*รูปธรรมการกำจัดอำนาจรัฐบาลสังคมนิยมอ่อนๆ*

14/02/2010 at 5:10 pm (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
เมื่อรัฐบาลถนอม-ประภาส-ณรงค์ ถูกกำจัดอย่างสิ้นซาก ก็ถือได้ว่าราชสำนักก็หมดเสี้ยนหนามแล้ว และรัฐบาลที่เกิดขึ้นใหม่ก็เป็นรัฐบาลที่ขึ้นต่อราชสำนัก คือรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ รัฐบาลม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช

ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ แต่เนื่องจากพลังนักศึกษาที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการ โค่นล้มรัฐบาลเผด็จการทหารถนอม-ประภาส-ณรงค์ ตามความต้องการของราชสำนักนั้น ถือเป็นครั้งแรกที่ขบวนการนักศึกษาประชาชนผนึกกำลังกัน

และโค่นล้มรัฐบาลได้อย่างฉับพลันจึงยังไม่มีใครทำนายได้ว่าพลังนี้จะเคลื่อน ตัวไปในทิศทางใด รวมทั้งราชสำนักก็ไม่อาจจะควบคุมได้ ปรากฏว่าพลังนักศึกษาประชาชนได้พัฒนากลายเป็นพลังประชาธิปไตยที่ต้องการ สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค

และความเป็นธรรมทางสังคม โดยพลังนักศึกษาเหล่านี้ได้เกิดการจัดองค์กรมากมายหลากหลายรูปแบบ แต่มีอุดมการณ์หลักๆ เหมือนกัน คือต้องการเห็นความเป็นธรรมทางสังคม ทุกกลุ่มมุ่งเข้าหาประชาชน มุ่งสู่ชนบทเพื่อต่อสู้เรื่องสิทธิในที่ทำกิน

ต่อต้านการขูดรีดค่าเช่านา มุ่งสู่โรงงาน สนับสนุนการต่อสู้เพื่อเรียกร้องค่าแรงที่เป็นธรรม และสิทธิการรวมตัวจัดตั้งองค์กรสหภาพแรงงาน และมุ่งสู่คนยากจนในแหล่งชุมชนแออัดในเมือง ต่อสู้เพื่อสิทธิในที่อยู่อาศัย และส่วนที่ก้าวหน้ามากๆ

ก็เห็นปัญหาว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดจากการกดขี่ ขูดรีด และหลอกลวงของสถาบันกษัตริย์ จึงเดินทางเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จับอาวุธลุกขึ้นต่อสู้เพื่อโค่นล้มอำนาจของราชสำนักก็มีในสภาวการณ์ที่กระแสเรียกร้องความเป็นธรรมขึ้นสู่กระแสสูง

จึงเกิดการตื่นตัว ทางความคิดเกี่ยวกับลัทธิสังคมนิยม ว่าเป็นระบบเศรษฐกิจที่เหมาะกับประเทศไทยเพราะมีคนยากจนอยู่มาก ควรจะนำระบบเศรษฐกิจแนวสังคมนิยมมาใช้ในประเทศไทยเพื่อเฉลี่ยสุขจากคนรวยให้ แก่คนจน

และในทางการเมืองก็เกิดพรรคแนวนโยบายสังคมนิยมขึ้นได้แก่พรรคพลังใหม่ พรรคแนวร่วมสังคมนิยม และพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ซึ่งจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2517 ประชาชนในชนบทก็พึงพอใจนโยบายสังคมนิยม จึงมี ส.ส.ของทั้ง 3 พรรคนี้

เข้ามาจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ฉวยโอกาสเน้นการโหนกระ แสเป็นหลัก และขณะนั้นรัฐบาลม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ในช่วงท้ายก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จึงประกาศตัวเป็นสังคมนิยมอ่อนๆ จึงทำให้ราชสำนักไม่ไว้วางใจ

ยิ่งก่อนหน้านี้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ก็เปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศจีนคอมมิวนิสต์ โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ นายกรัฐมนตรีเดินทางไปกรุงปักกิ่ง จับมือเมาเซตุงศัตรูหมายเลข 1 ของราชวงศ์ด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้ราชสำนักไม่มั่นใจต่อบทบาทของพี่น้องสกุลปราโมช ในขณะนั้น

ในสภาพการเช่นนี้จึงเกิดการผลักดันให้จัดตั้งองค์กรอุดมการณ์ขวาจัดขึ้นมา มากมาย เป็นเครือข่าย เพื่อปกป้องราชสำนัก มีการถ่ายเทพลังสู่บุคคลให้มีอำนาจเชิงสัญลักษณ์ เช่น พล.ต.สุดสาย เทพหัสดิน หัวหน้ากลุ่มกระทิงแดง

ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนอาชีวะที่มีพฤติกรรมเป็นนักเลงเพื่อเอาไว้ต่อสู้ ทำลายองค์กรนักศึกษา พันโทอุทาน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา หัวหน้าสถานีวิทยุยานเกราะ ผู้ทำหน้าที่ปลุกระดมทางความคิดโดยใช้วิทยุยานเกราะเป็นกระบอกเสียง(คล้าย กับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ใช้สถานี ASTV

ปลุกระดมในวันนี้) พล.ต.ต.สุรพล จุลพราหมณ์ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ในฐานะแกนนำองค์กรลูกเสือชาวบ้าน ดร.วัฒนา เขียววิมล แกนนำกลุ่มนวพล และพระกิตติวุฒโท เจ้าอาวาสวัดจิตภาวัน แกนนำกลุ่มสงฆ์ต่อต้านคอมมิวนิสต์

และกลุ่มบุคคลในกลุ่มอาชีพที่น่าเชื่อถือ คือ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ผู้พิพากษาศาลฎีกา และเป็นอาจารย์ สอนกฎหมายพร้อมเครือข่าย เช่น นายดุสิต ศิริวรรณ อาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนายสมัคร สุนทรเวช ในฐานะนักการเมืองที่มีแนวความคิดขวาจัด

ในขณะนั้นได้รวมศูนย์การโจมตีพรรคการเมืองแนวสังคมนิยม และพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นรัฐบาลโดยประกาศนโยบายสังคมนิยมอ่อนๆ ในขณะนั้นว่า “สังคมนิยมทุกชนิดเป็นคอมมิวนิสต์ทั้งนั้น” ทั้งนี้เพื่อสร้างเอกภาพทางความคิดให้ฝ่ายขวาจัดรังเกียจแนวความคิดทางการ

มืองทุกชนิดที่จะมีผลกระทบต่ออำนาจของราชสำนัก ดังนั้นบุคคลผู้เป็นแกนนำขวาจัดที่กล่าวถึงข้างต้นเหล่านี้ก็ได้แสดงบทบาท เป็นกลุ่มผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญที่กระทำการเคลื่อนไหวอยู่เหนือกฎหมาย มีอาวุธติดตัว ขว้างระเบิด ยิงปืนใส่กลุ่มนักศึกษา

มีการลอบฆาตกรรมผู้นำชาวนา กรรมกร และผู้นำนักศึกษา รวมตลอดทั้งฆ่าผู้นำทางการเมือง เช่น การฆ่า ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน เลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย โดยไม่มีการดำเนินคดีใดๆ กับผู้กระทำผิด (คล้ายกับเหตุการณ์ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ไม่ดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ ในขณะนี้)

รวมตลอดทั้งพระกิตติวุฒโฑ ที่กล่าวถ้อยคำอย่างผิดพระวินัยอย่างชัดเจนว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาปคล้ายกับฆ่าปลาทำแกงไปถวายพระ”(คล้ายกับพระโพธิรักษ์ แห่งสันติอโศกที่เป็นแกนนำขึ้นเวทีปราศรัยการชุมนุมของพันธมิตรฯ) ก็ไม่ถูกดำเนินการทางวินัยสงฆ์และทางกฎหมาย

การเคลื่อนไหวของกลุ่มขวาจัดต่างๆ เหล่านี้ บ่อยครั้งที่องค์พระมหากษัตริย์ลงไปร่วมงานด้วย เช่นการไปมอบธงเมื่อเสร็จการอบรมลูกเสือชาวบ้าน การไปทำบุญที่วัดจิตตภาวัน เป็นต้น(คล้ายกับที่สมเด็จพระราชินีไปร่วมงานกับพันธมิตรฯ โดยไปเป็นประธานเผาศพน.ส.อังคณา หรือน้องโบ)

แล้วในที่สุดก็ถึงเหตุการณ์สำคัญ คือ การกลับมาของจอมพลถนอมตามคำสัญญาจากราชสำนัก โดยจอมพลถนอมได้บวชเป็นเณรเข้ามาในประเทศไทย และหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่าราชสำนักมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงก็คือพระที่เป็น อุปัฌชาโดยเดินทางไปรับถึงสนามบินดอนเมืองในขณะนั้น

คือพระญาณสังวร จากวัดบวร ซึ่งเป็นพระที่มีความใกล้ชิดกับพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอย่างยิ่ง(ในอดีตก่อน หน้านั้นเป็นพระพี่เลี้ยงของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลขณะทรงผนวชที่วัดบวร และหลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และอีกไม่นานพระญาณสังวรก็ได้รับสถาปนาให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช)

การกลับมาของเณรถนอม และการจัดพิธีกรรมการบวชพระให้เป็นที่เรียบร้อยได้กลายเป็นชนวนระเบิดก่อให้ เกิดการเปลี่ยนทางการเมืองครั้งสำคัญที่เป็นรอยด่างทางประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่เลวร้ายที่สุด คือเหตุการณ์สังหารหมู่นิสิตนักศึกษากลางเมืองที่เรียกปากต่อปากว่า

“เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519” ซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นการเตรียมการสังหารหมู่มากกว่าอุบัติเหตุทางการเมือง ด้วยเหตุผล 3 ประการคือ

1.ขณะนั้นสถานการณ์มีความวุ่นวายทางการเมืองจากการประท้วงเรียกร้องทาง เศรษฐกิจของกรรมกร และชาวนา เนื่องจากชีวิตที่ทุกข์ยากของพวกเขาท่ามกลางกลิ่นไอสงครามประชาชนจากการ เคลื่อนไหวปฏิวัติด้วยกำลังอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์ในชนบท
Read More

ที่ชูธงการปฏิวัติ ที่ดินโดยจะยึดที่ดินของกษัตริย์ และเจ้าที่ดินทั้งหลายมาแบ่งให้แก่ชาวนาผู้ยากไร้ทั้งหมด และสถานการณ์ในเมืองที่มีการปลุกระดมองค์กรมวลชนฝ่ายขวา โดยสร้างกระแสขวาพิฆาตซ้าย โดยมีสถานีวิทยุยานเกราะโดย พท.อุทาน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา

เป็นแกนนำ ปลุกใจให้ประชาชนที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมรวมพลังออกมาปกป้องสถาบันพระมหา กษัตริย์ โดยพุ่งเป้าไปที่นิสิต นักศึกษา โดยกล่าวหาว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์และตรียมการกวาดล้างนิสิต นักศึกษาครั้งใหญ่ (ซึ่งคล้ายกับเหตุการณ์ปัจจุบัน ในปี 2549-2552 ที่สถานีโทรทัศน์ ASTV

ทำหน้าที่เหมือนวิทยุยานเกราะ และนายสนธิ ลิ้มทองกุล ทำหน้าที่คล้ายกับ พท.อุทานฯ) และเกิดการลอบฆาตกรรมผู้นำนักศึกษา เช่น ในเดือนกุมภาพันธ์ 2519 เกิดการลอบสังหารนายปรีดี จินดานนท์ และนายอมเรศ ไชยสะอาด ผู้นำนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล,

28 กุมภาพันธ์ 2519 ลอบสังหารนายบุญสนอง บุญโยทยาน เลขาธิการพรรคสังคมนิยม และเกิดการขว้างระเบิดเข้าไปในการชุมนุมขับไล่ฐานทัพอเมริกาหน้าโรงหนังสยาม เมื่อ 21 มีนาคม 2519 มีคนเสียชีวิต 4 คน เป็นต้น

2.หลังจากถูกขับออกนอกประเทศเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 แล้วการกลับมาของจอมพลถนอม เป็นความพยายามที่แสดงออกมาหลายครั้ง และทุกครั้งที่เหยียบแผ่นดิน นิสิต นักศึกษาก็จะประท้วงรุนแรงทุกครั้งด้วยเคียดแค้นที่รัฐบาลถนอม-ประภาส สั่งฆ่านักศึกษา ประชาชน

เมื่อเหตุการณ์นองเลือด 14 ตุลาคม และรัฐบาลประชาธิปัตย์ในขณะนั้นไม่ยอมดำเนินคดีกับฆาตกร ดังนั้นการกลับมาครั้งล่าสุดด้วยการบวชเณร และบวชพระโดยพระญาณสังวร(สังฆราชองค์ปัจจุบัน) ผู้ใกล้ชิดพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลดำเนินการจึงเป็นการสร้างความชอบธรรมเชิง

สัญลักษณ์ว่าราชสำนักได้เห็นชอบแล้วและเพื่อเรียกร้องความเห็นใจว่าสังคมควร ยินยอมเพราะ จอมพลถนอมยอมแล้วด้วยการห่มผ้าเหลืองเพื่อชี้ให้เห็นว่านิสิต นักศึกษา เป็นฝ่ายที่ไม่มีศาสนา และต่อต้านสถาบันกษัตริย์หมายถึงพวกคอมมิวนิสต์ตามที่รัฐเผด็จการในขณะนั้น ได้สร้างภาพไว้

3.รู้ทั้งรู้ว่าเมื่อจอมพลถนอมกลับมาต้องเกิดเรื่องแน่แต่ราชสำนักก็ยังยอม เพราะหากไม่ยอมถนอมก็จะกลับเข้ามาไม่ได้ จึงเป็นเรื่องเจตนาที่ประสงค์ต่อผล(เปรียบเทียบกับปัจจุบันนี้เมื่อราชสำนัก ไม่ยินยอมทักษิณก็กลับเข้าประเทศไม่ได้)

แล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามความคาดหมาย เมื่อนิสิต นักศึกษา รวมตัวประท้วงใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมทั้งเกิด จุดปะทุที่อยู่ๆระหว่างการชุมนุมก็ที่มีภาพการเล่นละครในมหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ที่แสดงภาพเลียนแบบการแขวนคอกรรมกร 2 คน

ที่ร่วมการประท้วงขับไล่การกลับมาของจอมพลถนอมที่นครปฐม แต่หน้าตัวแสดงคนหนึ่งกลับกลายไปมีหน้าคล้ายพระพักตร์ของเจ้า ฟ้าชายโดยหนังสือดาวสยาม ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์แนวขวาจัดในขณะนั้นเป็นผู้ตีพิมพ์เป็นฉบับแรก และในภาวะชุลมุนนั้นความเข้าใจผิด

ความเกลียดชัง ก็ขยายตัวที่ยากจะควบคุมแล้วก็เกิดเงื่อนไขการฉวยโอกาสของกลุ่มการเมืองขวา จัดกลุ่มต่างๆ ที่สร้างเครือข่ายไว้แต่เดิมแล้ว ก็ได้จุดกระแสร่วมมือกันโดยสร้างเอกภาพทางความคิดผ่านศูนย์กลางที่สถานี วิทยุยานเกราะ โดยปลุกระดมให้องค์กรขวาจัด

และมวลชนลูกเสือชาวบ้าน ออกมาปกป้องราชบัลลังก์โดยล้อมปราบ เข่นฆ่านักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมกันอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างบ้า คลั่ง และในขณะเดียวกันนายสมัคร สุนทรเวช ก็ป่าวประกาศว่าในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีอุโมงค์สะสมอาวุธ

และมีพวกเวียตนามร่วมชุมนุมประท้วงด้วย และนอกจากกล่าวหานักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว นายป๋วย อึ้งภากรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(เป็นอธิการบดีต่อจากนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งได้รับโปรดเกล้าเป็นนายกรัฐมนตรีหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516)

ซึ่งเคยเป็นอดีตเสรีไทย และเป็นข้าราชการที่ซื่อสัตย์สุจริต ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ด้วยเช่นกัน เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เชื่อว่าเป็นการทำงานของเครือข่ายราชสำนักทั้งสิ้นภาพเหตุการณ์ฆาตกรรมกลางสนามหลวงด้วยการจับนักศึกษาแขวนคอ

จับเผาทั้งเป็นด้วยยางรถยนต์ นักศึกษาถูกยิง ถูกแทงอย่างสยดสยอง นักศึกษาหญิงที่เสียชีวิตถูกเอาไม้ตำที่ช่องคลอดดูน่าอเนจอนาถ ด้วยฝูงชนฝ่ายขวาเชื่อว่าเป็นการกระทำเพื่อรักษาราชบัลลังก์เมื่อ 6 ตุลาคม 19 ได้กลายเป็นคราบเลือดทางประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจลบเลือนได้

ในตอนค่ำของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก็เกิดการยึดอำนาจล้มรัฐบาลนโยบายสังคมนิยมอ่อนๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ และกวาดล้างพรรคการเมืองแนวคิดสังคมนิยมทั้งหมด โดยมีพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ เป็นผู้นำการยึดอำนาจ และมีพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์

เป็นเลขาธิการของคณะผู้ยึดอำนาจในนามคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินโดยการเห็น ชอบอย่างวางเฉยทางการเมืองจากกษัตริย์ภูมิพลเช่นเคยแต่ก็ปรากฏว่าบุคคลผู้ ใกล้ชิดราชสำนักคือนายธานินทร์ กรัยวิเชียรได้รับโปรดเกล้าขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี (ปัจจุบันเป็นองคมนตรี)

และในวันรุ่งขึ้นราชสำนักก็ส่งพระบรมวงศานุวงศ์ไปเยี่ยมเจ้าหน้าที่ และพวกลูกเสือชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บจากการไปล้อมปราบทำร้ายนักศึกษาที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนนิสิต นักศึกษาและประชาชนที่บาดเจ็บล้มตาย ไม่เพียงแต่ไม่ได้รับการเหลียวแลเลย

แล้วยังไม่มีการดำเนินการใดๆ กับฆาตกรที่เข่นฆ่านิสิต นักศึกษาประชาชน อีกด้วยการขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร นั้น นายบุญชนะ อัตถากร นักการเมืองอาวุโสในยุคนั้นได้ยืนยันว่าเป็นการชี้แนะมาจากพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว

เหตุการณ์โหดร้ายในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 พร้อมกับการล้มรัฐบาล มรว.เสนีย์ ปราโมช และการเกิดรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ประเภทม้วนเดียวจบเช่นนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการกระทำของเครือข่ายราชสำนักอย่างแน่นอน
Read More

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: