดการได้

เหมือนอย่างเช่นในนานาอารยะประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เพราะตามความเป็นจริงแล้วทหาร ตำรวจ ไม่ใช่เครื่องมือของรัฐบาล แต่เป็นเครื่องมือของกษัตริย์ ดังคำกล่าวเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์ของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่ว่า

“จ๊อกกี้ไม่ใช่เจ้าของม้า ม้าเป็นของเจ้าของคอก ม้าไม่ต้องฟังคำสั่งจ๊อกกี้” อีกทั้งในอดีตก็พิสูจน์มาแล้วว่าแม้รัฐบาลมาจากทหารอาชีพซึ่งเปรียบเหมือน เป็นจ็อกกี้ ก็ไม่อาจจะบังคับบัญชาม้านั้นได้ เช่น รัฐบาล คมช.ในช่วงระหว่างปี 2549-2550

ก็ไม่อาจจะจัดการกับกลุ่ม นปช.ผู้ประท้วงได้ และหากรัฐบาลใดฝ่าฝืนกฎเกณฑ์นี้โดยใช้กำลังทหาร ตำรวจ เข้าปราบปรามการประท้วงรัฐบาลนั้นก็จะพังทลายเร็วขึ้นกว่าเดิมดังเช่นรัฐบาล พลเอก สุจินดา คราประยูร ในเหตุการณ์ปราบจลาจลพฤษภาทมิฬ เมื่อปี 2535 เป็นต้น

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เหตุการณ์จลาจลในปี 2551 ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทำการยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสถานีโทรทัศน์ NBT และยึดสนามบิน เพียงเพื่อขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ต่อเนื่องถึงรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

รัฐบาลก็ไม่กล้าดำเนินการใดๆ จนแม้ว่าเป็นการจลาจลอันไม่อาจจะทนได้โดยแม้รัฐบาลจะได้สั่งการโดยประกาศ ภาวะฉุกเฉินให้อำนาจแก่ทหารและตำรวจแล้ว แต่ทั้งทหารและตำรวจก็ไม่กล้าดำเนินการใดๆ เช่นกัน ด้วยเพราะทุกคนฟังอำนาจจากเบื้องบนเป็นหลัก จนเกิดการกล่าวขานว่า “ม็อบเส้นใหญ่” โดยนำมาจากคำตอบกระทู้ในสภาของ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: