*รูปธรรมการกำจัดอำนาจรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์*

15/02/2010 at 1:29 pm (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
มื่อรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้รับการแต่งตั้งแล้วก็รับสนองแนวคิดของราชสำนักอย่างชัดเจน โดยทำการกวาดล้างแนวคิดสังคมนิยมทั้งหมดตามคำกล่าวหาของฝ่ายขวาที่ว่า “สังคมนิยมทุกชนิด เป็นคอมมิวนิสต์ทั้งนั้น”

โดยออกกวาดจับนักศึกษา ประชาชนทุกคน โดยเข้าตรวจค้นทุกบ้านที่มีหนังสือแนวคิดสังคมนิยม ซึ่งขณะนั้นมีวางขายเกลื่อนกลาดทั่วไป เป็นผลทำให้เกิดความหวาดกลัว ประเทศไทยกลายเป็นอาณาจักรแห่งความหวาดกลัว โดยนายกรัฐมนตรี ธานินทร์ กรัยวิเชียร

ไม่แสดงความสะทกสะท้านแต่อย่างใดต่อสายตาชาวโลกเลย แถมยังประกาศด้วยว่าจะใช้เวลาครองอำนาจ 12 ปี เพื่ออบรมให้เยาวชนมีความเข้าใจต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุข โดยเยาวชนจะต้องรู้จักหน้าที่และรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ซึ่งเป็นการสร้างประชาธิปไตยใหม่ในแนวทางของเขา ซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นการรับแนวคิดมาจากราชสำนัก และจากนโยบายขวาจัด ปราบปรามนักศึกษา ประชาชน ที่มีแนวคิดต่างจากรัฐบาลเช่นนี้ ทำให้มีผู้คนหวาดกลัวหนีตายไปเข้าร่วมกับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่ง

ประเทศไทยในป่าเขาที่มีอยู่ทุกภาคของประเทศไทยเต็มไปหมดในขณะนั้นทำให้กองทัพที่ติดอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเติบใหญ่ ขึ้นทันที เมื่อรัฐบาลของนายธานินทร์ได้แสดงฤทธิ์เดชไปสักระยะหนึ่งประมาณ 12 เดือน เท่านั้น

ก็มีนายทหารกลุ่มหนึ่งไม่เห็นด้วยกับแนวนโยบายของรัฐบาลนายธานินทร์ นำโดยพล.ร.อ.สงัด ชะลออยู่(หัวหน้าคณะปฏิรูปเจ้าเก่า) และพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งเป็นเลขาธิการคณะผู้ยึดอำนาจอยู่เดิม โดยร่วมกับกลุ่มนายทหารยังเตอร์ก

ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติการคุมกำลัง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเตรียมทหารรุ่น 7 เป็นฐานกำลังให้แก่พลเอกเกรียงศักดิ์ก็เข้ายึดอำนาจอีกครั้งหนึ่งโดยล้ม รัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เมื่อ 20 ตุลาคม 2520 โดยให้เหตุผลว่า “นโยบายพัฒนาประชาธิปไตย 12 ปีนั้น

เป็นเวลาที่นานเกินความจำเป็น และไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน คณะทหารตำรวจ และพลเรือนเห็นสมควรให้ปรับปรุงระยะเวลาที่จะพัฒนาประชาธิปไตยเสียใหม่ คือกำหนดเป้าหมายให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2521

การกระทำของคณะทหารที่ล้มแผนการวางรากฐานประชาธิปไตยที่ให้เยาวชนเกิดความ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ตามแนวทางของราชสำนักนี้ทำให้เกิดความไม่พอใจของราชสำนัก กล่าวคือทันทีที่นายธานินทร์ หลุดจากนายกรัฐมนตรีด้วยการยึดอำนาจนี้กษัตริย์ภูมิพลก็แต่งตั้งให้นาย ธานินทร์ขึ้นเป็นองคมนตรี

นับแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบันนี้รัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกของสภานโยบายที่ พลเอกเกรียงศักดิ์แต่งตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2520 ซึ่งต้องใช้เวลาหลังการยึดอำนาจถึง 21 วัน ทำให้เป็นที่น่าสังเกตมากว่าเกิดการต่อรองกันภายใน

อันเป็นผลมาจากความไม่พอใจของราชสำนัก และเมื่อขึ้นบริหาร พลเอกเกรียงศักดิ์ได้หักล้างแนวคิดของราชสำนักทั้งหมดด้วยการกระชับความ สัมพันธ์กับรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์ที่รัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปูทางไว้ก่อนหน้านี้ โดยต้อนรับการมาเยือนของรองนายกฯ

เติ้ังเสี่ยวผิงเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2521 และเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลคอมมิวนิสต์เวียตนาม โดยเชิญนายกรัฐมนตรีฟ่ามวันดง ซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ตัวฉกาจในสายตาราชสำนัก มาเยี่ยมเมืองไทยเมื่อ 6 กันยายน 2521 พร้อมทั้งออกประกาศนิรโทษกรรมให้แก่นิสิต

นักศึกษา ที่หนีเข้าไปร่วมปฏิวัติกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเมื่อ 16 กันยายน 2521 และให้มีโครงการ “คืนสู่เหย้า” หรือ “กลับคืนสู่ห้องเรียน” ก็ได้มีนักศึกษาจำนวนหนึ่งกลับคืนสู่เมือง โดยกลับมาเรียนหนังสือต่อในมหาวิทยาลัย โดยพลเอกเกรียงศักดิ์

ได้จัดเลี้ยงอาหารให้แก่ผู้นำนักศึกษาชุดแรกโดยถ่ายภาพร่วมกันตีพิมพ์ในหน้า หนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับจากนโยบายที่กลับหลังหันของรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เช่นนี้ ดูจะไม่ได้รับความพึงพอใจจากราชสำนักอย่างมาก และแล้วเครือข่ายราชสำนักก็เริ่มทำงานอีก

โดยเกิดกระแสข่าวลือทั่วไปว่า“พลเอกเกรียงศักดิ์ไม่เคารพในหลวง” “พลเอกเกรียงศักดิ์ชอบเมาเหล้าเข้าเฝ้าในหลวง”เนื่องจากพลเอกเกรียงศักดิ์ เป็นคนชอบดื่มบรั่นดี เป็นชีวิตจิตใจ และชอบทำกับข้าว และบ่อยครั้งสื่อมวลชนก็จะลงภาพการทำกับข้าวที่พลเอกเกรียงศักดิ์เวลาออกหา

เสียงทางการเมืองโดย แสดงฝีมือทำกับข้าวเลี้ยงประชาชน และเลี้ยงแขกทั่วไป ด้วยภาพการเทบรั่นดีลงในกระทะขณะกำลังปรุงอาหาร, กับข้าวที่ขึ้นชื่อของพลเอกเกรียงศักดิ์ คือแกงเขียวหวานใส่บรั่นดี และในวันที่ 5 ธันวาคม อันเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา

ซึ่งเป็นวันสำคัญที่นายกรัฐมนตรีทุกคนจะต้องเป็นผู้นำถวายพระพรพระมหา กษัตริย์ที่กลางท้องสนามหลวง ปรากฏว่าพลเอกเกรียงศักดิ์ ก็นำถวายพระพรแตกต่างจากอดีตนายกฯ ทุกคน คือจะถือแก้วบรั่นดีดื่มถวายพระพร ดังนั้นข่าวลือจากเครือข่ายราชสำนักที่ว่า

“พลเอกเกรียงศักดิ์ ไม่เคารพในหลวง ชอบเมาเหล้าเข้าเฝ้า” ก็เป็นเรื่องจริงจังมีเหตุผลในที่สุดจุดจบของพลเอกเกรียงศักดิ์ ก็มาถึงในลักษณะที่ทุกรัฐบาลจะต้องพบก็คือข้อจำกัดของทุกรัฐบาลในการบริหาร ประเทศคือปัญหาความขัดแย้งของกลุ่มผลประโยชน์ตามที่ได้กล่าวข้างต้น

แต่หากราชสำนักยังหนุนหลังอยู่ก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่กรณีนี้ดูเหมือนว่าราชสำนักไม่เป็นที่พึงพอใจเสียแล้ว ในที่สุดรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ก็เดินเข้ากับดักของวิกฤตเศรษฐกิจ, โดยรัฐบาลได้อนุมัติให้ขึ้นราคาน้ำมัน (ขณะนั้นรัฐบาลเป็นผู้ควบคุมราคาน้ำมัน ราคาไม่ได้ลอยตัวอย่างเช่นปัจจุบัน)

ทำให้ข้าวของขึ้นราคา และรถเมล์ขึ้นราคาตั๋วอีก 50 สตางค์ จึงเกิดการกดดันนอกสภาโดยเกิดการเดินขบวนประท้วงการขึ้นค่ารถเมล์ โดยการนำของนายไพศาล ธวัชชัยนันท์ ผู้นำสหภาพแรงงานการไฟฟ้านครหลวง จากสนามหลวงไปยังสภาผู้แทนราษฎร

ประสานกับพรรคการเมืองฝ่ายค้านโดยพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ และที่สำคัญที่สุดก็คือ กลุ่มทหารยังเตอร์กที่เคยเป็นฐานกำลังให้แก่พลเอกเกรียงศักดิ์ก็ได้แปร ภักดิ์มาหนุนพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายทหารที่ใกล้ชิดกับราชสำนัก

ซึ่งขณะนั้นมีตำแหน่งร่วมอยู่ในคณะรัฐมนตรีด้วยจากแรงกดดันสามประสานก็เป็นสัญญาณที่ทำให้พลเอก เกรียงศักดิ์รู้ชะตากรรมของตนดีจึงประกาศลาออกกลางสภาเมื่อ 29 กุมภาพันธ์ 2523 เปิดทางให้แก่พลเอกเปรม ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 16

โดยมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นฐานการเมือง ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2533 และความผูกพันระหว่างพลเอกเปรมกับพรรคประชาธิปัตย์ ยังแนบแน่นมานับแต่นั้น จนถึงบัดนี้เป็นเรื่องน่าอายของประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่พิกลพิการอีกเรื่องหนึ่งคือ นายกฯ ของไทยต้องหลุดจากตำแหน่งเพราะตั๋วรถเมล์ขึ้นราคา 50 สตางค์อะไรก็เกิดขึ้นได้ภายใต้ร่มพระบารมี

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: