*รูปธรรมการกำจัดอำนาจรัฐบาลพลเอกสุจินดา*

18/02/2010 at 1:51 pm (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
มื่อพลเอกสุจินดา คราประยูร ทำการยึดอำนาจเป็นผลสำเร็จแล้วก็ได้กระทำการเสมือนหนึ่งเป็นการสนองพระราช ประสงค์ของ ราชสำนัก โดยแต่งตั้งให้พลเรือนที่เป็นที่โปรดปรานคือ นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี และจากหลักฐานที่น่าเชื่อว่านายอานันท์ เป็นที่โปรดปรานโดยแท้จริงก็จากกรณีหลังเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองในกลางปี 2535 นายอานันท์ ก็ได้รับโปรดเกล้าให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ด้วยความฉงนงุนงงที่รถยนต์ของ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์

ประธานสภาผู้แทนราษฎรวิ่งผ่านบ้านของพล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ ซึ่งเป็นผู้กุมเสียงสนับสนุนของส.ส.ข้างมากในสภา และเป็นที่คาดหมายว่าจะต้องได้เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน โดยรถยนต์วิ่งผ่านนำพระบรมราชโองการไปยังบ้านนายอานันท์ ปันยารชุน แทนในระยะเวลา 1 ปี ในปี 2534 ที่นายอานันท์เข้ามาบริหารประเทศ เป็นระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งไม่มีโอกาสที่จะสืบทอดอำนาจได้เลย จึงเป็นรัฐบาลที่ปลอดภัยจากโรคแทรก แต่นายอานันท์ก็รักษาความสัมพันธ์กับคณะทหาร รสช.อย่างดียิ่ง

ด้วยการตามใจคณะรสช.ในการจัดตั้งงบประมาณซื้ออาวุธให้เพื่อให้ทหารหาเงินใน การสืบต่ออำนาจทางการเมืองในนามพรรคสามัคคีธรรม และอนุมัติโครงการ “ทหารเสือประชาธิปไตย” โดยให้ทหารและตำรวจ จัดหน่วยผสม หน่วยละ 3 คน ไปประจำทุกหมู่บ้านในประเทศไทย ด้วยเหตุผลว่าเป็นการเผยแพร่ความคิดประชาธิปไตย แต่แท้จริงแล้วเป็นการวางฐานใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นหัวคะแนนให้พรรค สามัคคีธรรมโดยใช้เงินหลวงเพื่อทำการควบคุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

ซึ่งเป็นผู้กุมเสียงประชาชนตัวจริงทั้งหมดให้สนับสนุนพรรคทหารของรสช.ที่ใช้ ชื่อว่าพรรคสามัคคีธรรมตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่นายอานันท์บริหารประเทศชาติ พลเอก สุจินดาได้แสดงบทบาทที่ดูจะไม่แนบเนียนนักว่าตนเองนั้นไม่มักใหญ่ ใฝ่สูง โดยปฏิเสธชัดเจนว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งดูเหมือนจะเป็นที่ชื่นชอบของราชสำนักเพราะราชสำนักนั้นจะคอยระมัดระวัง ตลอดเวลาไม่ให้มีกลุ่มการเมืองใดพัฒนาจนเข้มแข็งอันจะเป็นปฏิปักษ์ต่อวังได้

โดยเฉพาะการรวมตัวของกลุ่มทหารที่เข้มแข็งก็จะยิ่งเป็นอันตรายต่อวังมากดัง เช่นในอดีตสมัยจอมพล ป.และจอมพลถนอม อีกทั้งการที่คณะ รสช.ประกาศยึดทรัพย์รัฐมนตรีทุกคนในคณะของพลเอก ชาติชาย ก็เป็นประโยชน์ต่อวังและเป็นสูตรสำเร็จในทุกสมัยเพื่อทำลายฐานทางการเมือง ของกลุ่มการเมือง เพราะยิ่งกลุ่มการเมืองพลเรือนพังทลาย การสร้างฐานอำนาจการเมืองในระบบพรรคการเมืองก็จะทิ้งห่าง สถาบันกษัตริย์ และสถาบันทหาร

ซึ่งมีผลประโยชน์ร่วมกันในการทำลายกลุ่มอำนาจของพลเรือน เพราะว่ากลุ่มนักการเมืองขาใหญ่จะรวมตัวกันใหม่อีกทีก็ต้องใช้เวลาอีกนาน วิธีการนี้ถูกใช้อีกครั้งในการยึดอำนาจของคณะคมช.เมื่อ 19 กันยายน 2549 และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเมื่อใช้ผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือใน การตัดสินยุบพรรค และตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคทั้งหมด 5 ปี เสริมเข้าไปอีก ซึ่งเป็นผลให้ตระกูลการเมืองที่มีบารมีในต่างจังหวัดจำนวนมากต้องสะดุดหัว

ขมำทางการเมืองไปตามๆ กันแม้การแสดงตัวของคณะรสช.จะเอาอกเอาใจราชสำนักอย่างไร ก็ไม่สามารถจะทำโดยตรงได้ เพราะสถานการณ์ในขณะนั้นจนถึงปัจจุบันอยู่ในยุคผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ ที่มีประสิทธิภาพที่สุดแล้ว คือพลเอกเปรมที่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากราชสำนัก ด้วยประวัติการทำงานรับใช้ราชสำนักที่ผ่านมายาวนาน ประกอบกับเป็นโสด ไม่มีทายาท และอายุมากแล้ว ดูจะปลอดภัยต่อราชสำนักมากที่สุด ดังนั้นทุกอย่างของคณะ รสช.

ที่จะติดต่อกับพระเจ้าอยู่หัวก็จะต้องผ่านบุคคลสำคัญท่านนี้ก่อน……คือพล เอกเปรม ติณสูลานนท์ในเบื้องต้นที่ รสช.โค่นล้มรัฐบาลพลเอกชาติชาย และตัดรากถอนโคนอำนาจของกลุ่มพลเรือนด้วยการยึดทรัพย์ ดูจะเป็นที่พึงพอใจของพลเอกเปรม และพลเอกชวลิต ซึ่งได้พัฒนาเป็นกลุ่มอำนาจตัวจริงทางการเมืองของราชสำนักไปเสียแล้ว โดยทุกคนในกลุ่มอำนาจของ พลเอกเปรมต่างก็คิดว่ากลุ่มรสช.จะเข้ามาอยู่ในกลไกการควบคุมของ พลเอกเปรม

โดยเฉพาะพลเอกชวลิต ฝันว่าน้องๆ รสช.จะเอาตำแหน่งนายกฯ มามอบให้แก่ตนในฐานะหัวหน้าพรรคความหวังใหม่ เมื่อเปิดการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2535 แต่ปรากฏว่าระหว่างที่นายอานันท์ตัวแทนราชสำนักบริหารงานในฐานะนายกฯ อยู่นั้น คณะรสช.ก็ออกลายให้เห็นว่า “อำนาจทางการเมืองนั้น พวกฉันจะเอาเอง” ด้วยการส่งตัวแทนของตนเข้าไปกุมพรรคการเมืองแนวร่วมในตำแหน่งเลขาธิการพรรค ไว้ เกือบทั้งหมดเพื่อเตรียมจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป

เช่นพรรคชาติไทยพลอากาศเอกสุมบุญ ระหงส์ มือประสานสิบทิศมาดูแล และพรรคกิจสังคมส่ง ร.อ.ขจิต เพื่อนของพล.อ.สุจินดามาเป็นเลขาธิการพรรค และตัวเองก็จัดตั้งพรรคหลักไว้ในการเดินเกมการเมืองคือพรรคสามัคคีธรรม โดยมีข้อแลกเปลี่ยนโดยปลดการยึดทรัพย์ให้แก่นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย และนายมนตรี พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคกิจสังคมด้วย โดยเฉพาะพรรคชาติไทย นายบรรหารได้ต่อเชื่อมขอความช่วยเหลือจากทั้งพลเอกเปรม และยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขของรสช.

โดยเป็นพรรคอะไหล่รับฝาก ส.ส.ที่รสช.ส่งเข้ามาเก็บ สต๊อกไว้เตรียมการเลือกตั้ง ดังนั้นนายบรรหารจึงหลุดจากการยึดทรัพย์เป็นรายแรก และเมื่อรัฐบาลนายอานันท์ที่เข้ามาขัดตาทัพ จัดการเคลียร์หน้าเสื่อให้แล้วก็เปิดการเลือกตั้งทั่วไปตามแผนของราชสำนัก แต่ดูเหมือนว่าหน้าตาของรัฐบาลใหม่นั้นจะเป็นอันตรายต่อวังยิ่งกว่ารัฐบาลพล เอกชาติชายในสายตาของพลเอกเปรมและพลเอกชวลิต เพราะเริ่มเห็นชัดเจนแล้วว่า

รสช.ทำการสืบต่ออำนาจโดยสร้างอำนาจทางการเมืองใหม่ที่แข็งแกร่งและควบคุมยาก ยิ่งกว่ารัฐบาลพลเอกชาติชายเสียอีก ด้วยการเป็นรัฐบาลโดยการเลือกตั้งที่มีทั้งพรรคการเมืองของตัวเองและกองทหาร ของตัวเอง โดยมีกองทัพหนุนหลังอย่างเต็มที่ ด้วยการควบคุมกำลังผ่านรุ่น 5 และผ่านเครือญาติ และทันทีที่ผลการเลือกตั้งปรากฏขึ้น เสียงข้างมากที่ผ่านกลไกของทุนที่รสช. ตุนไว้สมัยนายกฯ อนันต์อนุมัติ และกลไกของทหารโดย “สามทหารเสือ”

ประจำหมู่บ้านที่นายกฯ อนันต์อนุมัติให้เพื่อใช้เป็นหัวคะแนนทุกหมู่บ้านก็บรรดาลผลให้พรรคสามัคคี ธรรมเป็นเสียงข้างมากอันดับหนึ่งขึ้นมาทันที และเริ่มแสดงบทบาทขึ้นมาทันที่และเริ่มแสดงบทบาท โดยเป็นแกนกลางจัดตั้งรัฐบาล และทันทีที่นายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี ตัวแทนพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามคือพรรคประชาธิปัตย์ พรรคความหวังใหม่ และพรรคพลังธรรม ก็จับมือกันค้านโจมตีว่านายณรงค์ วงศ์วรรณ

ว่ามีบัญชีดำเป็นผู้ค้ายาเสพติดเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ได้จึง เกิดความโกลาหลแล้ว อำนาจนายกรัฐมนตรีคนใหม่ล่าสุดจึงมาตกอยู่ที่พลเอกสุจินดา คราประยูร(เพราะรัฐธรรมนูญขณะนั้นมิได้กำหนดว่านายกฯ ต้องเป็น ส.ส.) เมื่อภาพปรากฏชัดเช่นนั้น ความวิตกกังวลว่ากลุ่มรสช. จะกลายพันธุ์เป็นราชวงศ์รสช. เช่นกลุ่มทหารการเมืองในอดีต จึงมาหลอกหลอน ดังนั้นเครือข่ายราชสำนักซึ่งปัจจุบันบังคับบัญชาโดยพลเอกเปรม ก็ทำงานประสานกันทันที โดยกลไกของพลเอกเปรมทั้งหมดตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคความหวังใหม่

และพรรคพลังธรรม ก็ประสานตีกระหน่ำพรรคสามัคคีธรรมทั้งในสภาและนอกสภา โดยมีตัวละครในเครือข่ายผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญที่สำคัญคือ พลตรีจำลอง ศรีเมือง หัวหน้าพรรคพลังธรรม เตรียมทหารรุ่น 7 ที่ขัดแย้งกับรุ่น 5,นายประสงค์ สุ่นสิริ และพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ก็ทำการเชื่อมต่อกับกลุ่มเคลื่อนไหวประชาธิปไตย เช่น นพ.สันต์ หัตถีรัตน์, นพ.เหวง โตจิราการ, นายไพศาล พืชมงคล เจ้าของสำนักงานทนายความธรรมนิติ

คนสนิทพลเอกชวลิต(ปัจจุบันเป็นแกนนำพันธมิตร) และเชื่อมต่อกลุ่มมวลชน มอเตอร์ไซด์รับจ้าง กลุ่มกรรมกรของสหภาพแรงงาน โดยรวมกำลังกันประท้วงขับไล่ พล.อ.สุจินดา ทันทีอย่างเป็นเอกภาพ และมีประสิทธิภาพจากเหตุการณ์ที่ผู้คนจำนวนมากโดยมีทั้งกำลังจัดตั้งนักการเมืองของพรรคประชา ธิปัตย์ และพรรคความหวังใหม่ พรรคพลังธรรม ที่เสียประโยชน์ พร้อมด้วยกำลังจัดตั้งของสันติอโศก พร้อมด้วยนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายเดิมที่แปรรูปมาเป็นคนชั้นกลาง

และประชาชนทั่วไปผู้รักความเป็นธรรม รวมกำลังกันเป็นเรือนแสน ประท้วงกดดันให้พลเอกสุจินดาลาออก และวาระสุดท้ายของสุจินดาก็มาถึง เมื่อกระสุนนัดแรกลั่นออกไป การปราบปรามก็เกิดขึ้นจากจุดกลางถนนราชดำเนินโดยทหารก็บุกเข้าจับตัว พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำม็อบ แต่แทนที่สถานการณ์จะคลี่คลายลง ก็กลับเขม็งเกลียว และขยายตัวออกรอบๆ บริเวณนั้นกลายเป็นจลาจล จนรัฐบาลพลเอก สุจินดาอยู่ในฐานะลำบากที่จะปราบปรามอย่างต่อเนื่องจนจบขบวนการได้

เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือรสช. ยังมีราชสำนักคอยคุมเกมส์ เมื่อลูกบอลไหลเข้าเท้าตรงบริเวณหน้าประตูพอดีเช่นนี้พลเอกเปรมจึงเตะลูก เข้าโกล์ทันที ดังนั้นอำนาจจากราชสำนักโดยพลเอกเปรมผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญตัวจริงก็แสดง บทบาทโดยการเรียกตัวทั้งพลเอกสุจินดา และพล.ต.จำลอง ซึ่งกลายเป็นคู่พิพาท ทั้งๆ ที่พลเอกสุจินดาพึ่งได้รับโปรดเกล้าฯ จากพระมหากษัตริย์ให้เป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศมาหมาดๆ ไม่พอเดือน เพียงแต่มีคนนำม็อบมาขับไล่นายกฯ

ก็มีอำนาจที่จะดำเนินการปราบปรามใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อเกิดเลือดตกยางออกเข้า พลเอก สุจินดาผู้มีอำนาจทางการทหารเข้มแข็งก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเป็นจำเลยทางการ เมือง ต้องคลานเข้าไปกราบแทบเบื้องยุคลบาทของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลบรรยากาศที่ทั้งพลเอกสุจินดา และพลตรีจำลองหมอบกราบต่อหน้าพระมหากษัตริย์ และถูกต่อว่าสั่งสอนโดยถ่ายทอดสดออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจทุกช่องนั้น กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ทำลายเกียรติภูมิของผู้ที่มีอำนาจตามตัวหนังสือ

ในฐานะนายกรัฐมนตรีของไทยอย่างยิ่ง เป็นความเจ็บปวดของพลเอกสุจินดามาจนทุกวันนี้ และเป็นการยืนยันให้เห็นถึงระบอบการปกครองของไทยว่า คือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่ อำนาจมิใช่อยู่ที่ตัวนายกรัฐมนตรี แต่อยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์ โดยใช้ผ่านผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ มิใช่ใช้ผ่านนายกรัฐมนตรีความเจ็บปวดของพลเอกสุจินดาที่ฝังลึกนานกว่า 10 ปี ไม่เลือนไปจากความทรงจำก็ได้แสดงออกที่คำพูดของพลเอกสุจินดาที่เตือนทหาร

รุ่นน้องในเหตุการณ์ประท้วงของพันธมิตรขับไล่รัฐบาลสมัครในช่วงเริ่มต้นที่ ปกครองมาได้ไม่พอ 3 เดือน เช่นเดียวกับที่เกิดกับตนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2551 เป็นการสะท้อนความเจ็บปวดของฝ่ายทหารที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยได้ รับความเห็นชอบจากราชสำนักก็คือ“ทหารอย่าเข้าไปยุ่ง ทหารมีประสบการณ์ครั้งสำคัญเมื่อเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 และประสบการณ์ครั้งล่าสุดก็เมื่อ 19 กันยายน 2549”จากคำเตือนนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พลเอกอนุพงษ์

ผู้บัญชาการทหารบกไม่นำทหารเข้าไปจัดการใดๆ กับการประท้วงของพันธมิตร รวมตลอดทั้งไม่ทำการยึดอำนาจตามความประสงค์ของวังโดยทำการวางเฉยต่อ สถานการณ์มาโดยตลอด เข้าทำนองตามสุภาษิตไทยว่า“เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง ได้แต่กระดูกแขวนคอ”จะด้วยเป็นบทเรียนของทหารหรือเป็นเพราะ “ม็อบส้นใหญ่” ก็เป็นเรื่องที่จะศึกษาข้อเท็จจริงกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ คือรัฐไทยภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่นี้ ได้พัฒนาไปสู่รัฐอนาธิปไตยแล้ว
Read More

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: