*บริหารอำนาจผ่านข้อจำกัดของทุกรัฐบาล*

12/02/2010 at 4:10 pm (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
โดยโครงสร้างทางสังคมของประเทศด้อยพัฒนาทุกประเทศจะมีลักษณะปัญหาร่วมทาง สังคมที่คล้ายคลึงกันคือ มีช่องว่างทางสังคมระหว่างคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ กับคนร่ำรวย ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ

ส่วนคนกลุ่มที่เข้ามาสู่อำนาจรัฐก็จะเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของคนรวย แต่เฉพาะของสังคมไทยมีความสลับซับซ้อนทางโครงสร้างยิ่งกว่านั้นไปอีกกล่าว คือจะมีกลุ่มผลประโยชน์แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ที่ขัดแย้งกัน คือ

1.กลุ่มพลเรือนคนยากจนซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ ส่วนมากเป็นเกษตรกร และเป็นกรรมกรรับจ้างผู้ไร้สมบัติ ส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ในชนบท
2.กลุ่มพลเรือนพ่อค้านายทุน รวมถึงคนระดับกลาง ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของประเทศเมื่อเปรียบกับคนกลุ่มแรกและ ส่วนมากประกอบอาชีพค้าขายจะอยู่ในเมืองหลวง และชุมชนเมืองตามอำเภอและจังหวัด

3.กลุ่มขุนนางซึ่งเป็นคนหยิบมือเดียว เมื่อเปรียบเทียบกับคนกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 คนกลุ่มนี้เป็นข้าราชการ ทั้งข้าราชการพลเรือน ตำรวจ และทหาร แม้จะเป็นคนกลุ่มเล็กๆ ในสังคม แต่เนื่องจากมีระบบจัดตั้งเป็นองค์กร

และมีวัฒนธรรมองค์กรที่สืบเนื่องมายาวนานกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีการกล่อมเกลาทางสังคมวัฒนธรรม(Socialization) ที่เข้มแข็งให้มีสำนึกผูกพันและรับใช้โดยตรงต่อพระมหากษัตริย์ จากโครงสร้างของกลุ่มผลประโยชน์ 3 กลุ่มนี้

จะเห็นได้ว่ากลุ่มขุนนางแม้จะเป็นคนกลุ่มน้อยที่สุด แต่กลับเป็นกลุ่มชนที่มีอำนาจมากที่สุด เพราะได้รับการสนับสนุนทางอำนาจโดยตรงจากพระมหากษัตริย์เช่นการให้เครื่อง ราชอิสริยาภรณ์อันเป็นสัญลักษณ์เกียรติยศทางสังคม ซึ่งพ่อค้านายทุน และชาวนาชาวไร่จะไม่ได้รับเกียรติ์เช่นนี้

รวมตลอดทั้งการให้โอกาสแก่กลุ่มข้าราชการเข้าเฝ้าใกล้ชิดอยู่เสมอ อีกทั้งมีพิธีกรรมที่ให้ข้าราชการเข้าไปมีส่วนร่วมอยู่เสมอ ดังนั้นเมื่อประชาชนก้มหัวให้แก่พระมหากษัตริย์ก็ต้องก้มหัวให้แก่ทหาร ตำรวจ และข้าราชการผู้ใกล้ชิดพระองค์ด้วย

และการก้มหัวให้นั้นเองก็คือการยอมรับอำนาจที่อยู่เหนือกว่า ด้วยเหตุนี้จึงทำให้กลุ่มขุนนางมีเงื่อนไขทางสังคมที่ดูดเอาผลประโยชน์และ ทรัพยากรจากสังคมไปหล่อเลี้ยงพวกตนได้มากที่สุด ทำให้บ่อน้ำแห่งผลประโยชน์ทางสังคมเหลือน้อย

จำต้องแย่งกันระหว่างกลุ่มพลเรือนกลุ่มที่ 1 กับกลุ่มพลเรือนกลุ่มที่ 2 ซึ่งมีความเข้มแข็งกว่า จึงเป็นผลให้เกษตรกรคนยากจนทุกข์ยากยิ่งขึ้น และเกิดความขัดแย้งกัน แต่ในช่วงห้าทศวรรษที่ผ่านมานี้ กลุ่มพ่อค้านายทุนได้เติบใหญ่เข้มแข็งขึ้นมาก

และนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 กลุ่มพลเรือนพ่อค้านายทุนนี้ได้แสดงบทบาทนำทางการเมืองเด่นชัดมากขึ้น จากเดิมต้องแอบผู้อยู่ข้างหลังกลุ่มขุนนาง แต่ปัจจุบันกลับยืนอยู่หน้ากลุ่มขุนนาง

โดยอาศัยระบอบประชาธิปไตยเข้าสู่อำนาจในฐานะหัวหน้าพรรคการเมือง และเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีฐานะเป็นเจ้านายกลุ่มขุนนางโดยอาศัยระบอบการเมืองแบบรัฐสภา ผ่านการเลือกตั้ง ดังจะเห็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีส่วนมากที่มาจากนักธุรกิจ ซึ่งแตกต่างจากการเมืองก่อนปี 2500

ที่มีแต่นายทหารและขุนนางเป็นผู้นำอย่างเด่นชัด ซึ่งย่อมจะเกิดความไม่พอใจแก่กลุ่มขุนนาง ข้าราชการทั้งหลาย อีกทั้งกลุ่มพลเรือนพ่อค้าได้ใช้อำนาจรัฐแย่งชิงทรัพยากรจากขุนนางที่เคย อิ่มหมีพีมันมาแบ่งปันให้แก่กลุ่มชาวนาชาวไร่คนยากจน

เพื่อช่วงชิงให้เป็นพรรคพวกหรือนัยหนึ่งก็เพื่อขอแรงสนับสนุนทางการเมือง ในรูปของคะแนนเสียงโดยเสนอนโยบายที่เด่นชัดเช่นนโยบายประชานิยมของทักษิณ ยิ่งทำให้กลุ่มขุนนางไม่พอใจกลุ่มพลเรือนพ่อค้าที่ครองอำนาจมากยิ่งขึ้น ดังนั้นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกลุ่มพ่อค้านายทุน

กับกลุ่มขุนนาง จึงเป็นความขัดแย้งที่ชิงความเป็นใหญ่ในกรอบอำนาจทางการเมืองอยู่เสมอ ในช่วงห้าทศวรรษที่ผ่านมานี้นับตั้งแต่ความขัดแย้งในระดับที่ประนีประนอมกัน ได้ เช่นการทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างข้าราชการกับนักการเมือง

ในการบริหารงานราชการในภาวะที่มีการเลือกตั้ง และความขัดแย้งในระดับที่ประนีประนอมกันไม่ได้ เช่นการทำรัฐประหารยึดอำนาจล้มอำนาจของพรรคการเมือง และความขัดแย้งยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อกลุ่มพลเรือนพ่อค้าได้พยายามจะหยั่งราก ลึกสู่กลุ่มพลเรือนเกษตรกรเพื่อจะผนึกกำลังทางการเมืองร่วมกัน

ซึ่งหากปล่อยให้พัฒนาไปโดยสันติก็จะพัฒนาไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงก็ คือตัวแทนกลุ่มพลเรือนเป็นกลุ่มผลประโยชน์ใหญ่สุด ที่จะต้องขึ้นมามีอำนาจจากการเลือกตั้ง แต่เนื่องจากระบอบปกครองของไทยยังเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช

อำนาจการเมืองยังรวมศูนย์อยู่ที่กษัตริย์และขุนนางด้วยเหตุนี้กลุ่มขุนนาง ซึ่งเป็นกลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียวแต่มีการจัดตั้งเข้มแข็ง จึงไม่อาจจะยอมให้เกิดการพัฒนาอำนาจของพลเรือนให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ปกครอง อย่างมั่นคงได้ ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยจึงนับวันจะยิ่งรุนแรงขึ้น

ดังนั้นเหตุผลของการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนในทุกครั้งที่กล่าวอ้าง นั้นจึงเป็นเรื่องโกหก และความจริงที่เป็นเนื้อแท้ของความขัดแย้งก็คือการทำลายฐานอำนาจของกลุ่ม พลเรือนพ่อค้านายทุนไม่ให้ก้าวขึ้นมาปกครองและเพื่อรักษาประโยชน์ทางสังคม

ของกษัตริย์และขุนนางไว้เท่านั้น ในสภาพความเป็นจริงกลุ่มพลเรือนของพ่อค้านายทุนก็มีความขัดแย้งกัน แบ่งเป็นหลายกลุ่มผลประโยชน์ ทั้งกลุ่มอาชีพ และกลุ่มการเมือง ได้แก่การจัดตั้งพรรคการเมืองที่แบ่งกันเป็นหลายพรรคการเมือง

ซึ่งเป็นสภาพธรรมชาติของระบอบประชาธิปไตย แต่แทนที่กษัตริย์และกลุ่มขุนนางจะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติโดยยืนดูอยู่ ห่างๆก็กลับกลายเป็นใช้เงื่อนไขแห่งธรรมชาติความแตกต่างทางความคิดนี้ขยายผล ให้เป็นความแตกแยกและเข้าแทรกแซงหนุนหลังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ทำให้กลุ่มขุนนางกลายเป็นตัวแปรที่สำคัญในทางการเมือง และสุดท้ายก็จบลงด้วยที่ทำการยึดอำนาจและใส่ร้ายป้ายสีบิดเบือนการเมือง ระบอบประชาธิปไตยเสมอมาในการแก่งแย่งอำนาจทางการเมืองกันระหว่างกลุ่มพลเรือนพ่อค้า

รูปธรรมก็คือพยายามช่วงชิงกลุ่มคนยากจนซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ของสังคมเป็นพรรค พวก ในโครสร้างอำนาจของพรรคการเมืองด้วยทั้งโฆษณาใส่ร้ายซึ่งกันและกัน และพยายามจะหาคะแนนเสียงด้วยการอวดอ้างว่ากลุ่มตนเป็นผู้ให้ผลประโยชน์แก่

กลุ่มคนยากจนมากกว่าโดยมองไม่เห็นภัยของกลุ่มขุนนาง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความขัดแย้งทุกครั้งก็จบลงด้วยการรัฐประหารยึดอำนาจ และในระยะต้นฝ่ายขุนนางพวกทหาร ในฐานะหัวหน้าขุนนางก็จะพยายามหลอกลวงทำดีกับคนยากจนเช่นเดียวกับพวกพรรคการ

เมืองด้วยนโยบายแจกผลประโยชน์ และอวดอ้างคุณธรรม พร้อมทั้งโจมตีพวกพ่อค้านายทุนที่เป็นผู้นำพรรคการเมืองว่าเป็นผู้คิดคดทรยศ ต่อบ้านเมือง หาผลประโยชน์โดยมิชอบ เป็นนายทุนขูดรีดขูดเนื้อประชาชน แต่เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ก็ให้บทเรียนแก่ประชาชนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าพวก

ขุนนางที่เข้ามายึดอำนาจนั้นสุดท้าย คือฝูงเหลือบตัวจริงที่ครองอำนาจโดยการหลอกเรื่องคุณธรรมและความเชื่อทางไสย ศาสตร์ว่าพวกเขามีอำนาจด้วยบุญบารมีและห้ามตรวจสอบ ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มพลเรือนพ่อค้าที่มีอำนาจโดยขอความชอบธรรมจากประชาชนใน

รูปของนโยบายทางการเมือง และตรวจสอบได้ทุกๆ สี่ปี แต่อย่างไรก็ตามแม้คนในกลุ่มพ่อค้านายทุนด้วยกันเองจะขัดแย้งกันในทางการ เมือง และจะขัดแย้งกับกลุ่มขุนนางก็ตามที แต่คนทั้งสองกลุ่มนี้ก็เป็นกลุ่มคนที่ได้เปรียบทางสังคม

เป็นเศรษฐีและเจ้าที่ดินซึ่งมีฐานะที่ดีกว่า คนส่วนใหญ่ของสังคม ดังนั้นคน 2 กลุ่มนี้จึงมีผลประโยชน์ร่วมกัน และจะไม่แบ่งผลประโยชน์หลักให้แก่คนยากจนดังจะเห็นได้ว่า 50 กว่าปีที่ผ่านมานี้ไม่ว่าคนกลุ่มไหนจะไปมีอำนาจในสภา ก็จะไม่มีการออกกฎหมาย

การจัดเก็บภาษีมรดก และการจัดเก็บภาษีที่ดินที่ก้าวหน้าได้เลย ด้วยเพราะกระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ของคนทั้ง 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ 2 กับกลุ่มที่ 3 ดังที่กล่าวข้างต้น ซึ่งเป็นผลประโยชน์เดียวกันกับของสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะพระมหากษัตริย์เป็นผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทยที่รวยทั้งทรัพย์สิน

ที่เป็นเงินสด ประกอบกับสินทรัพย์ และรวยที่ดินมากที่สุดในประเทศ ด้วยเหตุนี้เองกลุ่มพ่อค้านายทุน และกลุ่มขุนนาง จึงแย่งชิงสะสมสินทรัพย์ เงินทอง และที่ดินกันอย่างบ้าคลั่ง เพราะนอกจากเก็บภาษีการสะสมที่ดินเพียงนิดหน่อยเท่านั้น และไม่ต้องเสียภาษีมรดกอีกด้วย

กลุ่มบุคคลผู้ได้เปรียบเหล่านี้ จึงระดมสะสมที่ดินกัน จึงทำให้ช่องว่างระหว่างกลุ่มคนจนกับคนรวยห่างกันยิ่งขึ้นไปอีก ผลประโยชน์ที่คนกลุ่มที่ 2 กับกลุ่มที่ 3 (เมื่อเป็นรัฐบาล) จัดให้แก่คนกลุ่มที่ 1 ซึ่งเป็นคนยากคนจนนั้น ก็เป็นเพียงเนื้อข้างเขียง

ซึ่งเป็นเศษผลประโยชน์เพียงนิดหน่อยเท่านั้น เนื่องจากไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล ในสภาวะของประเทศด้อยพัฒนาเช่นประเทศไทยเรานี้ ก็ล้วนแต่เก็บภาษีได้น้อย ดังนั้นเมื่อนำภาษีไปจัดแบ่งเป็นผลประโยชน์ของเงินเดือนข้าราชการ การซื้ออาวุธ และครุภัณฑ์แล้ว

ก็เหลือเงินจำนวนไม่มากที่จะผลักให้แก่ประชาชนในรูปเงินรัฐสวัสดิการ หรือเงินภาคบริการสังคม ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายในโลกนี้ ล้วนแล้วแต่มีผลประโยชน์หลักๆ จากการเก็บภาษี การถือครองทรัพย์สินโดยเฉพาะที่ดิน และภาษีมรดกด้วยกันทั้งสิ้น

ซึ่งเป็นฐานของรายรับของรัฐที่จะนำไปจัดบริการให้แก่คนยากคนจน,ในภาวะแห่ง ความขัดแย้งเช่นนี้ จึงเกิดการเรียกร้องผลประโยชน์ทางสังคมของคนยากคนจนอยู่ไม่ขาดสาย
ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาข้างต้นจึงเกิดภาวะความขัดแย้งของกลุ่มคนทางสังคม

ทั้ง 3 กลุ่มอันเป็นปกติตลอดเวลา 70 กว่าปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ดังนั้นไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ก็จะมีข้อจำกัดด้วยการแบ่งปันผลประโยชน์ไม่พอเพียงเกิดอยู่ร่ำไป ด้วยเหตุนี้สถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอำนาจมากที่สุด

ในสังคม จึงอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบที่จะกำจัดอำนาจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ตนไม่พึงพอ ใจ และเพื่อนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดทางการเมือง คือไม่ให้กลุ่มการเมืองใดมีความเข้มแข็งทางการเมืองอันอาจจะเป็นอันตรายต่อ อำนาจสูงสุดทางการเมืองของตน

ได้โดยการบริหารจัดการตามทฤษฎี “แบ่งแยกแล้วปกครอง” แต่ดำเนินการอย่างแนบเนียนในฐานะที่เสมือนเทพยาดาที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการ เมืองด้วยการบริหารอำนาจผ่านผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยข้อจำกัดทางอำนาจของทุกรัฐบาล

การดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ในภาวะโครงสร้างการเมืองปัจจุบันจึงกลายเป็น การสร้างความแตกแยกทางการเมืองมากกว่าที่จะสร้างสามัคคีทางการเมือง ด้วยภาวะของการบริหารอำนาจในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่เช่นนี้เอง เราจึงไม่อาจจะมีรัฐบาลใดที่มีเสถียรภาพได้เลย

รวมตลอดทั้งไม่อาจจะมีการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยและพัฒนาระบบพรรคการเมืองให้ เข้มแข็งเพื่อเป็นฐานของรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งล่าสุดในต้นศตวรรษที่ 21 (ระหว่างปี 2544-2551) แม้จะเกิดระบบพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง

และมีรัฐบาลที่เข้มแข็งในการแก้ปัญหาของประเทศปกติได้แล้วก็ตาม ก็ถูกอำนาจของกลุ่มขุนนางข้าราชการ ทำการก่อกวนและยึดอำนาจในที่สุด เมื่อ 19 กันยายน 2549 พร้อมทั้งยุบพรรคการเมืองและตัดสิทธิ์กรรมการการบริหารในปี 2550

ซึ่งเท่ากับกลุ่มขุนนาง ทำลายกระบวนการเติบโตของกลุ่มพลเรือนที่เข้มแข็งขึ้นเกินกว่าที่ราชสำนักจะ คุมได้เช่นในอดีตแล้วการบริหารอย่างมีข้อจำกัดของรัฐบาลทุกรัฐบาลนั้น ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แท้จริงแล้วรัฐบาลทุกรัฐบาลไม่มีอำนาจที่แท้จริงในการบริหารประเทศชาติ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะวิกฤตที่มีความขัดแย้งทางความคิดและทางผลประโยชน์ ของกลุ่มคนด้วยแล้ว เราจึงเห็นรูปธรรมที่เป็นจริงว่าหากเกิดการรวมตัวของฝูงชนประท้วงรัฐบาล เมื่อใดแล้ว ก็จะเป็นสัญญาณที่จะบ่งบอกถึงการพังทลายของรัฐบาลนั้นทันที

โดยรัฐบาลไม่มีอำนาจที่จะจัดการทางกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น แม้จะมีตัวบทกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจน แต่ทุกรัฐบาลก็ไม่อาจจะใช้กลไกของทางราชการ ทหาร ตำรวจ เข้าจัดการได้ เหมือนอย่างเช่นในนานาอารยะประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย

เพราะตามความเป็นจริงแล้วทหาร ตำรวจ ไม่ใช่เครื่องมือของรัฐบาล แต่เป็นเครื่องมือของกษัตริย์ ดังคำกล่าวเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์ของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่ว่า “จ๊อกกี้ไม่ใช่เจ้าของม้า ม้าเป็นของเจ้าของคอก ม้าไม่ต้องฟังคำสั่งจ๊อกกี้”

อีกทั้งในอดีตก็พิสูจน์มาแล้วว่าแม้รัฐบาลมาจากทหารอาชีพซึ่งเปรียบเหมือน เป็นจ็อกกี้ ก็ไม่อาจจะบังคับบัญชาม้านั้นได้ เช่น รัฐบาล คมช.ในช่วงระหว่างปี 2549-2550 ก็ไม่อาจจะจัดการกับกลุ่ม นปช.ผู้ประท้วงได้ และหากรัฐบาลใดฝ่าฝืนกฎเกณฑ์นี้โดยใช้กำลังทหาร ตำรวจ

เข้าปราบปรามการประท้วงรัฐบาลนั้นก็จะพังทลายเร็วขึ้นกว่าเดิมดังเช่นรัฐบาล พลเอก สุจินดา คราประยูร ในเหตุการณ์ปราบจลาจลพฤษภาทมิฬ เมื่อปี 2535 เป็นต้น ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เหตุการณ์จลาจลในปี 2551 ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทำการยึดทำเนียบรัฐบาล

ยึดสถานีโทรทัศน์ NBT และยึดสนามบิน เพียงเพื่อขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ต่อเนื่องถึงรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รัฐบาลก็ไม่กล้าดำเนินการใดๆ จนแม้ว่าเป็นการจลาจลอันไม่อาจจะทนได้โดยแม้รัฐบาลจะได้สั่งการโดยประกาศ ภาวะฉุกเฉินให้อำนาจแก่ทหารและตำรวจแล้ว

แต่ทั้งทหารและตำรวจก็ไม่กล้าดำเนินการใดๆ เช่นกัน ด้วยเพราะทุกคนฟังอำนาจจากเบื้องบนเป็นหลัก จนเกิดการกล่าวขานว่า “ม็อบเส้นใหญ่” โดยนำมาจากคำตอบกระทู้ในสภาของ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
Read More

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: