*เพียงแต่ในหลวงกระซิบข้างหู ผมจะลาออกทันที !!*

05/03/2010 at 3:34 pm (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
ด้วยเพราะรัฐบาลทักษิณมาจากการเลือกตั้งโดยชอบด้วยกฎหมาย และชอบด้วยระบอบประชาธิปไตย และเป็นรัฐบาลที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 21 ยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้รัฐบาลทักษิณมีความชอบธรรมมากกว่ารัฐบาลทหาร และรัฐบาลประชาธิปไตยครึ่งใบที่เป็นเหยื่อของราชสำนักในอดีตที่ผ่านมา การขับไล่ให้ทักษิณออกจากวงการเมืองจึงยากที่จะทำได้ นอกจากการทำรัฐประหารยึดอำนาจของฝ่ายทหารเท่านั้น

แต่แม้กระนั้นการเข้ามามีอำนาจของฝ่ายทหารก็ใช่ว่าราชสำนักจะอุ้มชูอย่าง ถาวรก็หาไม่ และจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าอำนาจที่แท้จริงของระบอบ การปกครองของไทยนั้น อยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์เท่านั้น และจากประสบการณ์ทางการเมืองของฝ่ายทหารที่เจ็บปวดที่สุดที่ยืนยันถึงความ จริงแห่งระบอบการปกครองของไทยก็ คือเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 แต่กลับต้องเสื่อมเสียเกียรติยศด้วยการถูกเรียกเข้าราชสำนัก

และพระเจ้าอยู่หัวออกปากตำหนินายกรัฐมนตรีออกโทรทัศน์ทุกช่อง ทำให้พล.อ.สุจินดา ตายทั้งเป็น จึงเป็นบาดแผลในจิตใจของทหารมาจนทุกวันนี้นี้คือลักษณะพิเศษของระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ !!แม้จะเป็นนายกฯ มาจากระบอบประชาธิปไตย แต่ถ้าหากกษัตริย์ไม่ชอบ ก็ต้องออกไป พ.ต.ท.ทักษิณ รู้ถึงความจริงนี้ แต่เมื่อยังดำรงอยู่ในตำแหน่ง ก็ไม่ต่างอะไรกับการขี่หลังเสือ หากลงอย่างไม่มีจังหวะจะโคน ก็จะถูกเสือกิน

แต่หากจะหาทางเจรจากับเสือก็ยากที่จะเจรจากันได้ จึงใช้วิธีการประกาศต่อสาธารณะว่า “ถ้าเพียงแต่ในหลวงกระซิบข้างหู ผมจะลาออกทันที”จากคำพูดนี้ยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟให้เครือข่ายราชสำนัก ยิ่งเร่งเครื่องขับพ.ต.ท.ทักษิณ ให้พ้นจากอำนาจ และแล้วก็มีเสียงกระซิบข้างหูของ พ.ต.ท.ทักษิณ จริง แต่มิใช่ให้ออกจากนายกฯ แต่กระซิบให้ออกจากอำนาจไปเลยแล้วไม่ต้องกลับมา
เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2549 หลังเสร็จสิ้นการลงคะแนนหมาดๆ

เมื่อวันที่ 2 เมษายน อันเป็นผลจากการยุบสภา พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ถูกเรียกให้เข้าเฝ้าโดยเร่งด่วนที่พระตำหนักหัวหิน พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางด้วยเครื่องบินในเวลาบ่ายโมงเศษ หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งสุดท้ายก่อนมีรัฐบาลใหม่ด้วยสี หน้ายิ้มแย้มโดยไม่รู้ว่าจะมีเสียงกระซิบข้างหู แต่ทันทีที่ออกจากพระตำหนัก ทักษิณได้พบความจริงของการเมืองไทยในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่ โดยไม่อาจจะบอกกับใครได้ในขณะนั้น

เพียงแต่มีคำสั่งของนายกฯ ให้สำนักนายกรัฐมนตรีเตรียมการแถลงข่าวสำคัญอย่างฉุกเฉิน และเป็นการแถลงครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่กลางห้องโถงหน้าบันไดของตึกไทยคู่ ฟ้า ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเวลาประมาณหนึ่งทุ่มเศษของวันที่ 4 เมษายน 2549 ทั้งๆ ที่พึ่งลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ท่ามกลางนักข่าวเต็มทำเนียบ พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนที่โพเดียมหน้าบันไดกลางห้องโถงทำเนียบรัฐบาล โดยมีรัฐมนตรีและบุคคลสำคัญของพรรคไทยรักไทยยืนเป็นแถวอยู่ด้านหลัง

สองคนสำคัญในนั้นมีนายเนวิน ชิดชอบ และนายอนุทิน ชาญวีรกูร รัฐมนตรีผู้ใกล้ชิดยืนอยู่ด้วยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แถลงด้วยน้ำตาคลอ และเสียงขมขื่นในลำคอ โดยมีคุณหญิงพจมาน ภรรยายืนอยู่เคียงข้างว่า “ผมขอลาพักถาวร และแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการแทน” ทันทีที่สิ้นเสียงคำแถลง ท่ามกลางความเงียบกริบ ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงหายใจของตัวเอง นายเนวิน ชิดชอบ

ก็โผเข้ากอดพร้อมหลั่งน้ำตา ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะโอบกอดคุณหญิงพจมาน เสียอีกบรรยากาศการออกจากทำเนียบรัฐบาลในคืนนั้นมิใช่บรรยากาศลาพัก แต่เป็นบรรยากาศลาออกจากวงการเมือง เพราะภาพทางโทรทัศน์ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำการเก็บข้าวของ และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือรูปถ่ายคู่กับภรรยาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานในทำเนียบ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือรูป และโอบกอดภรรยา เดินขึ้นรถยนต์พร้อมกัน และเดินทางออกนอกประเทศหลังจากนั้นนัยว่าเป็นการพักผ่อน

วันที่ 5 เมษายน 2549 นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวแท้ๆ ของพ.ต.ท.ทักษิณ แกนนำพรรคไทยรักไทย เดินทางเข้าไปที่ทำการพรรคฯ พร้อมด้วยญาติพี่น้อง และแกนนำพรรค เธอและหลายคนหลั่งน้ำตาในห้องทำงานวันที่ 11 เมษายน 2549 พรรคไทยรักไทยเรียกประชุมใหญ่ ส.ส. รัฐมนตรี และแกนนำพรรค บนห้องประชุมใหญ่ ชั้น 7 เพื่อรับทราบสถานการณ์ มี ส.ส. หลายคนผลัดกันลุกขึ้นพูดเพื่อให้กำลังใจ พ.ต.ท.ทักษิณ

แต่ดูเหมือนว่าทักษิณจะไม่ได้ยินใครพูด เพราะเจ็บปวดเกินกว่าที่จะได้ยินเสียงของผู้คน และสัจธรรมความจริงของระบอบการเมืองไทยก็ปรากฏจากปากของทักษิณท่ามกลางความ เงียบกริบของห้องประชุมว่า“ผมพึ่งรู้ว่าประเทศไทยไม่มีประชาธิปไตย” คำพูดอันเป็นปริศนาที่ไม่มีใครรู้ว่าเงามืดที่บดบังประชาธิปไตยคือใครในขณะ นั้น แต่ความลับไม่มีในโลกฉันใด เงามืดก็ไม่อาจจะปกปิดตัวเองได้ฉันนั้น จากปากคำของทักษิณที่ถูกเล่าต่อๆ

กันมาจากการเดินทางไปเยี่ยมเยือน พ.ต.ท.ทักษิณ ของ ส.ส.และผู้คนมากมายก็ไขข้อข้องใจทางประวัติศาสตร์อย่างชัดแจ้งว่า เงามืดนั้นก็คือคนที่ทักษิณพร้อมจะรับฟังเสียงกระซิบ แต่ในวันนั้นมิได้กระซิบให้ทักษิณลาออก แต่กระซิบให้ทักษิณเลิกเล่นการเมืองข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในการเมืองไทย และเป็นการย้ำชัดอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่า ประเทศไทยมิได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยการปฏิวัติประชาธิปไตย 2475 ยังไม่เสร็จสิ้น
Read More

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: