*รูปธรรมการกำจัดอำนาจรัฐบาลพลเอกชาติชาย*

17/02/2010 at 1:29 pm (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
การขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัน เป็นความลงตัวของบุคคล 2 คนที่เห็นร่วมกันต้องกล่าวไว้ในที่นี้คือพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ กับพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น

ด้วยเพราะท่าทีที่หน่อมแน้มของพลเอกชาติชาย เมื่อพลเอกเปรมตัดสินใจลงจาก ตำแหน่งด้วยรู้สัญญาณจากราชสำนัก ก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องเลือกบุคคลที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนตน ซึ่งขณะนั้นตามรัฐธรรมนูญนายกฯ จะเป็นใครมาจากไหนก็เป็นนายกฯ

ได้ทั้งนั้น ดังตัวอย่าง 8 ปีที่ผ่านมา พลเอกเปรมไม่มีเสียงในสภาเลยก็ยังเป็นได้ เพราะเสียงชี้ขาดที่จะหนุนให้ใครเป็นนายกฯ นั้นคือ ราชสำนักและปืนของทหาร ดังนั้นเมื่อภาพที่เปิดเผยคือทหารหนุนใคร พรรคการเมืองก็จะเฮละโลมาหนุนคนนั้น

เพื่อจะได้กระโดดขึ้นรถไปเป็นรัฐมนตรีกับเขาด้วย ดังนั้นการตัดสินใจของพลเอกเปรมที่จะหนุนพลเอกชาติชายให้ขึ้นเป็นนายกฯ จึงเป็นความซับซ้อนที่ควรจะบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ไว้ ณ ที่นี้
พลเอก ชาติชาย ได้เล่าในโอกาสสรวลเสเฮฮากับพรรคพวก

และ ส.ส.ลูกพรรคบ่อยครั้งอย่างเปิดเผยถึงการตัดสินใจของพลเอกเปรม หลังจากที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ โดยคนใกล้ชิดพลเอกชาติชายได้ถ่ายทอดข้อมูลให้ฟังว่า“พลเอกเปรมนั้น ตัดสินใจว่าจะลงจากตำแหน่งนายกฯ ก่อนแล้ว

และจะหาคนมาเป็นนายกฯ แทนตน ดังนั้นเมื่อมีโอกาสก็ได้ถาม พลอากาศเอกสิทธิ์ เศวตศิลา ในฐานะหัวหน้าพรรคกิจสังคมก่อนว่า หากพลเอกเปรมไม่รับตำแหน่งนายกฯ พลเอกสิทธิ์ จะเป็นนายกฯ แทนได้ไหม พลเอกสิทธิ์ก็ตอบว่า เป็นได้ครับ

ไม่มีปัญหาและพร้อมจะเป็น ต่อมาหลังจากนั้นวันหนึ่งขณะพลเอกชาติชายไปตีกอล์ฟร่วมก๊วนกับพลเอกเปรม, พลเอกชาติชาย ก็ได้รับคำถามในทำนองเดียวกันว่า”พลเอกเปรม : “ท่านผู้การหากผมไม่รับตำแหน่งนายกฯ ท่านผู้การจะรับเป็นนายกฯ แทนได้ไหม”

พลเอกชาติชาย : “โอ้! ไม่ได้หรอกครับ แค่คิดผมก็ผิดแล้วผมมันเพลย์บอย เป็นนายกฯ ไม่ได้หรอก ท่านเป็นนายกฯ เหมาะแล้วครับ”“ปรากฏว่า พลเอกเปรมกลับมาหนุน ผมเป็นนายกฯ เมืองไทยเรานี้แปลก ไอ้คนที่อยากได้จะไม่ได้ ไอ้คนที่ไม่อยากได้มักจะได้”

เรื่องเล่าตลกทางการเมืองที่มีนัยสำคัญเรื่องนี้ ทุกครั้งที่เล่าจบจะมีเสียงฮาตามมาตลอดเหตุผลสำคัญที่พลเอกเปรมเลือกหนุนพลเอกชาติชายเป็นนายกฯ เพราะดูเป็นคนหน่อมแน้ม ไม่เป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งพลเอกเปรมคิดว่าจะคุมได้โดยง่าย

ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มักจะไม่ชอบเลือกคนที่เก่งกว่าตนมาแทนตำแหน่ง ตัวเอง เพราะจะบดบังรัศมีบารมีของตน และยากที่จะควบคุมสั่งการ ซึ่งในขณะนั้นพลอากาศเอกสิทธิ์ ดูจะเป็นคนที่มีความเหมาะสม และพร้อมกว่าพลเอกชาติชายมาก

แต่ด้วยท่าทางที่ฉลาดเหมาะสมนี้เอง พลเอกเปรมก็ไม่เลือกอีกคนหนึ่งที่มีบทบาทสนับสนุนก็คือ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งวางแผนไว้ลึกซึ้งแบบขงเบ้งในสามก๊ก โดยหนุนพล.อ.ชาติชาย ด้วยเหตุผลคล้ายกันกับพลเอกเปรม แต่ลุ่มลึกกว่าเพราะตัวเองจะเข้ามาเสียบนายกฯ

แทนต่อจากชาติชายอีกที โดยพลเอกชวลิตเห็นว่าความไม่เอาไหนของพลเอกชาติชายนั้นเป็นความเหมาะสมแล้ว และประเมินว่ารัฐบาลของพลเอกชาติชายจะอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน ก็จะพอดีกับเวลาที่พลเอกชวลิตจะออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกแล้ว

ซึ่งเป็นเวลาที่รัฐบาลพลเอกชาติชายก็จะถึงกาลอวสาน ในเรื่องนี้ พลเอกชาติชายก็เล่าเบื้องหลังให้หลายคนในวงสนทนาฟังด้วยความสนุกสนานเช่นกัน ว่า“ไอ้จิ๋ว มันกะว่ารัฐบาลผมจะอยู่ได้เพียงแค่ 6 เดือน แล้วมันจะมาเป็นนายกฯ แทน ปรากฏว่าพอรัฐบาลผมอยู่ได้ครบ 6 เดือน

สถานการณ์บ้านเมืองยิ่งดี รัฐบาลผมยิ่งลอยลำ ผมก็เลยทำถ้วยกาแฟเป็นที่ระลึกโดยมีคำว่า ลอยลำ ไว้ด้วยแต่ความเห็นร่วมกันของหลายฝ่ายโดยเฉพาะพลเอกเปรม และพลเอกชวลิต ล้วนแต่อ่านหมากการเมืองผิดหมด ปรากฏว่าพลเอกชาติชายกลายเป็นมีดคมอยู่ในฝัก

ซึ่งไม่มีใครมองเห็น และวันแรกที่พลเอกชาติชายรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี วลีแรกที่พลเอกชาติชายประกาศก็เกิดผลสะเทือนเลื่อนลั่น จากวันนั้นถึงวันนี้คือคำว่า
“ผมจะแปรสนามรบให้เป็นสนามการค้า”

ตลอดระยะเวลาการเป็นนายกฯ ของพลเอกชาติชาย ตั้งแต่ก้าวแรกก็ได้ปฏิเสธแนวคิด และแนวนโยบายของพลเอกเปรม และปฏิเสธแนวคิดหลักของราชสำนักทั้งหมด เริ่มจากพลเอกชาติชายไม่ให้ความสำคัญกับชุดพระราชทานที่ออกแบบในสมัยของพล เอกเปรม

ที่ พลเอกเปรมภูมิใจมาก โดยตลอดการเป็นนายกฯ พลเอกชาติชายใส่สูทอย่างดีของอิตาลี และเนคไทแบรนเนมส์ โดยปฏิเสธชุดพระราชทาน เปลี่ยนนโยบายต่างประเทศของพลเอกเปรม จากการเป็นศัตรูกับเวียตนามและประเทศในอินโดจีน

โดยหันมาจับมือเพื่อทำการค้าตามนโยบายแปรสนามรบให้เป็นสนามการค้า และผลักดันประเทศให้เจริญก้าวหน้าในระบบทุนนิยม ซึ่งตรงข้ามกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของราชสำนัก โดยประกาศว่าประเทศไทยจะเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย

หรือนัยหนึ่งก็คือผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่เหมือนประเทศ เกาหลีใต้หรือไต้หวัน หรือที่เรียกกันว่า NIC(New Industrial Country) โดยผลักดันให้เกิดการลงทุนจากต่างประเทศขนานใหญ่ โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่ต้องการเปิดแหล่งลงทุนใหม่ในภาคตะวันออก

คือการลงทุนสร้างท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อเปิดประตูการส่งออกแทนท่าเรือคลองเตยเป็นผลสำเร็จ เป็นผลให้เกิดนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออกหลายแห่งในเขตจังหวัดชลบุรี, ระยองจนถึงจันทบุรี และตราด เพื่อรองรับทุนต่างชาติที่จะเข้ามาตั้งโรงงานอุตสาหกรรม

ทำให้เศรษฐกิจไทยเกิดการเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว ที่ดินราคาแพงขึ้น ชาวนาชาวไร่ขายที่ดินในเขตอุตสาหกรรม และเขตใกล้ถนน ร่ำรวยกันมหาศาลซึ่งเป็นครั้งแรกที่ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นตั้งแต่ตั้งประเทศ ไทยมา รวมตลอดทั้งรัฐบาล พลเอกชาติชายได้ทำการปริวัติเงินตรา

โดยลงนามในข้อตกลงระหว่างประเทศให้การ ไหลเข้าออกของเงินสะดวกขึ้น อันเป็นผลให้เงินบาทกลายเป็นเงินสกุลสากลจากผลงานที่เกินความคาดหมายของพลเอกเปรม พลเอกชวลิต และความตกใจของราชสำนักทำให้ผลงานของรัฐบาลพลเอกชาติชาย

กลายเป็นความวิตกกังวลของทุกฝ่าย โดยเฉพาะราชสำนักมีแนวคิดอนุรักษ์นิยมอย่างรุนแรงในเรื่องการถือครองที่ดิน ยิ่งจากผลของการพัฒนา ทำให้ชาวนาชาวไร่ขายที่ดิน ทิ้งถิ่นทำกินของตนมากขึ้น ยิ่งทำให้ราชสำนักไม่พึงพอใจนายสุเมธ ตันติเวชกุล ผู้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องยุคลบาท

ได้ออกมาแสดงความเห็นเบรกแนวทางเศรษฐกิจของพลเอกชาติชายหลายครั้งที่ว่า ประเทศไทยจะเป็นเสือตัวที่ 5 ว่า“เป็นคนอยู่ดีๆ ไม่ชอบ ชอบเป็นสัตว์เดรัจฉาน”เพราะแนวทางเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชียคือ พัฒนาประเทศเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่

รองมาจากญี่ปุ่น จีน เกาหลี ไต้หวัน นั้นเป็นแนวทางที่ขัดกับราชสำนัก ที่เน้นการผลิตแนวเกษตรกรรมแบบพออยู่พอกิน ด้วยเชื่อว่าการมีชาวนาที่ทำการผลิตขนาดเล็กแบบพออยู่พอกินนั้นจะเป็นฐาน ความเชื่อมั่นต่อแนวคิดแบบจารีตนิยมที่เชื่อผีสางเทวดา

และจะจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์มากกว่าที่คนส่วนใหญ่จะเป็นกรรมกรในภาค อุตสาหกรรม เพราะมีตัวอย่างแล้วว่าในประเทศที่มีการผลิตภาคอุตสาหกรรมเป็นหลักนั้น จะไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือมีก็เป็นเพียงสัญลักษณ์ ไม่มีอำนาจจริง

ประกอบกับโครงการพัฒนาของรัฐบาลชาติชายเริ่มไม่ให้ความสนใจต่อผลประโยชน์ของ ราชสำนักจากหลักฐานในหนังสือ The King never smiles บทที่ 17 ได้ให้ข้อมูลว่า
“นักธุรกิจพวกพ้องของชาติชายอย่างเช่น ประชัย เลี่ยวไพรัตน์

จากกลุ่มทีพีไอได้รับอนุญาตให้เฉือนแบ่งชิ้นเนื้อจากเครือ ซีเมนต์ไทยของสำนักงานทรัพย์สินฯ ในตลาดวัสดุก่อสร้างกับปิโตรเคมี ประชัยซึ่งเป็นผู้ผลิตปิโตรเคมีรายแรกของประเทศ ไม่พอใจที่เครือซีเมนต์ไทยได้เข้ามาทำลายการผูกขาดของเขาไปก่อนหน้านี้

เขาเกลี้ยกล่อมรัฐบาลชาติชายอนุญาตให้เขาผลิตปูนซีเมนต์ และทำการช่วงชิงลูกค้าของเครือซีเมนต์อย่างดุเดือด และเขายังได้สิทธิพิเศษเหนือเครือซีเมนต์ในการลงทุนทางปิโตรเคมีใหม่ๆ อีกด้วย ในทำนองเดียวกันบริษัทอื่นๆ ก็ได้รับโอกาสที่ดีกว่าเครือซีเมนต์ในการลงทุนอุตสาหกรรมเหล็กและโทรคมนาคม

บางครั้งชาติชายก็ไม่เหลือบแลผลประโยชน์ของวัง รัฐบาลของเขาสนับสนุนโครงการขนส่งมวลชนที่เรียกว่า โฮปเวลล์ ซึ่งเป็นทางรถไฟยกระดับวิ่งผ่านสวนจิตรลดากับสถานที่สำคัญๆ ของพวกเจ้า อันจะเป็นการล่วงล้ำความศักดิ์สิทธิ์ วังถือเป็นการลบหลู่และบริวารในระบบราชการก็ปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับโฮ ปเวลล์

รัฐบาลชาติชายยังปฏิเสธบทบาทครอบงำเชิงสังคมการเมืองของกองทัพอีกด้วย ชาติชายพยายามลดอำนาจของวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งซึ่งยังคงเต็มไปด้วยทหาร ตำรวจและข้าราชการหัวอนุรักษ์ แม้ว่าจะไม่สามารถลดจำนวนวุฒิสภาลงได้ แต่ชาติชายก็ต้องการให้ประธานรัฐสภามาจากสส.

ไม่ใช่จากวุฒสภาอย่างที่เป็นอยู่ เนื่องจากประธานรัฐสภาเป็นผู้เสนอชื่อนายกฯ แก่กษัตริย์ บทบาทสำคัญนี้จึงจะเปลี่ยนจากมือของอำนาจเก่ามายังนักการเมืองที่มาจากการ เลือกตั้ง” จากข้อมูลนี้ก็ตอบปัญหาค้างคาใจให้กับคนไทยได้หมดประเทศว่า

ทำไมโครงการรถไฟโฮปเวลจึงค้างเติ่งหยุดนิ่งทันทีหลังพลเอกชาติชายถูกยึด อำนาจ? และค้างคากลายเป็นอนุสาวรีย์นิรนามที่ไม่รู้จะเอาผิดกับใครมาถึงทุกวันนี้ และโครงการโรงปูน PTI ของคุณประชัยที่ล้มละลาย และมีการปรับปรุงหุ้นใหม่ไม่อาจกลับมาเป็นของคุณประชัยได้อีกต่อไป เพราะอะไร?

อีกรูปธรรมหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าราชสำนักไม่พอใจต่อการบริหารประเทศของพล เอกชาติชาย ก็คือการปรับ ค.ร.ม.โดยเอาพลอากาศเอกสิทธิ์ เศวตศิลาที่มีความใกล้ชิดกับราชสำนัก ออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแล้ว หลังจากนั้นราชสำนักจึงได้ส่งสัญญาณความไม่พอใจโดยประกาศตั้งพลเอกสิทธิ์ เป็นองคมนตรี

(คล้ายกับเหตุการณ์ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ที่นายแพทย์เกษม ลาออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา และกรณีนายพลากร สุวรรณรัตน์ ถูกย้ายออกจากการเป็นผู้อำนวยการ ศอ.บต.จากภาคใต้ในสมัยนายกฯ ทักษิณ ราชสำนักก็ตั้งบุคคลทั้งสองนี้เป็นองคมนตรีทันที)

และอีกรูปธรรมหนึ่งก็คือการดึงตัว พอ.มนูญ รูปขจร กลับเข้ามาประเทศไทยให้มาช่วยราชการของรัฐบาลพลเอกชาติชาย โดยเลื่อนยศให้เป็นพล.ต.และยุติเรื่องคดีลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระราชินีฯ ของ พ.อ.มนูญ ให้ด้วย

กลุ่มทหาร จปร.รุ่น 5 ที่เติบโตขึ้นมาเป็นใหญ่พร้อมๆ กันอันได้แก่พลอากาศเอกเกษตร โรจนนิล ผู้บัญชาการทหารอากาศ พลเอกสุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก(พลเอกชวลิต ลาออกจาก ผบ.ทบ.ไปร่วมรัฐบาลพลเอกชาติชาย ตำแหน่งนี้จึงตกแก่ พลเอกสุจินดา คราประยูร)

พลเอกอิสระพงษ์ หนุนภักดี (ญาติที่เป็นคู่เขยกับพลเอกสุจินดา) ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการทหารเรือครบ 3 เหล่าทัพ รวมทั้งพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด รุ่นพี่ที่รักน้องและใจนักเลงเจ้าของคำขวัญประจำใจ “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน”

เมื่อได้รับสัญญาณจากราชสำนักเช่นนี้ และกลุ่มพวกตนในฐานะข้าราชการก็เห็นว่าหากปล่อยให้ระบบเศรษฐกิจขยายตัวไปมาก เช่นนี้ ก็จะทำให้ระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยเข้มแข็งมากขึ้น ประเทศชาติจะเจริญ คนจะฉลาด และในที่สุดโอกาสที่ข้าราชการทหารจะขึ้นเป็นใหญ่อย่างในอดีตก็จะถึงกาลอวสาน

เพราะเมื่อประชาชนฉลาดก็จะกดหัวได้ยาก อีกทั้งเกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างพลเอกชวลิต กับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งต่างก็เป็นรัฐมนตรีร่วมอยู่ในรัฐบาลด้วยกัน โดยพลเอกชวลิตได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทุจริตในรัฐบาลของนายกฯ ชาติชาย อย่างหนักว่าเป็น “บุฟเฟ่แคบิเนต” ร.ต.อ.เฉลิม

จึงตอบโต้ไปที่ภรรยาของพล.อ.ชวลิตว่าเป็น “ตู้เพชรเคลื่อนที่” ซึ่งได้สร้างความโกรธแค้นให้แก่ พล.อ.ชวลิตมาก และลามไปถึงกลุ่มทหาร จปร.5 ที่ไม่พึงพอใจ ร.ต.อ.เฉลิม พร้อมกับเครือข่ายราชสำนักก็เริ่มทำงาน โดยเกิดการวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชนอย่างหนักโดยเอาคำกล่าวโจมตีของพลเอก ชวลิต

ไปขยายผลว่าเป็นรัฐบาลที่มีการทุจริตอย่างมาก หรือ “บุฟเฟต์แคบิเนท” ดังนั้นฝ่ายทหารจึงรวมศูนย์กดดันให้ปลด ร.ต.อ.เฉลิม ออกจากรัฐมนตรีสำนักนายกฯ เพราะ ร.ต.อ.เฉลิม ทำหน้าที่เป็นโฆษกพิเศษของพลเอกชาติชาย ในการตอบโต้ทหารอย่างไม่ลดราวาศอก

ในที่สุดพลเอกชาติชายก็ดูเหมือนว่าจะทำตามคำเรียกร้องของฝ่ายทหารเพื่อปลด เงื่อนไขความขัดแย้งโดยปรับ ครม.เอา ร.ต.อ.เฉลิม ออกจากรัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรีตามคำเรียกร้องของทหารจริง แต่แต่งตั้งใหม่ให้ ร.ต.อ.เฉลิม ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาแทน ยิ่งทำให้ฝ่ายทหารเคียดแค้นเป็นการใหญ่

เหตุการณ์เริ่มประทุรุนแรงขึ้นเมื่อพลเอกชวลิต ลาออกจาก ค.ร.ม.ของพลเอกชาติชายและดึงนายประสงค์ สุ่นสิริ คนสนิทของ พลเอกเปรมอีกคนหนึ่งมาตั้งพรรคความหวังใหม่ เพื่อเข้าต่อสู้โดยประกาศเดินทางไกลหมื่นลี้ เพื่อจะกลับเข้ามาเป็นนายกฯ

ก็เป็นจุดแตกหักที่ร้อนแรง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสายสัมพันธ์ระหว่างพลเอกชาติชายกับพลเอกเปรม และทหาร ขาดสะบั้นแล้วเพราะพลเอกชวลิตเป็นคนสนิทของพลเอกเปรม และเป็นตัวเชื่อมต่อกับฝ่ายทหาร จปร.5 ให้แก่รัฐบาลชาติชาย

ในช่วงปลายของรัฐบาลพลเอกชาติชายดูเหมือนว่าพลเอก ชาติชายพยายามที่จะเอาใจราชสำนักด้วยการปรับ ค.ร.ม.ในเดือนสิงหาคม 2533 โดยนำคนของพลเอกเปรม(ขณะนั้นพลเอกเปรมได้รับแต่งตั้งเป็นองคมนตรีแล้ว) คือนายวีระพงษ์ รามางกูร และคนของราชสำนักคือนายอมเรศ ศิลาอ่อน

อดีตผู้บริหารบริษัทเครือซีเมนต์ไทยของราชสำนัก และนายวิสิษฐ์ เดชกุญชร นายตำรวจผู้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องยุคลบาท ด้วยหวังว่าจะลดแรงกดดันจากวัง ส่วนความขัดแย้งกับฝ่ายทหารนั้น พลเอกชาติชายไม่ใยดีและไม่เกรงกลัวเลยเพราะพลเอกชาติชายพูดอยู่เสมอว่าเขา

เติบโตมาในโรงทหาร และล่าสุดยังจะตั้งพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ซึ่งมีความขัดแย้งกับ จปร.รุ่น 5 อย่างรุนแรงมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อมาคุม จปร.5 ด้วย
กรณีข่าวจะตั้งพลเอกอาทิตย์ มาเป็น รมช.กลาโหมนี้เอง

จึงทำให้ จปร.5 ตัดสินใจฉวยโอกาสจี้จับตัวพลเอกชาติชายบนเครื่องบินขณะเดินทางจะขึ้นไปเข้า เฝ้าพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ที่เชียงใหม่ และประกาศการยึดอำนาจทันทีในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ด้วยความฉุกละหุก โดยสังเกตการณ์ตั้งชื่อคณะยึดอำนาจก็แปลกๆ

ว่าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ทั้งๆ ที่ขณะนั้นบ้านเมืองสงบเรียบร้อยดี เศรษฐกิจกำลังเจริญเติบโตดีๆ แท้ๆ ด้วยข้อเท็จจริงที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จะเห็นว่าการยึดอำนาจดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นอย่างฉุกละหุกโดยบังเอิญ แต่เหตุใดทำไมหลังการยึดอำนาจจึงได้รับพระปรมาภิไธยจากพระมหากษัตริย์อัน

เป็นการยอมรับการยึดอำนาจโดยง่าย ในขณะที่ พลเอกเปรมเป็นองคมนตรีอีกทั้งการยึดอำนาจโดยทำการจับตัวพลเอกชาติชาย ขณะกำลังนั่งบนเครื่องบินเพื่อจะไปเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวตามหมายกำหนดการ ของราชสำนักถือได้ว่าเป็นการปล้นอำนาจที่หน้าวังเลยทีเดียว

ซึ่งแทนที่พระเจ้าอยู่หัวจะทรงพิโรธแต่กลับทรงพระเกษมสำราญ ดังนั้นหากจะวิเคราะห์เจาะลึกจากเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น ก็จะเห็นว่ามีสัญญาณบ่งบอกมากมายว่ากลุ่มทหารน่าจะกระทำได้ราบรื่น ซึ่งแตกต่างจากการยึดอำนาจครั้งก่อนๆ ที่มักจะมีข่าวลือที่ไม่เป็นมงคลเกี่ยวกับตัวนายกฯ

ว่าไม่จงรักภักดี เพราะในกรณีของพลเอกชาติชายนั้นส่วนตัวของพลเอกชาติชายมีแต่ประวัติที่ ผูกพันใกล้ชิดกับราชสำนักทั้งในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 พลเอกชาติชายก็ยืนอยู่ฝ่ายราชสำนัก และภรรยาของท่าน คือ ท่านผู้หญิงบุญเรือน ก็มีศักดิ์เป็นหลานที่สมเด็จย่าเป็นผู้เลี้ยงมา

จึงไม่มีข่าวลือทางด้านนี้ แต่จากความเห็นของพอล แฮนด์ลี(Paul Handley) ผู้เขียน The King never smiles ในบทที่ 17 ก็ยืนยันว่า “มีการเปิดทางสำหรับการรัฐประหารจากราชสำนักมาหลายเดือนก่อนหน้านั้นแล้ว โดยมีหลักฐานว่าพลเอกชาติชายวิ่งเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว ทุกครั้งที่ถูกพลเอก สุจินดาข่มขู่

และเป็นการเห็นร่วมกันกับพลเอกเปรมว่าการรัฐประหารเป็นทางการเลือกที่วังยอม รับได้ในการเมืองไทยสมัยใหม่”ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่ เป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ก็คือ การเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก

และไม่อาจจะนำรัฐนาวาสู่ความมีเสถียรภาพได้ ดังตัวอย่างของรัฐบาลพลเอกชาติชายมีภูมิหลังผูกพันลึกซึ้งอยู่กับวังแท้ๆ อีกทั้งได้บริหารประเทศจนนำประเทศไปสู่ความเจริญจนรุ่งเรือง แต่ก็จะต้องพบกับข้อจำกัดความขัดแย้งอันไม่อาจประคองตัวได้

และเมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็อยู่ในลักษณะเดียวกันรัฐบาลพลเอกชาติชายก็ถึงกาลอวสานด้วยการยึดอำนาจของ จปร.5 .ในนาม รสช. เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2534

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: