*รัฐวิสาหกิจเป็นของประชาชนจริงหรือ? *

23/02/2010 at 6:07 am (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
เครือข่ายราชสำนักได้สร้างวาทะกรรมครอบงำสังคมไทยอย่างบิดเบือนข้อเท็จจริง ว่า “รัฐวิสาหกิจเป็นของประชาชน” ซึ่งเป็นความถูกต้องเพียงครึ่งเดียว ที่ถูกต้องนั้นต้องกล่าวว่า
“โดยรูปแบบรัฐวิสาหกิจเป็นของประชาชน

แต่โดยเนื้อหารัฐวิสาหกิจเป็นของราชสำนัก และคณะบุคคลผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ”ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้วที่เป็นตัวอย่างรูปธรรมหนึ่งในหลากหลาย ตัวอย่างที่สังคมได้เห็นการนำเงินรายได้ของรัฐวิสาหกิจไปใช้ในรูปของการ “ถวาย” เพื่อสนองตอบแนวพระราชดำริ

และตามพระราชอัธยาศัยในวาระต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ เลย ซึ่งทำให้ต้นทุนรัฐวิสาหกิจทุกแห่งต้องเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น และเมื่อประสบกับภาวะขาดทุนจนไปไม่ไหว ประชาชนก็รับภาระไปโดยรัฐบาลจะนำเงินภาษีไปโป๊ะชดเชยให้ หรือกู้หนี้ยืมสินโดยรัฐบาลค้ำประกัน

แนวคิดรัฐวิสาหกิจเป็นของประชาชน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจคือการขายชาติ ราชสำนักไม่เพียงแต่เป็นแกนหลักทางความคิดเท่านั้น แต่แนวคิดนี้ถูกตอกย้ำอย่างหนักแน่นด้วยสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง เพราะเนื้อแท้ของการดำเนินธุรกิจในรูปของรัฐวิสาหกิจนั้น

ก็คือเพื่อผลประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ มิใช่เพื่อผลประโยชน์ของเจ้าของกิจการคือประชาชน เพราะประชาชนโดยปัจเจกแต่ละคนต้องทำมาหากิน ขายก๋วยเตี๋ยว กล้วยแขก จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะตรวจสอบในฐานะเจ้าของกิจการ

อีกทั้งประชาชนก็ไม่มีองค์กรจัดตั้งของตัวเองที่จะมีความสามารถในการตรวจสอบ ได้จริง ส่วนรัฐบาลในฐานะตัวแทนของประชาชน โดยกฎหมายก็ไม่อาจจะควบคุมตรวจสอบรัฐวิสาหกิจได้จริง เพราะตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมาของการพัฒนาการทางการเมืองไทย

ไม่เปิดโอกาสให้มีรัฐบาลของประชาชนอย่างแท้จริงได้ รัฐบาลส่วนใหญ่เป็นตัวแทนของขุนนางและกลุ่มทุนที่ร่วมมือกับพวกขุนนาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ซึ่งมีระยะเวลายาวนานในการปกครองประเทศไทย

ดังนั้นรัฐบาลของไทยที่ผ่านมาก็คือกลุ่มขุนนาง อภิสิทธิชน ด้วยเหตุนี้โครงสร้างของรัฐวิสาหกิจผู้ที่ได้รับผลประโยชน์หลักในลักษณะ “รุมทึ้ง” ก็คือราชสำนัก + พนักงาน + รัฐบาล
ประชาชนจึงได้ภาพลวงตาแห่งผลประโยชน์ในรูปของการมีไฟฟ้าใช้ มีน้ำประปาใช้

ได้เห็นรถไฟวิ่ง แต่สิ่งที่ประชาชนต้องรับภาระตลอดการคือ ภาระหนี้สินที่เกือบทุกกิจการของรัฐวิสาหกิจขาดทุนหมด การบริหารของรัฐวิสาหกิจก็เป็นระบบเจ้าขุนมูลนายไม่แตกต่างไปจากระบบข้า ราชการ ยิ่งนับวันยิ่งเลวร้าย ไม่อาจจะแก้ปัญหาการขาดทุน

และปรับปรุงระบบการบริการประชาชนได้ เมื่อนานเข้าได้กลายเป็นภาระแห่งการบริหารรัฐ ยิ่งในยุคโลกไร้พรมแดนยิ่งกลายเป็นปัญหาเร่งเร้าของการบริหารรัฐสมัยใหม่มาก ขึ้นหลักฐานที่แสดงความล้มเหลวของระบบรัฐวิสาหกิจแบบไทยๆ

ก็คือการล้มละลายของรัฐวิสาหกิจหลายแห่งในฐานะที่เป็นผู้ผูกขาดทางการค้า แท้ๆ แต่ยังเจ๊ง เช่น กิจการ ร.ส.พ.องค์การแก้ว องค์การแบตเตอรี่ และอีกหลายกิจการที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวอันไม่อาจฟื้นชีวิตได้แล้ว แต่ไม่ยอมล้มละลาย และไม่ยอมแปรรูป เช่น กิจการรถไฟ องค์การค้าคุรุสภา เป็นต้น

รูปธรรมการรุมทึ้งของพนักงานรัฐวิสาหกิจที่กระทำต่อกิจการของตน เช่น ใครเคยเป็นบอร์ดการบินไทย แม้แต่วันเดียวได้บินฟรีตลอดชีวิตทั้งครอบครัว พนักงานการบินไทย และครอบครัวบินฟรีปีละครั้ง และบินกี่ครั้งก็ได้ เสียค่าตั๋วแค่ 10%

การได้ประโยชน์จากกิจการของรัฐวิสาหกิจของพนักงานเป็นกรณีพิเศษในลักษณะ “รุมทึ้ง” เช่นนี้มีในทุกกิจการรัฐวิสาหกิจ เช่น พนักงานการรถไฟและครอบครัวนั่งรถไฟฟรี พนักงานการไฟฟ้าได้ใช้ไฟฟ้าฟรีจำนวนหนึ่ง พนักงานโทรศัพท์ได้ใช้โทรศัพท์ฟรีจำนวนหนึ่ง เป็นต้น

การจ่ายโบนัสของรัฐวิสาหกิจก็แตกต่างจากกิจการธุรกิจทั่วไป กล่าวคือกิจการค้าทั่วไปนั้นถ้าปีไหนขาดทุนก็ไม่มีโบนัส ถ้ากำไรจึงจะจัดแบ่งโบนัสให้ แต่การบริหารกิจการรัฐวิสาหกิจในแต่ละปีไม่ว่าจะขาดทุนหรือกำไรเขาจะแจก โบนัสกันทุกปี

โดยถือเอาโบนัสเป็นต้นทุนของกิจการเพียงแต่ว่าถ้าขาดทุน ก็แจกโบนัสน้อยหน่อย ถ้ากำไรก็แจกมาก รวมตลอดทั้งเงินเดือนพนักงานก็ไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ เหมือนระบบราชการ(แต่ฐานเงินเดือนสูงกว่าข้าราชการมาก) ดังนั้นการขึ้นเงินเดือนจึงไม่ต้องคำนึงถึงผลงานว่าดีหรือไม่ดี

เช่นคนเข้าเล่มหนังสือของโรงพิมพ์คุรุสภาเงินเดือนสามหมื่นกว่าบาท หรือคนปูที่นอนบนรถไฟก็เงินเดือนใกล้เคียงกันนี้ เป็นต้นที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงรูปธรรมบางส่วนของการรุมทึ้งซึ่งเป็นเนื้อแท้ของ รัฐวิสาหกิจแบบไทยๆ และปัจจุบันทั่วโลกก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน

ดังนั้นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจจึงกลายเป็นแนวทางของการบริหารรัฐสมัยใหม่ ในประเทศที่พัฒนาแล้วต่างก็ทำกันทั้งนั้น แต่ทุกประเทศก็ต้องเผชิญกับปัญหาการต่อต้านของสหภาพแรงงาน ประเทศไทยก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน แต่ประเทศไทยมีลักษณะพิเศษมากกว่าที่มีอำนาจนอกระบบ

คืออำนาจจากราชสำนัก และอำนาจขององค์การทหาร ที่พร้อมจะเข้าช่วงชิงอำนาจทางการเมืองของรัฐบาลพลเรือนเสมอมา ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในโครงสร้างของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่ ได้ขยายเครือข่ายระบอบขุนนาง ทั้งรูปการจิตสำนึกและรูปการ

จัดตั้งองค์กร ครอบงำองค์กรต่างๆ ในสังคมไทย รวมทั้งครอบงำองค์กรรัฐวิสาหกิจด้วย โดยกรรมกรได้ถูกปูนบำเหน็จให้มีฐานะเช่นขุนนางโดยได้รับเครื่องราช อิสริยาภรณ์เสมอเช่นขุนนางจนลืมกำพืดชนชั้นผู้ใช้แรงงานของตนจนหมดสิ้น,

กรรมกรรัฐวิสาหกิจได้ถูกครอบงำให้มีจิตสำนึกแบบราชสำนักที่ร่วมกันกดขี่ ประชาชนโดยผลักภาระหนักตกอยู่บนหลังประชาชน ซึ่งประชาชนไม่เพียงแต่ต้องทนต่อภาระหนี้สินที่ราชสำนักและพนักงาน และนักการเมืองร่วมกันก่อขึ้นเท่านั้น

แต่ยังต้องรับกรรมจากภาระการบริการที่เลวร้ายอย่างไม่มีทางเลือกอีกด้วยด้วยเหตุนี้ภาพของสหภาพแรงงาน ซึ่งทั่วไปเป็นภาพของตัวแทนผลประโยชน์ของกรรมกรผู้ทุกข์ยาก แต่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจจึงเป็นภาพลวงตาว่าเป็นองค์กรตัวแทนชนชั้นกรรมกร

แต่เนื้อแท้คือมือไม้ของขุนนางที่ร่วมมือกับราชสำนัก แร่เนื้อเถือหนังประชาชนนั่นเองด้วยโครงสร้างที่ซับซ้อนของระบอบการปกครองของไทยปัจจุบัน จึงยากที่จะแก้ไขปัญหาต้นทุนพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจในยุคโลกไร้พรมแดน ได้

แม้จะมีรัฐบาลพลเรือนที่เข้มแข็งอย่างรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ โดยมีเจตนาที่จะแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อให้มีประสิทธิภาพเหมือนอย่างนานา อารยะประเทศ แต่สุดท้ายราชสำนักก็ใช้กลไกสหภาพแรงงานที่กล่อมเกลากลายเป็นขุนนางใหม่ร่วม กับทหาร และพันธมิตรฯ โค่นล้มรัฐบาลประชาธิปไตยอย่างแนบเนียน
Read More

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: