*ปฏิรูประบบราชการ กระเทือนราชสำนัก*

24/02/2010 at 6:18 am (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
ระบบข้าราชการนี้โดยเนื้อแท้เป็นองค์กรที่เป็นฐานอำนาจของราชสำนักโดยตรง เพราะโดยความหมายของคำว่า “ข้าราชการ” ก็แปลได้ตรงตัวว่า “ขี้ข้าแห่งกิจการของราชา” ดังนั้นปรัชญาสูงสุดของข้าราชการคือบริการพระราชา ไม่ใช่บริการประชาชน

ซึ่งก็มีรูปธรรมให้เห็นเด่นชัด เช่น เอกอัครราชทูต และทูตพาณิชย์ในประเทศที่พระมหากษัตริย์และเชื้อพระวงศ์เสด็จไปบ่อย เช่น อังกฤษ,ฝรั่งเศสเยอรมัน,อเมริกา ก็จะมีหน้าที่หลักในการเฝ้ารับเสด็จและรับใช้ใต้เบื้องยุคลบาทเป็นหลัก มิใช่มุ่งหาตลาดส่งออกสินค้าเกษตรกรเป็นหลัก

รวมตลอดทั้งเป็นผู้จัดซื้อสินค้าข้าวของเครื่องใช้ในห้องน้ำ ห้องบรรทม ที่ทรงโปรดจัดส่งถวายเป็นระยะๆ โดยมีการบินไทยรับหน้าที่เป็นผู้ขนส่ง เป็นต้น และจะด้วยเป็นเพราะพวกหัวหน้าพรรคการเมืองที่คร่ำหวอดรู้ถึงรหัสอันตรายนี้

แต่ในขณะเดียวกันก็เห็นความจำเป็นที่ต้องปฏิรูประบบราชการจึงได้ป่าวประกาศ นโยบาย “ปฏิรูประบบราชการ” มานานนับสิบปี แต่แล้วก็หายไปกับสายลม อาทิเช่น นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายบรรหาร ศิลปะอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ

หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ ก็ได้ประกาศนโยบาย “ปฏิรูประบบราชการ” มาช้านาน ก่อนที่ทักษิณจะเข้าสู่วงการการเมืองว่าหากเขาได้เป็นนายกฯ เขาจะดำเนินการปฏิรูประบบราชการทันที แต่จนแล้วจนรอดนับเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วก่อนที่ทักษิณจะมาเป็นนายกฯ

ก็ไม่ทำกันสักทีตั้งแต่นายชวนเข้ามาเป็นนายกฯ 2 รอบ นายบรรหาร และพลเอกชวลิต ก็ปล่อยให้ระบบราชการคงเป็นระบบขุนนางถ่วงการพัฒนาประเทศสืบต่อมา ด้วยเพราะเกรงว่าจะระคายเคืองเบื้องยุคลบาท,ระบบราชการจึงกลายเป็นภาระของ ประชาชนที่รัฐต้องใช้ภาษีเกินกว่า 50 %

ของงบประมาณประจำปี ไปเป็นเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงข้าราชการที่ทำงานบริการประชาชนแบบเช้าชาม เย็นชามเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีปีแรก 2544 ก็ประกาศปฏิรูประบบราชการทันทีด้วยมาตรการ 3 ขั้น,มาตรการที่ 1 ทำการจัดหมวดหมู่กระทรวงใหม่

บางกระทรวงยุบ และบางกระทรวงก็จัดตั้งใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของโลก และการแก้ปัญหาของประชาชนในประเทศไทย มาตรการที่ 2 ลดขนาดจำนวนข้าราชการ เปิดทางให้ข้าราชการที่เหนื่อยหน่ายต่อหน้าที่การงานลาออกก่อนกำหนดโดยให้

เงินชดเชย (early retirement) ส่วนพวกที่ยังอยู่ก็เพิ่มเงินเดือนให้สูงขึ้น และมาตรการที่ 3 ก็ดำเนินการเร่งรัดประสิทธิภาพด้วยการจัดให้ทุกหน่วยงานตรวจวัดคุณภาพการทำ งานเฉพาะมาตรการหลักๆ 3 มาตรการนี้ ก็ทำให้ข้าราชการส่วนหนึ่งไม่พอใจโดยเฉพาะมาตรการที่ 3

เนื่องจากระบบราชการไม่เคยมีการตรวจวัดคุณภาพกัน ข้าราชการหลายหน่วยงานมีการเคลื่อนไหว ประท้วงคัดค้านนโยบายนี้มากเป้า หมายการปฏิรูประบบราชการนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีความมุ่งหมายชัดเจนโดยประกาศต่อสาธารณชนหลายครั้งว่า

เพื่อจะเปลี่ยนระบบราชการให้เป็นระบบการบริหารแบบภาคธุรกิจเอกชน ที่ราชการจะต้องมุ่งถึงประสิทธิภาพของผลงาน ไม่ใช่เน้นแต่ความถูกระเบียบ โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น และพยายามปรับปรุงระบบงานราชการจากรัฐโบราณให้เป็นรัฐสมัยใหม่

ด้วยการใส่เทคโนโลยีระบบข้อมูลข่าวสารเข้าไป เพื่อให้เกิดความสะดวกต่อการบริการประชาชน เช่นการจัดทำบัตรประชาชน ซึ่งแต่เดิมมีความยุ่งยากมากโดยเฉพาะเมื่อทำบัตรประชาชนหาย ทุกคนที่ไปรับจ้างทำงานอยู่นอกภูมิลำเนาจะต้องลางานนานเป็นสัปดาห์เพื่อใช้

เวลาไปทำบัตรประชาชนใหม่ โดยทุกคนจำเป็นต้องเดินทางกลับไปยังภูมิลำเนาของตัวเองเพื่อขอทำบัตรใหม่ โดยจะต้องค้นหาข้อมูลจากสมุดเล่มใหญ่ๆ ที่มีเป็นสิบๆ เล่ม เพื่อดูว่าครั้งก่อนเขาเคยทำบัตรไว้เมื่อไร ซึ่งกลายเป็นช่องทางทำมาหากินของเจ้าหน้าที่บนอำเภอทุกแห่ง

เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเป็นปกติของชีวิตคนไทย ซึ่งนอกจากต้องเสียทั้งเงินทั้งเวลาทำงานแล้ว ยังจะต้องตกเป็นเบี้ยล่างให้พวกข้าราชการที่คิดทุจริตรีดไถกลายเป็นการ คอร์รัปชั่นประจำวันตามที่ทำการอำเภอต่างๆ แต่เมื่อปฏิรูประบบราชการโดยใช้ระบบข้อมูลออนไลน์เข้ามาใช้

การทำบัตรประชาชนใหม่ กรณีต่ออายุ หรือบัตรหาย ใช้เวลาแค่ 10 นาที โดยประชาชนสามารถไปทำที่ไหนก็ได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาการลางานเพื่อกลับไปภูมิลำเนาของตนอีกเลย และเป็นการปิดช่องทางการทุจริตจากการทำบัตรของเจ้าหน้าที่บนสถานที่ราชการ

ความ มุ่งหมายที่จะปรับปรุงระบบราชการให้ทันสมัยเช่นนี้ ได้กลายเป็นความหวาดระแวงอีกเรื่องหนึ่งของราชสำนัก เพราะเป้าหมายหลักของระบบราชการนั้น เป็นเครื่องมือในการควบคุมระบบรัฐให้เกิดความมั่นคงต่อราชสำนัก ไม่ใช่เป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่จะสร้างความนิยมให้แก่พ.ต.ท.ทักษิณ

และพรรคการเมืองของพ.ต.ท.ทักษิณ ดังนั้นรูปธรรมความไม่พอใจก็เกิดขึ้น เมื่อข้าราชการเหลือน้อยลงต้องทำงานหนักขึ้นในการบริการประชาชนเพื่อให้คุ้ม กับเงินเดือนที่ได้รับ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ต้องมีภาระและความรับผิดชอบมากขึ้น

เช่น เอกอัครราชทูตก็ต้องเป็นทั้งทูตและเป็นทั้งพ่อค้า เพื่อหาเงินเข้าประเทศผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเป็นพ่อเมืองที่ดูแลราษฎร จริงๆ โดยจะปัดภาระความรับผิดชอบว่าไม่ใช่งานของกระทรวงมหาดไทยไม่ได้ ตามโครงการผู้ว่าฯ CEO เป็นต้น ซึ่งก็สร้างความไม่พอใจแก่ข้าราชการที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมขุนนาง

ภาวการณ์ เช่นนี้ได้สร้างความวิตกกังวลแก่ราชสำนักว่าหากปล่อยให้ระบบราชการเปลี่ยน แปลงไปเช่นนี้ ในที่สุดระบบข้าราชการที่เป็นฐานอำนาจในการรับใช้ราชสำนัก ทั้งที่เป็นเครื่องมือในการรักษาอำนาจและที่เป็นเครื่องมือรับใช้บริการเป็น ส่วนตัวก็จะต้องแปรเปลี่ยนไป

และประกอบกับความไม่พอใจของข้าราชการที่เคยแต่กินข้าวร้อนนอนตื่นสาย ใครๆ ก็ว่ากล่าวไม่ได้ ต้องกลายมาเป็นขี้ข้าประชาชนและถูกตรวจสอบติดตามผลงานอย่างเป็นระบบก็กลาย เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลทักษิณ และกลายเป็นประเด็นที่พันธมิตรฯ นำมาโจมตีพ.ต.ท.ทักษิณ

ว่าได้ใช้อิทธิพลครอบงำระบบราชการเพื่อไปสนับสนุนตนเอง และที่ขาดไม่ได้ก็คือการหาเรื่องโยงให้ถึงความไม่จงรักภักดีในที่สุด เหตุการณ์ก็ตกผลึกทางความคิดที่ทหารพร้อมจะเข้ารับใช้โดยขับรถย้อนศรระบอบ ประชาธิปไตย ทำการยึดอำนาจเพื่อสนองพระราชปณิธานเมื่อ 19 กันยายน 2549,

หลักฐานปรากฏชัดจากคำให้สัมภาษณ์โฟนอินของทักษิณที่ยืนยันว่าพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ องคมนตรีนั่งประชุมร่วมกับประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครอง โดยวางแผนยึดอำนาจที่บ้านของ มล.ปีย์ มาลากุล ที่บ้านในซอยสุขุมวิท (โฟนอินเมื่อ 27 มีนาคม 2552 ในการชุมนุมคนเสื้อแดงหน้าทำเนียบรัฐบาล) และต่อมาพลเอกพัลลภ ปิ่นมณี ที่นั่งร่วมประชุมด้วยก็ยืนยันว่าเป็นจริง
Read More

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: