*รูปธรรมกำจัดอำนาจรัฐบาลถนอม-ประภาส*

13/02/2010 at 5:10 pm (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
แม้รัฐบาลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร เป็นผู้สืบต่ออำนาจจากรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่สนับสนุนให้อำนาจของราชสำนักเข้มแข็งและมั่นคงขึ้น แต่โดยเนื้อแท้ของรัฐบาลถนอม กิตติขจร

เป็นรัฐบาลของทหารที่ยังสืบต่อวัฒนธรรมทหารที่เป็นตัวของตัวเองไม่ขึ้นต่อ กษัตริย์ และทั้งจอมพลถนอมและจอมพลประภาส ก็เป็นทหารที่เคยสู้รบกับฝ่ายเจ้าในสงครามปราบกบฏพระองค์เจ้าบวรเดช เมื่อปี 2476 อีกทั้งได้แสดงศักยภาพในความเข้มแข็งที่จะสืบต่ออำนาจ

อันยาวนานในอนาคตด้วย การผนึกกำลังโดยอาศัยวัฒนธรรมเครือญาติโดยการแต่งงานระหว่าง พันเอกณรงค์ กิตติขจร ลูกชายจอมพลถนอม กับลูกสาวจอมพลประภาส โดยเห็นชัดถึงการถ่ายทอดอำนาจต่อให้แก่ทายาทคือพันเอกณรงค์ กิตติขจร อย่างแน่นอน

จึงเป็นที่หวาดระแวงของกษัตริย์ภูมิพลเป็นอย่างมากตลอดระยะเวลาการครองอำนาจของจอมพลถนอม และจอมพลประภาส ตั้งแต่ปี 2506 เป็นต้นมานับตั้งแต่การสิ้นชีวิตของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จนถึงปลายปี 2516จอมพลถนอมกิติขจร

และจอมพลประภาสได้แสดงบทบาทของการสืบทอดอำนาจแบบไร้กติกาโดยต่ออายุราชการ ให้จอมพลถนอม ให้มีอำนาจในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดถึง 2 ครั้ง และในขณะที่เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่แท้ๆ ก็ยังปฏิวัติตัวเองเพื่อรวบอำนาจทั้งหมดไว้กับตนโดยใช้อำนาจคณะปฏิวัติ

บริหารประเทศนานถึง 13 เดือนโดยไม่ขออำนาจจากราชสำนักเพื่อออกธรรมนูญการปกครองด้วย เท่ากับประเทศชาติบริหารโดยไม่มีกฎหมายอีกทั้งยังขยายอำนาจครอบงำทุกองค์กร แม้แต่องค์กรศาลที่เป็นฐานอำนาจอันเดียวของราชสำนักที่เป็นหนึ่งเดียวใน 3

อำนาจอธิปไตยที่ที่ปลอดจากอำนาจก้าวก่ายของทหารที่ขณะนั้นคุมสภาและคุมฝ่าย บริหารอย่างเหนียวแน่นโดยจอมพลถนอมในฐานะหัวหน้าคณะปฏิวัติเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2514 ออกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 299 ที่กำหนดให้รัฐบาลเข้ามาครอบงำอำนาจศาลได้ ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น

“กฎหมายโบว์ดำ”และจากจุดนี้เองรูปธรรมความขัดแย้งกับราชสำนักก็ปรากฏเด่นชัด ขึ้น โดยขบวนการต่อต้านรัฐบาลจอมพลถนอมได้ก่อตัวขึ้นจากผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ ในขณะนั้นคือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้เป็นเชื้อพระวงศ์ เป็นทั้งนักคิดนักเขียนเป็นนายทุนธนาคารเจ้าของกิจการธนาคารกรุงเทพพาณิช ยการ

และเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ก็ได้ใช้กระบอกเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจอมพลถนอม อย่างไม่กลัวเกรงและได้ส่งผลสะเทือนให้กลุ่มนักศึกษาปัญญาชนซึ่งนอนสงบนิ่ง มานานนับแต่ปี 2500 ที่ถูกปราบปรามสมัยจอมพลสฤษดิ์ ก็เริ่มฟื้นตื่นขึ้น

และก่อตัวร่วมกันระหว่างจุฬาและธรรมศาสตร์ ทำการประท้วงแบบค้างคืนต่อเนื่องยาวนานหลายวัน ณ ที่ทำการศาลที่สนามหลวงโดยอาจารย์กฎหมายในมหาวิทยาลัยสายราชสำนักให้การสนับ สนุนจนได้รับชัยชนะ และนับแต่นั้นขบวนการนักศึกษาเติบใหญ่และเชื่อมต่อ

กับผู้มีบารมีนอกรัฐ ธรรมนูญซึ่งในขณะนั้นเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นตัวแทนเชิงสัญลักษณ์กษัตริย์ภูมิพลฯ ทั้งในฐานะเชื้อพระวงศ์ และผู้ใกล้ชิด ข้อคิดเห็นทางการเมืองของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ที่แสดงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ

จึงเป็นธงนำการต่อต้านรัฐบาลของจอมพลถนอม โดยประชาชนกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ที่เสียประโยชน์จากนโยบายการบริหารราชการของรัฐบาลจอมพลถนอม ต่างก็ติดตามข่าวสารจากสยามรัฐแต่ทำอะไรไม่ได้ก็ได้แต่เก็บสะสมความชิงชัง

โดยเฉพาะกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างที่ไม่สามารถเกาะสายอำนาจได้ รวมตลอดถึงนโยบายการคุมอำนาจแบบเผด็จการ ก็ก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่นักศึกษา ปัญญาชน รวมตลอดทั้งครู อาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ มากยิ่งขึ้น ดังนั้นกลุ่มผลประโยชน์ที่ไม่พึงพอใจต่อนโยบาย

ของรัฐบาลจอมพลถนอม จึงเกิดการถักทอประสานมือกัน ซึ่งในขณะนั้นกลุ่มแกนนำการเคลื่อนไหวยังอยู่ในหมู่นักศึกษา ปัญญาชน เป็นหลักในด้านพรรคการเมือง ก็มีพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายเจ้ามาแต่เดิม และมีราชนิกูลคือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรค

ก็ทำการประสานเคลื่อนไหวกับกลุ่มนักศึกษา ปัญญาชน โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ก็เป็นที่สะสมกำลังพลนักคิดนักเขียนที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลของจอมพลถนอม, สยามรัฐจึงเป็นแหล่งขุมกำลังสำคัญซึ่งกำลังส่วนหนึ่งก็เชื่อมต่อกับพรรคประ ชาธิปัตย์ เช่น นายวีระ มุสิกะพงศ์

(เดิมเป็นนักเขียนค่ายสยามรัฐ) นามปากกา “ไข่มุกดำ” นายสมัคร สุนทรเวช นักเขียนนามปากกา “นายหมอดี” และบางคนก็เชื่อมต่อกับนักวิชาการในมหาวิทยาลัย เช่น ดร.เกษม ศิริสัมพันธ์ ซึ่งเป็นทั้งนักเขียน และเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย

และเมื่อโค่นล้มจอมพลถนอมแล้ว ดร.เกษม ก็ร่วมจัดตั้งพรรคกิจสังคมกับม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เป็นต้นขบวนการต่อต้านรัฐบาลถนอมได้สร้างภาพลักษณ์ที่น่าเกลียดน่าชังให้แก่รัฐบาล จอมพลถนอม ด้วยการเรียกขานว่าเป็นรัฐบาลครอบครัวบ้าง รัฐบาลทรราชบ้าง

แต่ที่ติดปากจนถึงทุกวันนี้คือ “รัฐบาลถนอม-ประภาส” และจากจุดอ่อนทั้งภาพลักษณ์ และเนื้อหาความเป็นเผด็จการที่ผูกขาดทั้งอำนาจทางเศรษฐกิจ และอำนาจทางการเมือง การทหาร ที่เตรียมปูทางให้พันเอกณรงค์ กิตติขจร ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก

และเป็นนายกฯ คนต่อไปแต่พ.อ.ณรงค์เป็นคนที่มีอุปนิสัยมุทะลุดุดัน จึงถูกเครือข่ายราชสำนักปล่อยข่าวเพื่อเตรียมโค่นล้มอำนาจว่าพันเอกณรงค์ เหิมเกริมคิดจะล้มล้างราชวงศ์เพื่อเตรียมตัวขึ้นเป็นประธานาธิบดี และอุกอาจถึงขนาดเคยชักปืนขึ้นยิงในพระบรมมหาราชวัง

ข่าวลือในทางร้ายเช่นนี้เกิดขึ้นหนาหูมากขึ้นทุกวัน จนสร้างกระแสเกลียดชังในหมู่ประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆในช่วงปี 2513 ถึง 2516 ได้เกิดกรณีเดินขบวนของนักศึกษาอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องเล็กน้อย หรือเรื่องใหญ่ เช่น การเดินขบวนต่อต้านการทุจริตในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,

การเดินขบวนต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น, เดินขบวนต่อต้านการล่าสัตว์ป่าในทุ่งใหญ่ของ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร และพรรคพวก, เดินขบวนต่อต้านการลบชื่อนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง และเริ่มเข้าสู่ประเด็นการต่อต้านทางการเมืองชัดเจนขึ้น

เช่น การเดินขบวนต่อต้านการยึดอำนาจตัวเองของจอมพลถนอม กิตติขจร เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2514 การเดินขบวนต่อต้านกฎหมายโบว์ดำที่ริดรอนอำนาจศาล จนกระทั่งเกิดการเดินขบวนเรียกร้องรัฐธรรมนูญจนเกิดเหตุการณ์จลาจลเมื่อ 14 ตุลาคม 2516

การเดินขบวนของนักศึกษาในช่วงตั้งแต่ปี 2513-2516 นี้ได้กลายเป็นสัญญาณทางสังคมที่บ่งบอกให้ราชสำนักมองเห็นถึงช่องทางการพัง ทลายของ “ระบอบถนอม-ประภาส” และแล้วสัญญาณที่จะพุ่งชนอำนาจทหารของถนอม-ประภาสก็ปรากฏชัดเจนขึ้น

และเมื่อมีนักศึกษาและอาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, จุฬาฯ และประชาชนรวมตัวกันลงลายมือชื่อรวม 99 คน ถวายฎีกาต่อกษัตริย์เพื่อขอพระราชทานรัฐธรรมนูญ (อาจารย์หลายคนในนั้น วันนี้ก็แสดงตัวชัดเจนว่าเป็นเครือข่ายราชสำนัก

เช่น นายชัยอนันต์ สมุทรวานิช เป็นต้น) และก็นัดชุมนุมเคลื่อนไหวเรียกร้องที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งมีนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ผู้พิพากษาผู้ใกล้ชิดวังเป็นอธิการบดี (ซึ่งช่างเป็นเรื่องพอเหมาะที่ลงตัวจริงๆ), ได้เกิดการจับกุมตัวแกนนำผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ 13 คน

จึงเกิดการชุมนุมใหญ่ขึ้นที่ธรรมศาสตร์ และในคืนวันที่ 13 ตุลาคม 2516 ขบวนนักศึกษาที่เรียกร้องรัฐธรรมนูญและให้ปล่อยตัวแกนนำที่ถูกจับทั้ง 13 คน ก็เคลื่อนขบวนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ภายใต้การนำของนายเสกสรร ประเสริฐกุล ผู้นำนักศึกษา

ซึ่งมีผู้คนเต็มถนนราชดำเนินประมาณไม่น้อยกว่า 5 แสนคน โดยไม่มีใครคาดฝันว่าจะมีคนมากถึงขนาดนี้ นายเสกสรร ก็ไม่สามารถจะควบคุมผู้คนที่มากมายขนาดนี้ได้ สุดท้ายนายเสกสรรจึงนำขบวนไปขอพึ่งบารมีที่วังสวนจิตรลดาแน่นไปหมด

ซึ่งสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้นก็ได้ปรากฏชัดถึงความขัดแย้งระหว่างฝ่าย รัฐบาลถนอม-ประภาส กับกษัตริย์ภูมิพลแล้ว ทุกฝ่ายจึงระมัดระวังตัวกันต่างคุมเชิงทางการเมืองกัน อีกทั้งก็เกิดความสงสัยว่านายเสกสรร ประเสริฐกุล ผู้นำมวลชนนักศึกษาในขณะนั้น

และพรรคพวกเป็นคอมมิวนิสต์Ù และถนอม-ประภาส ก็เชื่อว่ามีกลุ่มทหารพราน และตำรวจ ตชด.ที่มีวังหนุนหลังอยู่เข้าแทรกแซงด้วย ดังนั้นในช่วงเย็นของวันที่ 13 ตุลาคม 2516 รัฐบาลถนอม-ประภาส ก็ยอมปล่อยแกนนำทั้ง 13 คน

และพอตกค่ำก็ผ่อนปรนโดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 6 เดือน โดยแกนนำประกาศในที่ชุมนุมหน้าวังสวนจิต ผู้ชุมนุมต่างพอใจ และเตรียมการสลายตัวกลางดึกของคืนนั้น แต่กลัวจะเกิดอันตรายจึงรอให้ฟ้าสางก่อน จึงจะแยกย้ายกันกลับบ้าน

พอฟ้าเริ่มสางประมาณ 6 โมงเช้าของวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และยังหาคำตอบไม่ได้จนถึงปัจจุบันนี้ว่าใครเป็นผู้ออกคำสั่งให้ตำรวจที่ตรึง ฝูงชนอยู่หน้าวังสวนจิตรลดา เป็นผู้เปิดศึกใช้กระบองตีนักศึกษา จนฝูงชนแตกฮือ และกลายเป็นจลาจลขึ้น

และมีเหตุการณ์สำคัญที่ยืนยันได้ก็คือนักศึกษาหน้าวังที่แตกฮือนั้น ส่วนหนึ่งกระโดดลงคูน้ำรอบวัง และวิ่งหลุดเข้าไปในรั้วสวนจิตรลดาได้รับการต้อนรับอย่างดีจากราชสำนัก และในคืนของวันที่ 14 ตุลาคม 2516 นั้น ท่ามกลางความโกลาหล จอมพลถนอม

ได้เข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ และมีพระบรมราชโองการให้ออกไปนอกประเทศ และรับปากว่าเหตุการณ์สงบแล้วจะให้กลับมาใหม่ จอมพลถนอมและจอมพลประภาสจึงหนีออกนอกประเทศ แล้วเหตุการณ์ก็ค่อยๆ เริ่มสงบลง แต่สิ่งที่น่าสังเกตและเป็นที่สงสัยตลอดมา

ในทุกเหตุการณ์ความไม่สงบ เพื่อขับไล่รัฐบาลที่ราชสำนักไม่โปรดนั้น มักจะมีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นซึ่งจะคล้ายกับเหตุการณ์ล้มอำนาจรัฐบาลที่ เกิดขึ้นในภายหลังจนถึงปัจจุบัน คือ

— หลังจากถนอม-ประภาส-ณรงค์ หมดอำนาจแล้ว ก็ติดตามมาด้วยการยึดทรัพย์ทั้งหมดเป็นการตัดอำนาจ
— ทำท่าว่าจะดำเนินคดีกับถนอม-ประภาส-ณรงค์ กรณีสังหารประชาชน แต่แล้วก็ล้มเลิกกันไป

อดีตนายกฯ ทุกคนที่ถูกขับไล่หรือถูกยึดอำนาจ สุดท้ายก็ไม่มีอะไร และทุกคนจะมาเข้าเฝ้าในพระราชพิธีสำคัญ โดยนั่งอยู่ในปรัมพิธีเดียวกัน ดูคล้ายๆ สุสานนายกรัฐมนตรี
Read More

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: