*เสื้อเหลืองล่อเป้า – เสื้อแดงยิงเป้า*

31/03/2010 at 8:31 am (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
หากจะได้มองการเคลื่อนตัวของกลุ่มคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดงอย่างวิเคราะห์ เจาะลึก โดยมิได้มองติดอยู่ที่กลุ่มเกลียดทักษิณ และกลุ่มรักทักษิณแล้ว ก็จะเห็นว่าการเคลื่อนไหวของคนทั้งสองกลุ่มมีลักษณะเป็นเอกภาพกัน และเสมือนหนึ่งประสานกันโดยสภาวะวิสัยอย่างน่าอัศจรรย์

ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีแห่งองค์เอกภาพของความขัดแย้ง กล่าวคือกลุ่มเสื้อเหลืองจะกล่าวอ้างถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดเวลาว่า เป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง รวมตลอดทั้งโชว์หลักฐาน วัตถุพยานต่างๆ เพื่อให้สังคมเชื่อตามคำกล่าวอ้างนั้น

ในขณะที่สำนักพระราชวังก็ปล่อยให้กล่าวอ้างตลอดระยะเวลาของการชุมนุมที่ยาว นาน ซึ่งหากมองด้วยสายตาธรรมดาก็น่าเชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรฯ มีความจงรักภักดีจริง แต่หากดูอย่างวิเคราะห์เจาะลึกแล้วจะเห็นว่าเป็นการ “ดึงฟ้าต่ำ อย่างแยบยล” ซึ่งโดยผลของการดึงฟ้าต่ำย่อมจะก่อให้เกิดความเกลียดชัง

และโกรธแค้นในฟ้าของฝ่ายเสื้อแดงมากยิ่งขึ้น จึงมีลักษณะเสมือนกลุ่มเสื้อเหลืองมีความจงใจที่พยายามดึงฟ้าให้ลงมาต่ำ เพื่อให้ฝ่ายเสื้อแดงเป็นผู้ทำลายฟ้าเข้าลักษณะว่า “เสื้อเหลืองล่อเป้า เสื้อแดงยิงเป้า” ตลอดเวลา และก็ปรากฏว่าแม้จะขับไล่รัฐบาลทักษิณ

และตัวแทนออกจากอำนาจไปในลักษณะถอนรากถอนโคนจนพวกเสื้อเหลืองสามารถจัดตั้ง รัฐบาลโดยมีนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ได้แล้ว และพวกพันธมิตรฯ อีกหลายคนก็มีตำแหน่งได้เป็นรัฐมนตรี และที่ปรึกษารัฐมนตรีแล้ว แต่เสื้อเหลืองก็ยังไม่ยอมยุติความขัดแย้ง

และยังคงใช้สถาบันกษัตริย์มาแอบอ้างเพื่อขยายตัวหาสมาชิกในขอบเขตทั่วประเทศ มีลักษณะเป็นขบวนการทางการเมืองอย่างชัดเจนแล้วเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2552 ขณะกลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมใหญ่ที่ท้องสนามหลวง กลุ่มคนเสื้อเหลืองพันธมิตรฯ

ก็ชุมนุมใหญ่กันที่สระบุรี โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ประกาศบนเวทีชัดเจนว่าได้เกิดสงครามประชาชนแล้ว โดยกล่าวว่า“บัดนี้ได้เกิดสงครามประชาชนแล้ว ฝ่ายหนึ่งคือพวกเราที่ปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และราชบัลลังก์ อีกฝ่ายหนึ่งคือทักษิณ

และพวกเสื้อแดงที่มุ่งทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และราชบัลลังก์การขยายตัวของเสื้อเหลืองออกต่างจังหวัด โดยอ้างการปกป้องสถาบันฯ ด้านหนึ่งจึงเป็นการขยายการจัดตั้งของกองกำลังเสื้อเหลือง แต่อีกด้านหนึ่งกลับกลายเป็นแรงกระตุ้นให้กลุ่มคนเสื้อแดงไม่พอใจและขยายตัว

มากขึ้นเพื่อเตรียมการจัดตั้งกองกำลังเช่นกัน ซึ่งภาวการณ์เผชิญหน้าของมวลชนเสื้อเหลือง และเสื้อแดง โดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเป้าล่อของการทำลายล้างกันเช่นนี้ จึงเป็นผลลัพธ์ที่ผู้อยู่เบื้องหลัง “ม็อบเส้นใหญ่” คาดไม่ถึงสงครามนี้ผู้ที่จะต้องขาดทุนอย่างย่อยยับทั้งขึ้นทั้งล่องคือราชสำนัก
Read More

Advertisements

Permalink ให้ความเห็น

*สงครามเสื้อเหลือง-เสื้อแดง*

30/03/2010 at 8:30 am (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
ความขัดแย้งในหมู่ประชาชนที่ใช้สีสัญลักษณ์เป็นฝ่ายสีเหลือง และสีแดง เป็นความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ทางการเมืองที่เชื่อมโยงถึงสถาบันกษัตริย์ และมีความโกรธแค้นกันระหว่างกลุ่มเสื้อเหลืองเสื้อแดงถึงขนาดทำร้ายกันถึง ชีวิต ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในประเทศไทย เป็นความขัดแย้งที่มีรากความคิดลึกถึงการเกลียดชังต่อเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินบาง พระองค์ที่ยากจะแก้ไข และมีลักษณะกว้าง แม้เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ก็ไม่อาจจะเทียบความรุนแรงได้

เริ่มต้นจากการปลุกระดมผู้คนโดยใช้สีเหลืองอันเป็นสีวันพระราชสมภพของพระ เจ้าอยู่หัวเป็นสัญลักษณ์ โดยใส่ร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าเป็นผู้ไม่จงรักภักดีและอยากจะเป็นประธานาธิบดีจนเกิดการรัฐประหารล้ม อำนาจทักษิณสมใจพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่สามารถจะต่อสู้ในเวทีการเลือกตั้งได้ แต่ด้วยเพราะระบบข่าวสารที่ก้าวหน้า และประชาชนมีความเข้าใจต่อระบบการเมืองดีแล้ว ประกอบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯ คนแรกที่มาตามระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดเจน

และมีผลงานเป็นที่ประทับใจของประชาชน จึงสร้างความไม่พอใจให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลประโยชน์จากนโยบายประชานิยมของ ทักษิณ ประชาชนเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อคนที่ทำดีแก่บ้านเมือง จึงสงสารและผูกพันในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ แม้ฝ่ายทหารจะทำการโฆษณาชวนเชื่อฝ่ายเดียว ใส่ร้ายทักษิณต่างๆ นาๆ ตลอด 1 ปีเต็ม หลังการยึดอำนาจก็ไม่อาจจะทำลายศรัทธาที่มีต่อตัวทักษิณได้ ในที่สุดความสงสารและความไม่เป็นธรรมที่กระทำต่อทักษิณก็พัฒนากลายเป็นกลุ่ม

บุคคลที่ผูกพันกันเพื่อช่วยทักษิณและพัฒนาไปเป็นองค์กรมวลชนที่มีอุดมการณ์ ประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยใช้สีแดงเป็นสัญลักษณ์ และมีการชุมนุมเคลื่อนไหวต่อต้านกลุ่มคนเสื้อเหลืองที่ใช้ชื่อว่า กลุ่มพันธมิตรฯ (พธม.) ต่อมากลุ่มคนเสื้อแดงก็พัฒนาไปเป็นองค์กรใช้ชื่อว่า แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และยิ่งเมื่อเสื้อเหลืองแสดงบทบาทที่ไม่เกรงกลัวกฎหมายโดยทำการอุกอาจยึด ทำเนียบรัฐบาล ยึดสถานีโทรทัศน์ ยึดสนามบิน

รวมทั้งติดอาวุธจัดตั้งเป็นกองทัพประชาชนโดยที่เจ้าหน้าที่ไม่กล้าดำเนินการ ใดๆ ในนามม็อบ“เส้นใหญ่” ก็ยิ่งสร้างความไม่พอใจและโกรธแค้นแก่ฝ่ายคนเสื้อแดงมากยิ่งขึ้น จึงเกิดการรวมตัวและขยายตัวครอบครองพื้นที่ โดยสร้างเขตพื้นที่อิทธิพลของตนขึ้นอย่างมีลักษณะจัดตั้งและลักษณะขบวนการ รวมตลอดทั้งมีกระบอกเสียงเป็นวิทยุชุมชน และสถานีโทรทัศน์เป็นของแต่ละฝ่าย โดยกีดขวางไม่ให้ผู้นำมวลชนของฝ่ายตรงข้ามเดินทางเข้ามาในพื้นที่จังหวัดที่

เป็นอิทธิพลของตน ถึงขั้นยกพวกไปทำร้ายกัน สภาวการณ์เช่นนี้คือหน่ออ่อนๆ ของสงครามประชาชน
ความขัดแย้งทางความคิดการเมืองของคนไทยที่รุนแรง และกว้างขวางเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และได้กลายเป็นแนวทางการปฏิวัติสังคมแนวใหม่ที่มีความแตกต่างจากการปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475
Read More

Permalink ให้ความเห็น

*ยุบพรรคตัดสิทธิ์ วิกฤตสังคม-ระบบพิกลพิการ*

29/03/2010 at 8:04 am (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
เมื่อราชสำนักเกิดความวิตกกังวลต่อการสิ้นสุดราชวงศ์เป็นอย่างมาก เครือข่ายราชสำนักที่ผนึกกำลังกันอย่างเป็นระบบโดยพลเอกเปรม ในฐานะประธานเครือข่าย ก็ทำหน้าที่ที่น่าชื่นชมในสายตาของราชสำนัก แต่แท้จริงกลับเป็นอันตรายต่อราชสำนักอย่างยิ่ง

โดยพลเอกเปรมได้บัญชาการอยู่หลังฉาก โดยใช้ทั้งองค์กรทหาร และองค์กรศาล ในการยึดอำนาจทำลายองค์กรพรรคการเมืองอย่างตัดรากถอนโคน ด้วยการทำลายสายตระกูลของนักการเมืองที่เป็นหัวขบวนของแต่ละพรรคการเมือง โดยข้ออ้างว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมในการทุจริตเลือกตั้งในฐานะเป็นกรรมการพรรค จึงถูกตัดสิทธิ์ 5 ปี

รวมนักการเมืองระดับหัวกะทิประมาณเกือบ 300 คน ที่ถูกกีดกันออกจากวงการเมือง ซึ่งมีผลทำให้องค์กรพรรคอยู่ในสภาพล้มลุกคลุกคลานโดยไม่อาจจะเป็นรากฐานค้ำ จุนระบบรัฐสภาได้
ดังนั้นโดยผลแห่งการยึดอำนาจของทหาร และผลแห่งคำพิพากษายุบพรรค ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค

จึงทำให้ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอทันตาเห็น อีกทั้งได้สร้างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่เน้นระบบตรวจสอบ ควบคุม อำนาจของรัฐบาลและส.ส.โดยองค์กรอิสระและศาลตามแนวคิดอำมาตยาธิปไตยจึงทำให้ รัฐสภาของไทยกลายเป็นสภาของเด็กขี้ฟ้อง

จนรัฐบาลและฝ่ายค้านไม่อาจจะทำหน้าที่ตามกลไกของระบอบประชาธิปไตยเพื่อรักษา ประโยชน์ของประชาชนได้การเมืองของไทย จึงกลายเป็นการเมืองค้าความ ส.ส.ก็กลายเป็นทนายความตีนโรงตีนศาลจากสถานการณ์เช่นนี้ก็แน่นอนว่าสถาบันทางการเมืองของประชาชนอันได้แก่พรรค การเมือง และรัฐสภา

จึงอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด และสถาบันที่จะเข้มแข็งขึ้นก็เหลือเพียงสถาบันพระมหากษัตริย์ และสถาบันทหารเท่านั้นการเมืองไทยวันนี้ก็คือการทำลายสถาบันพรรคการเมืองเพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่ม ข้าราชการเข้มแข็งขึ้น เป็นแกนหลักในการบริหารรัฐ ซึ่งเป็นการเปิดโปงตัวเองของราชสำนักว่าไม่พึงพอใจ

และไม่ไว้วางใจพวกนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง จึงไม่ต้องการให้อำนาจอยู่กับสถาบันพรรคการเมืองและสถาบันรัฐสภาในการบริหาร ประเทศ ซึ่งนับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติและประชาชน เพราะในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่รุนแรงเช่นนี้ แทนที่ข้าราชการประจำ

และข้าราชการเมืองควรจะประสานสามัคคีกันเพื่อแก้ปัญหา ของประเทศ แต่กลับกลายต้องมาทะเลาะกันเพื่อช่วงชิงอำนาจโดยไม่มีกติกากลางจากการบงการของพลเอกเปรมเช่นนี้ ได้ส่งผลกระทบที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อราชสำนักอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

และยากที่จะสมานแผลใจอันเกิดจากการทำลายสายตระกูลของแกนนำพรรคการเมือง ซึ่งเป็นชนชั้นนำฝ่ายพลเรือนที่มีบารมีในลักษณะเกาะติดกับประชาชนทั่วประเทศ อย่างเป็นรูปธรรม และหากจะเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการแก้ปัญหาทุกข์ร้อนของประชาชนระหว่าง

นักการเมืองกับข้าราชการประจำในวันนี้ ก็จะเห็นว่านักการเมืองมีประสิทธิภาพสูงกว่าข้าราชการประจำเพราะองค์กรข้า ราชการนั้นจะงุ่มง่าม เนื่องจากเป้าหมายหลักถูกฝึกให้บริการราชวงศ์ มิได้มีเป้าหมายอยู่ที่ประชาชน ซึ่งแตกต่างจากพรรคการเมืองที่มีแรงจูงใจ คือความนิยมของประชาชน

ดังนั้นเมื่อเกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงเช่นนี้ ก็ยากที่องค์กรราชการที่เป็นองค์กรหลักจะตั้งรับได้ และเมื่อเกิดความหิวโหยก็จะเกิดการลุกฮือของประชาชน อันจะส่งผลกระทบต่อระบบโครงสร้างการปกครองของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่นี้ อย่างแน่นอน
Read More

Permalink ให้ความเห็น

*การเมืองปลายรัชกาลกับภาวการณ์เปลี่ยนแปลง *

28/03/2010 at 8:04 am (บทความ)


บท: ดารณี รวีโชติ
อำนาจการเมืองรวมศูนย์อยู่ที่ไหน ผลประโยชน์ของรัฐก็จะรวมศูนย์อยู่ที่นั่น รวมตลอดทั้งกำลังพลก็จะรวมศูนย์รับใช้อำนาจอยู่ ณ ที่นั้นด้วย เพราะยศถาบรรดาศักดิ์ อาหารการกิน ความสมบูรณ์พูนสุข เป็นเป้าหมายของมนุษย์ ซึ่งในระบอบประชาธิปไตย อำนาจรัฐเป็นเรื่องสมบัติผลัดกันชม

แต่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชอำนาจรัฐเป็นทรัพย์สมบัติของกษัตริย์ที่ไม่อาจ จะผลัดให้ใครมาชมได้ เมื่อครองอำนาจแล้วต้องครองต่อไป ไม่มีวาระการดำรงตำแหน่งเหมือนการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ยิ่งพระมหากษัตริย์ของไทยองค์ปัจจุบันมีทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์มากถึง 1.19 ล้านล้านบาท

ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลกด้วยแล้ว พระราชอำนาจของท่านจึงยิ่งใหญ่ เมื่อใกล้การผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน พระองค์ใดจะขึ้นมาครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 10 จึงเป็นเรื่องที่โลกต้องจับตามอง และสำหรับข้าราชบริพารทหาร ตำรวจ ที่แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายย่อมมีเดิมพันทางผลประโยชน์ผูกพันไปกับสายเจ้านาย พระองค์ใดพระองค์หนึ่งด้วย

ด้วยสังคมไทยมีกฎหมาย และวัฒนธรรมโบราณที่ปิดกั้นการคิด และการรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับการสืบราชสมบัติของราชสำนักด้วยแล้ว เรื่องราวการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเจ้านายพระองค์ใดมีความเหมาะสมที่จะขึ้นครอง ราชย์จึงกลายเป็นเรื่องต้องห้าม

แต่ความเป็นจริงก็ไม่อาจจะปิดกั้นความคิดของชาวบ้านได้ เรื่องราวราชสำนักจึงกลายเป็นเรื่องซุบซิบกันทั้งบ้านทั้งเมืองว่า “รัชกาลที่ 10 จะเป็นฟ้าชาย หรือสมเด็จพระเทพ?” แต่วันแล้ววันเล่า พสกนิกรก็เฝ้าที่จะชื่นชมบารมีด้วยใจจดจ่ออย่างเงียบๆ แต่ก็ไม่มีหมายกำหนดการ

ทั้งๆ ที่พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลก็ทรงพระเจริญในพระชนมายุมากแล้ว และก็ทรงประชวรอยู่บ่อยครั้งตามที่เป็นข่าว แต่ก็ยังไม่มีข่าวที่พสกนิกรเฝ้ารอ ในที่สุดก็ซุบซิบกันต่อจนมีข้อสรุปตรงกันว่าราชสำนักคงมีปัญหาไม่ลงตัวในการ ผลัดเปลี่ยนรัชกาลอย่างแน่นอน

ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองในระบอบรัฐสภา ซึ่งก็มีความขัดแย้งช่วงชิงผลประโยชน์กันเป็นปกติอยู่แล้ว เกิดความรุนแรงยิ่งขึ้น ตามสภาพความไม่ลงตัวของราชสำนักนั้นด้วย เพราะผู้นำของพรรคการเมืองก็ต้องหูตาไว คอยเกาะติดข่าวกับข้าราชบริพารในสำนักพระราชวัง รวมถึงองคมนตรีด้วย

ด้วยเหตุที่อำนาจการเมืองที่แท้จริงรวมศูนย์อยู่ที่ราชสำนัก ดังนั้นถ้าใครเกาะผิดสาย หรือตกขบวนรถไฟก็หลุดอำนาจทางการเมืองทันที ดังนั้นเหตุการณ์ทางการเมือง ที่นายทหารใหญ่ ตำรวจใหญ่ ทั้งหลาย มุ่งแต่จะฟังคำสั่งจากพลเอกเปรมมากกว่าจะปฏิบัติตามหน้าที่ของตนตามกฎหมาย

ก็เพราะเชื่อมั่นว่าพลเอกเปรมเป็นผู้ใกล้ชิดทั้งกษัตริย์ และราชินี ซึ่งจะเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการขึ้นครองราชย์ของรัชกาลที่ 10จากสภาพการเมืองปลายรัชกาล และความไม่ลงตัวของราชสำนักเช่นนี้จึงเกิดความวิตกกังวลต่อการสืบต่ออำนาจ ของราชวงศ์

ด้วยเกรงว่าจะเกิดการแย่งชิงอำนาจกันจนเป็นเหตุให้ราชวงศ์สิ้นสุดเพียงแค่ 10 รัชกาล ยิ่งมีคำทำนายโบราณของสมเด็จพุฒาจารย์ที่มีมาตั้งแต่ต้นราชวงศ์ โดยพยากรณ์เป็นปริศนาว่าจะเกิดเหตุการณ์สำคัญๆ ในแต่ละรัชกาล และสิ้นสุดเพียง 10 รัชกาล จึงกลายเป็นความวิตกอย่างยิ่งของราชสำนักตามคำทำนาย ดังนี้

มหากาฬ(รัชกาลที่ 1) ,ภาณยักษ์(รัชกาลที่ 2) ,รักษ์บัณฑิต (รัชกาลที่ 3) ,สถิตย์ธรรม(รัชกาลที่ 4) ,จำแขนขาด(รัชกาลที่ 5), ราชโจร (รัชกาลที่ 6) ,นนทุกข์(รัชกาลที่ 7) ,ยุคทมิฬ(รัชกาลที่ 8), ถิ่นกาขาว (รัชกาลที่ 9) ,ชาวศิวิไลย์(รัชกาลที่ 10)

จากคำพยากรณ์นี้ได้มีการตีความกันว่าราชวงศ์จักรีจะมีเพียง 10 รัชกาลเท่านั้น เพราะเมื่อถึงยุคชาวศิวิไลย์แล้วทุกอย่างก็เจริญรุ่งเรืองไม่ต้องมีกษัตริย์ ปกครองอีกต่อไป และที่สังคมไทยมีความเชื่อมากยิ่งขึ้นเพราะคำทำนายนี้ได้บอกเหตุการณ์สำคัญๆ ในแต่ละรัชกาลถูกต้อง อาทิเช่น

รัชกาลที่ 1 มีความยากลำบากต้องเผชิญสงครามกับพม่า จึงเรียกว่าเป็นยุคมหากาฬ ,ส่วนรัชกาลที่ 2 นั้นทำนายว่าจะเป็นผู้ที่ทรงความรู้ก็เป็นจริง เพราะพระองค์ทรงเป็นนักปราชญ์ ,ในรัชกาลที่ 3 ก็ทำนายว่าเป็นยุคที่บัณฑิตเฟื่องฟู ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 3 ก็มีความเจริญรุ่งเรือง มีการสร้างวัดวาอาราม

แต่งสำเภาไปค้าขายต่างประเทศ และทำนายว่ารัชกาลที่ 4 สถิตธรรมก็มีส่วนจริง เพราะก่อนขึ้นครองราชย์รัชกาลที่ 4 ก็ทรงผนวช และเป็นผู้สร้างนิกายศาสนาพุทธขึ้นอีกนิกายหนึ่งคือนิกายธรรมยุติ,รัชกาลที่ 5 จำแขนขาด ก็หมายถึงการเสียดินแดนก็เป็นจริง ,

รัชกาลที่ 6 ก็มีการใช้เงินหมดพระคลัง ,รัชกาลที่ 7 ก็ต้องรับภาระ เพราะเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง และต้องสละราชสมบัติเหมือนนนทุกข์ ซึ่งเป็นตัวละครในรามเกียรติ์ ,รัชกาลที่ 8 ก็ถูกลอบปลงพระชนม์สมกับเป็นยุคทมิฬ ส่วนรัชกาลที่ 9 ก็ตีความหมายกันมากมายว่ามีฝรั่งผิวขาวเข้ามาในประเทศมาก

บางสำนักก็ตีความว่าเป็นยุคแห่งความผิดปกติวุ่นวายผิดธรรมชาติ เพราะธรรมชาติอีกาต้องสีดำ แต่อีกากลับกลายเป็นสีขาวหมด และเมื่อถึงรัชกาลที่ 10 ก็จะกลายเป็นยุคแห่งความเจริญคือชาวศิวิไลย์ ซึ่งวันนี้ก็เห็นแล้วว่าใกล้จะเป็นจริง เพียงแต่มีกระบวนการของราชสำนักที่จะเหนี่ยวรั้งไม่ให้เกิดความเจริญขึ้น

ด้วยการนำเสนอแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้ประชาชนทำงานแต่พออยู่พอกิน ไม่เน้นการผลิตที่ก้าวหน้าทันสมัย และไม่เน้นการเก็บระบบภาษีที่ก้าวหน้าจากคนรวยเพื่อมาเฉลี่ยสุขให้แก่คนจน เพราะจะกระทบผลประโยชน์ของราชสำนัก ดังนั้นการเหนี่ยวรั้งสังคมเช่นนี้ในภาวะที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ คนยากจนอดอยาก

จึงบ่งบอกถึงการจะเกิดปฏิวัติใหญ่ในประเทศไทย เพื่อก้าวสู่ยุคชาวศิวิไลย์ความวิตกกังวลของราชสำนักได้ถูกกระพือโหมจากพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มบุคคลที่เสียผลประโยชน์ทางการเมืองจากนโยบาย และความนิยมของประชาชนที่มีต่อตัว พ.ต.ท.ทักษิณ

เพื่อให้ราชสำนักเกิดความตื่นกลัวแล้วมาสนับสนุนพวกของตนที่จะเอาชนะทักษิณ ด้วยวิธีการนอกกฎหมาย ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการวางแผนช่วงชิงอำนาจทางการเมืองด้วยวิธีการที่นอกระบอบ ประชาธิปไตยโดยการแสดงตัวเป็นผู้จงรักภักดีต่อราชสำนัก

และใส่ร้ายว่าทักษิณคิดการใหญ่จะสถาปนาสาธารณรัฐ เพื่อขึ้นเป็นประธานาธิบดีเอง และเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ ก็มีผู้ใกล้ชิดพลเอกเปรม เช่น นายโสภณ สุภาพงศ์ และนายสนธิ ลิ้มทองกุล และพรรคพวกออกมาระบุรายละเอียดว่าทักษิณได้ร่วมปรึกษาหารือกับอดีตแกนนำพรรค คอมมิวนิสต์แห่งปะเทศไทย

ที่เป็นอดีตผู้นำนักศึกษาหัวรุนแรง เช่น นายเกรียงกมล เลาหะไพโรจน์ และนายภูมิธรรม เวชชยะชัย ที่ประเทศฟินแลนด์ โดยจัดทำเป็นเค้าโครงเรียกว่า “ปฏิญญาฟินแลนด์” เพื่อล้มราชวงศ์ แต่ก็ถูกตอบโต้จากนายภูมิธรรมและพวกทำการฟ้องร้องคดีต่อศาลในข้อหาหมิ่น

ประมาท และแม้ศาลจะตัดสินนายสนธิ ลิ้มทองกุล และพวก ว่ามีความผิด แล้วแต่กระแสข่าวก็ยังไม่หยุด ล่าสุดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แม้จะดำรงตำแหน่งเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ก็ยังใส่ร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างเปิดเผยในการตอบกระทู้ในสภาเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2552 ว่า “พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการจะเป็นประธานาธิบดี”

การใส่ร้ายป้ายสีเพื่อช่วงชิงอำนาจการเมืองจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กระทำกันอย่างเป็นระบบโดยเครือข่ายราชสำนัก จนในที่สุดก็เกิดการช่วงชิงอำนาจจากรัฐบาลทักษิณเป็นผลสำเร็จ แต่ก็กลายเป็นจลาจลวุ่นวายทางการเมืองของไทยนับแต่การยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549

เป็นต้นมาจนถึงจลาจลการยึดสนามบิน และสงครามประชาชนเสื้อเหลือง เสื้อแดงที่คุกรุ่นขึ้นจนถึงทุกวันนี้หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันได้ถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นผลจาก ภาวะการเมืองปลายรัชกาล โดยมีพลเอกเปรมเป็นผู้ใช้อำนาจอันมิชอบนี้ ก็คือการเปิดเผยข้อเท็จจริงของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่รู้ปัญหาเต็มอกแต่ยากที่จะเปิดเผยอย่างหมดเปลือกต่อสาธารณะชนได้ก็คือ คำให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์อาซาฮี ชิมบุน ที่ญี่ปุ่น ว่า“

อาซาฮี : คุณมีความเห็นยังไงกับรัฐบาลใหม่ของไทย
ทักษิณ : พรรคประชาธิปัตย์ได้อำนาจจากเสียงส่วนใหญ่ ด้วยการสนับสนุนจากศาล จากกองทัพ และคณะองคมนตรี สาเหตุที่พวกเขาเรียกร้องให้ผมเลิกยุ่งกับการเมืองไทย ก็เพราะพวกเขาไม่มั่นใจว่าจะกุมอำนาจได้ ถ้าผมยังยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ผมเชื่อว่า จริงๆ แล้วกองทัพและคณะองคมนตรีนั่นแหละที่ต้องเลิกยุ่งกับการเมือง

อาซาฮี : คุณยังจะสู้ต่อหรือเปล่า
ทักษิณ : ผมกำลังจะอายุครบ 60 ปี ในเดือนกรกฎาคมปีนี้ ผมอยากจะใช้ชีวิตอย่างสงบ และหวังว่า จะได้เห็นความสมานฉันท์อีกครั้งในหมู่คนไทย แต่ผมยังไม่ได้รับข้อเสนออะไรจากรัฐบาล หรือกลุ่มต่อต้านทักษิณว่า ต้องการจะเจรจา ผมยังตายไม่ได้ก่อนที่จะพิสูจน์ว่าผมไม่ได้รับความยุติธรรม และผมเชื่อว่า กลุ่มผู้สนับสนุนผมจะสู้กับพวกเขาต่อ แม้ว่าผมจะตายไปแล้วที่นี่”
(คัดจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11276)

หลังจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ให้สัมภาษณ์สดทางโทรทัศน์ DTV เช้าวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2552 เวลา 10.00 น. ความสำคัญตอนหนึ่งว่า

“ไม่ว่าจะต่อสู้บนนรกหรือสวรรค์ก็จะต่อสู้ ถ้าไม่คืนความเป็นธรรมให้ก็จะไม่มีวันหยุดเคลื่อนไหว ซึ่งทุกวันนี้มีความพยายามดำเนินคดีและรังแกตนเองทุกอย่าง แล้วอย่าคิดว่าจะส่งคนมาฆ่าตนที่ต่างประเทศ เพราะถึงตายก็ไม่หยุดแน่ ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ เพราะมีผู้ระแวงว่าตนเองไม่จงรักภักดี………..ผมขอยืนยันว่าตนเองจงรัก ภักดีมากที่สุดคนหนึ่ง อย่ามาหาเรื่องกัน สมมติฐานนี้ผิดก็ควรทำสมมติฐานให้ถูก ความไม่จงรักภักดีที่ผมถูกกล่าวหาก็จะได้รับการแก้ไข ผมขอเรียกร้องว่าขอให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน เริ่มต้นใหม่ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกติกา ในชีวิตผมเองได้รับพระราชทานอะไรมามากมาย ผมมีความกตัญญู หวังว่าสักวันหนึ่งเมื่อใช้กรรมที่เกิดขึ้นในชาติที่แล้วหมด ต่อไปก็คงจะโชคดี ได้รับกรรมดีกลับมารับใช้แก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนถ้าพรรคพวกได้เป็น รัฐบาล”
Read More

Permalink ให้ความเห็น

*แผ่นดินนี้เป็นของกษัตริย์ ประชาชนคือผู้อาศัย*

27/03/2010 at 8:04 am (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
เมื่อเนื้อแท้ของโครงสร้างการปกครองเป็นสมบูรณาญาสิทธิราช กลไกของรัฐต่างๆ ตั้งแต่กองทัพ ศาล ทหาร ตำรวจ ก็ต้องตอบสนองต่ออำนาจเบื้องบนทั้งหมด ทั้งกฎหมายที่บังคับ และวัฒนธรรมความเชื่อที่ครอบงำความคิดว่ากษัตริย์ คือผู้มีบารมีมาเกิด หากขาดพระองค์ท่านแล้ว

สังคมไทยจะล่มสลาย และสิ่งสำคัญที่สุดที่บ่งชี้ถึงพระราชอำนาจของราชสำนักก็คือ งบประมาณแผ่นดินที่เก็บภาษีจากประชาชนทั้งหมดนั้นก็คือเป็นหน้าที่ของ ประชาชนเท่านั้นที่จะต้องจ่ายเงินภาษี, ส่วนพระองค์จะใช้เงินภาษีนั้นอย่างฟุ่มเฟือยอย่างไรเป็นเรื่องของพระองค์

ประชาชนไม่มีสิทธิโต้แย้งแม้แต่คิดก็ติดตะรางได้ ดังนั้นการเก็บภาษีของรัฐไทยวันนี้จึงคล้ายการเก็บส่วยในสมัยโบราณที่ กษัตริย์เป็นผู้เก็บ โดยกษัตริย์และพระราชวงศ์ไม่ต้องเสียภาษีรายได้และจะนำภาษีไปใช้ได้ตาม อำเภอใจ เพราะรัฐนี้เป็นของพระองค์

หลักฐานทางการเมืองที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ยืนยันถึงหลักการว่ารัฐนี้เป็น ทรัพย์สินส่วนตัวของพระองค์ ประชาชนเป็นเพียงลูกจ้างเสมือนทาส ซึ่งถือปฏิบัติกันมาเป็นเวลานานแล้วก็คือ การพิจารณางบประมาณแผ่นดิน และการติดตามการใช้งบประมาณของราชสำนัก

และโครงการต่างๆ ตามพระราชดำริ ทั้งที่บริหารจากราชสำนักโดยตรง และบริหารผ่านกระทรวงที่ใช้เงินภาษีอากรของประชาชนในการบริหารจัดการนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ไม่มีสิทธิอภิปรายความเหมาะสมว่าถูกหรือแพง ควรทำหรือไม่ควรทำรวมตลอดทั้งไม่มีสิทธิที่จะทำการตรวจสอบได้ว่ามีการทุจริต

ในชั้นการประมูลงานและการจัดจ้างหรือไม่ โครงการพระราชดำริบางโครงการที่ใช้ทรัพยากรของรัฐ มีกำลังคนและใช้งบประมาณต่อปียิ่งใหญ่กว่ากระทรวงบางกระทรวงเสียอีกไม่เพียงแต่เท่านั้น แม้แต่ทรัพย์สินทั้งหลายที่ประชาชนทำมาหาได้จากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองนั้น

โดยปรัชญาแห่งราชสำนักที่ผู้คนในวังได้บอกกล่าวเล่าขานกันนั้นถือว่า ล้วนแล้วแต่เป็นทรัพย์สินของพระองค์ทั้งสิ้น เพราะแผ่นดินนี้เป็นของพระองค์ ประชาชนเป็นเพียงผู้อยู่อาศัย ดังนั้นการปลูกข้าว และผลผลิตทั้งหลายที่เกดขึ้นจากการทำกินบนแผ่นดินนี้ จึงล้วนแล้วแต่เป็นของพระองค์ทั้งสิ้น

การยึดทรัพย์สินของทักษิณ 70,000 กว่าล้านบาทที่หามาได้ก่อนเข้าสู่วงการเมืองนั้น แม้มิได้เกิดจากการคอร์รัปชั่น,ไม่ผิดกฎหมาย ก็ยึดได้เพราะเป็นทรัพย์สินที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินของพระองค์ เมื่อเป็นความประสงค์ของพระองค์ก็ย่อมกระทำได้

ปรัชญาของราชสำนักเป็นปรัชญาที่ย้อนยุคและยากที่คนในยุคปัจจุบันจะเข้าใจได้ ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่ผ่านมา โดยเฉพาะนับตั้งแต่การยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549, การยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน, ยึดอำนาจรัฐบาลสมัคร, ยึดอำนาจรัฐบาลสมชาย รวมถึงการยึดทรัพย์สิน 70,000 กว่าล้านบาทของทักษิณทั้งๆ

ที่ไม่มีคำพิพากษาใดๆ ตัดสินว่าทักษิณกระทำการทุจริตเลยนั้น ซึ่งคนทั้งโลกเห็นว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ไม่มีเหตุผลแต่สำหรับประเทศไทยถือว่าชอบด้วยกฎหมาย และมีเหตุผลเพราะแผ่นดินนี้ป็นทรัพย์สินส่วนตัวของพระองค์ ความประสงค์ของพระองค์จึงถูกต้องประชาชนเป็นเพียงผู้อาศัยจึงไร้สิทธิ์
Read More

Permalink ให้ความเห็น

Next page »