*นโยบายประชานิยม แต่ราชสำนักไม่นิยม*

25/02/2010 at 6:22 am (บทความ)


บท: ดารณี รวีโชติ
โยบายประชานิยมหลายโครงการได้สร้างความนิยมในตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ในหมู่ประชาชนโดยเฉพาะคนรากหญ้าในชนบทที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจและหวาดระแวงแก่ราชสำนักเป็นอย่างมาก โดยมีเสียงสะท้อนเล็ดรอดออกมาจากรั้ววัง เช่น

– นโยบายกองทุนหมู่บ้านหมู่บ้านละล้าน ทำให้ประชาชนมีนิสัยฟุ่มเฟือย ชาวบ้านมักจะกู้เงินกองทุนไปซื้อโทรศัพท์มือถือ ของพ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้เป็นสินไม่สอดคล้องกับแนวพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอ เพียงตามความเป็นจริงแล้วนโยบายนี้มีประโยชน์ต่อประชาชนในชนบทมาก เพราะเป็นอีกทางหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านหลุดพ้นจากระบบการกู้เงินนอกระบบที่ขูด รีดดอกเบี้ยอย่างหนัก ซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปว่ามีการขูดรีดดอกเบี้ยกันถึงร้อยละ 10 ต่อเดือน หรือร้อยละ 120 ต่อปี และรัฐบาล คมช. เมื่อปฏิวัติมีอำนาจเต็ม ก็ไม่กล้าล้มเลิกนโยบายนี้

– นโยบายหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือที่เรียกติดปากว่า โอท็อป(OTOP) ก็ถูกกล่าวหาว่าไม่มีประโยชน์ รัฐบาลน่าจะสนับสนุนกิจการศูนย์ศิลปาชีพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ มากกว่า และคำว่า OTOP ซึ่งย่อมาจากคำว่า One Tambol One Product (วันตำบลวันโพรดักท์) ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวย่อชื่อของทักษิณและภรรยา คือ “วันทักษิณ วันพจมาน”

– นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นการบริการทางด้านสาธารณสุขแนวใหม่ที่ประชาชนจะได้รับบริการจากรัฐอย่าง เป็นระบบ โดยทุกครั้งประชาชนที่เจ็บป่วยก็สามารถไปใช้บริการได้เองโดยเป็นสิทธิของ ประชาชน ซึ่งแต่เดิมประชาชนจะต้องรอหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไปให้บริการนานๆ สักครั้งหนึ่งเหมือนสวรรค์เทวดามาโปรด และหากว่าหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ยังไม่เข้าไปดูแลรักษา ก็ต้องดูแลตัวเองด้วยความทนทุกขเวทนา ซึ่งประชาชนมีชีวิตอยู่เช่นนี้มาเป็นเวลานานแล้ว

นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนแนวคิดปรัชญาจากรัฐเจ้าขุนมูลนาย ไปสู่รัฐบริการประชาชนที่ประชาชนเป็นผู้มีสิทธิที่จะได้รับบริการ ซึ่งการบริการลักษณะนี้ได้กระทบต่อลักษณะการบริการที่ราชสำนักกระทำมาแต่ เก่าก่อน โดยใช้หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ เช่นหน่วยแพทย์อาสาของสมเด็จพระราชชนนี เดินทางไปให้บริการประชาชนในชนบท ซึ่งนานๆ จะไปสักครั้งหนึ่งในจุดบริการหมู่บ้านเดียวกันนั้น และทุกครั้งที่ได้รับยา

ประชาชนจะต้องกราบไหว้เป็นบุญคุณอย่างล้นพ้นเสมือนหนึ่งเทพผู้โปรดสัตว์ ภาพเช่นนี้คนไทยจะเห็นอยู่ทางโทรทัศน์ในข่าวพระราชสำนักตอนสองทุ่มทุกเมื่อ เชื่อวัน เป็นเสมือนการทำบุญด้วยเวทนามากกว่าเป็นบริการของรัฐ ดังนั้นเมื่อพ.ต.ท.ทักษิณ จัดระบบให้เกิดความสะดวกแก่ประชาชนโดยเดินทางไปรับบริการได้ทันทีในฐานะผู้ ถือบัตรทองที่มีเกียร์ติและมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ซึ่งไม่ต้องนั่งคอยรถบริการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เหมือนอย่างแต่ก่อน ลักษณะนโยบายเช่นนี้ย่อมกระทบต่อการสร้างภาพการให้ทานในฐานะเจ้าบุญนายคุณ ที่สถิตอยู่เหนือประชาชน

– นโยบาย 1 ทุน 1 อำเภอ ที่ใช้เงินหวยใต้ดินที่นำขึ้นมาบนดิน (เป็นเงินได้เดือนละประมาณ 1,000 ล้านบาท) ส่งลูกคนจนในชนบทที่แยกการแข่งขันในแต่ละเขตอำเภอ เป็นผลให้เด็กชนบทที่เรียนเก่งมีโอกาสแข่งขันได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ ซึ่งในอดีตใครอยากชิงทุนไปต่างประเทศจะต้องเดินทางไปสอบรวมกันที่กรุงเทพ ทั้งลูกคนจน คนรวย ร่วมกันสอบแข่งขันชิงทุน “มหิดล” ของราชสำนักซึ่งทำให้ลูกคนจนต้องเสียเปรียบในการแข่งขันเพราะนอกจากจะเสีย เปรียบลูกคนรวยที่อยู่ในกรุงเทพฯ อยู่แล้ว ยังจะต้องเสียเปรียบจากการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ อีก ซึ่งคนจนก็ไม่มีค่าพาหนะเดินทาง และไม่มีที่พักค้างคืนในกรุงเทพฯ

อีกทั้งจำนวนนักเรียนที่จะได้รับทุนในอดีตนั้นก็มีจำนวนน้อย แต่ปรากฏว่าทุนหวยบนดินตามนโยบายนี้มีจำนวนมาก เพียงปีเดียวก็มีทุนให้ไปต่างประเทศเกือบ 900 คน ซึ่งมากกว่าที่ระบบราชการเดิมเคยทำในนามทุนมหิดลถึง 10 ปี อีกทั้งผู้ที่จะเข้ารับทุนนี้ก็กำหนดรายได้ของผู้ปกครองว่าต้องเป็นคนจนเท่า นั้นด้วย และให้แบ่งสอบแข่งขันแยกกันเป็นอำเภอๆ ไป จึงทำให้ลูกคนจนในชนบทได้รับโอกาส และแทนที่จะตั้งชื่อยกให้เป็นเกียรติ์แก่ราชสำนัก แต่รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ก็กลับไปเรียกชื่อว่า “โครงการหนึ่งทุนหนึ่งอำเภอ” ก็เกิดความไม่พอใจจากราชสำนัก

– โครงการที่ดูเหมือนว่าเป็นอันตรายมากที่สุด ก็คือโครงการแก้ปัญหาความยากจน “กรณีอาจสามารถ” ที่ พ.ต.ท.ทักษิณได้ออกแสดงบทบาท โดยลงไปค้างคืนในชนบทเพื่อทำเป็นตัวอย่าง ด้วยการสำรวจความยากจนของประชาชน และร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด และนายอำเภออาจสามารถ ในการแก้ปัญหาเพื่อเป็นต้นแบบให้ข้าราชการทุกจังหวัดได้เป็นแนวทาง ปรากฏว่าจากกรณีนี้ได้มีเสียงสะท้อนจากราชสำนักชัดเจนว่าไม่เป็นที่พอใจ

เพราะแนวทางการแก้ปัญหาความยากจนในชนบทนั้น พระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเป็นต้นแบบของการแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งแตกต่างจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำอยู่ และนับแต่เหตุการณ์กรณีอาจสามารถนี้ ก็กลายเป็นจุดประทุที่ส่งสัญญาณให้เห็นเด่นชัดว่า “นายกฯ ทักษิณ เป็นอันตราย”หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่านโยบายของทักษิณเป็นนโยบายที่ดี และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่ราชสำนักมีความระแวงในตัวพ.ต.ท.ทักษิณ จึงขยายผลไปถึงนโยบายต่างๆ ดังจะเห็นได้จากการโจมตีนโยบายของทักษิณอย่างรุนแรงมาตั้งเริ่มแรก และรุนแรงมากขึ้นโดยเครือข่ายราชสำนักทั้งพรรคประชาธิปัตย์ อาจารย์มหาวิทยาลัย และแกนนำพันธมิตรฯ ประสานเสียงกันเป็นเสียงเดียวว่า “ระบอบทักษิณ” แต่เมื่อพวกเขายึดอำนาจเมื่อ 19 ก.ย.49

และตั้งองคมนตรีพลเอกสุรยุทธ เป็นนายกฯ ก็ไม่ได้ยกเลิกนโยบายของทักษิณ และยิ่งเมื่ออุ้มนายอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นนายกฯ หลังจากโค่นล้มรัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชายได้สมใจแล้ว ก็ปรากฏว่านายอภิสิทธิ์ก็นำนโยบายที่พวกเขากล่าวให้ร้ายว่า “ระบอบทักษิณ” หรือนโยบายประชานิยมนี้ไปใช้ทั้งดุ้น เพียงแต่ไปเรียกชื่อใหม่เพื่อเป็นการยกยอราชสำนัก ทุกอย่างก็ไม่มีปัญหา เช่น นโยบายกองทุนหมู่บ้าน ก็เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า “นโยบายส่งเสริมชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นต้น

หลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่ แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงของความปั่นป่วนของการเมืองไทยนั้นแท้จริงมาจาก ราชสำนักที่ไม่ยอมรับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และหวาดระแวงต่อความเข้มแข็งของระบบพรรคการเมือง และพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตย โดยตัดสินใจทำลายทักษิณ ทั้งล้มรัฐบาลและสั่งฆ่า ซึ่งแตกหักเมื่อพรรคไทยรักไทยได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อต้นปี 2548 โดยได้เสียง ส.ส.มากที่สุดเป็นประวัติการณ์คือ 377 เสียง
Read More

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: