*ลาพักแต่ไม่ลาออก ความปั่นป่วนและซับซ้อน ของระบอบฯ*

06/03/2010 at 3:34 pm (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
การลาพักงานถาวรของพ.ต.ท.ทักษิณ ในวันที่ 4 เมษายน 2549 แล้วมอบให้ พล.ต.ต.ชิดชัย รองนายกรัฐมนตรีรักษาการโดยไม่ยอมลาออกตามเสียงกระซิบ จึงกลายเป็นปัญหาว่า “ไม่จงรักภักดี” แต่กลไกของระบบกฎหมายและการเมืองในขณะนั้น ทำไม่ได้ตามความประสงค์ของผู้กระซิบ เพราะขณะนั้นพึ่งเลือกตั้งเสร็จใหม่ๆ นายกฯ ก็ยังไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ จึงอยู่ในภาวะสุญญากาศ เพราะนายกฯ หัวหน้าฝ่ายบริหารก็ไม่มี สภาก็ไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณ จึงเป็นเพียงนายกฯ รักษาการ ส่วน ส.ส.

ในสภาก็สิ้นสภาพไปตั้งแต่วันยุบสภา ไม่อาจจะเปิดสภาเลือกนายกฯ ใหม่ได้ ดังนั้นหากว่าทักษิณประกาศลาออกตามกฎหมาย ก็เท่ากับเปิดทางให้อำนาจเผด็จการซึ่งเป็นอำนาจนอกระบบเข้ามาทำลาย ประชาธิปไตยได้ทันทีเพราะไม่มีทางออก แล้วบาปเคราะห์ทางประวัติศาสตร์ทั้งหมดก็จะตกอยู่กับทักษิณ จากวีรบุรุษประชาธิปไตย ก็จะกลายเป็นผู้ไม่รับผิดชอบต่อประชาธิปไตย
สัจธรรมของระบอบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์ คือความซับซ้อน สับสน

หาระบบไม่ได้ ก็เกิดขึ้นอีก เมื่อพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสแก่คณะผู้พิพากษาศาลปกครองเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ที่ถูกตีความกันทั้งโลกว่าตกลงพระองค์จะเอาอย่างไรแน่ ซึ่งแท้จริงเป็นการกระหนาบตีทักษิณให้หลุดออกนอกวงโคจรของอำนาจการเมืองให้ ได้ด้วยพระองค์เอง เพราะขณะนั้นศาลปกครองไม่กล้าก้าวล่วงเข้าไปตัดสินคดีทางการเมือง การเลือกตั้งเพราะเกินขอบเขตอำนาจ แต่พระเจ้าอยู่หัวก็กล่าวเป็นนามธรรมเชิงสัญลักษณ์เปิดไฟเขียวให้ศาลปกครอง

ดำเนินการได้ด้วยข้อความสำคัญของพระราชดำรัสมีว่า “ท่านอาจจะนึกว่าหน้าที่ของผู้ที่เป็นศาลปกครองมีขอบข่ายที่ไม่กว้างขวาง มาก……ก็เขาเลือกตั้งอยู่คนเดียวซึ่งมีความสำคัญเพราะว่าถ้าไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เขาคนเดียว ในที่สุดการเลือกตั้งไม่ครบสมบูรณ์…….แล้วก็อีกข้อหนึ่งการที่จะบอกว่า มีการยุบสภาและต้องเลือกตั้งภายใน 30 วัน ถูกต้องหรือไม่ไม่พูดเลย ไม่พูดกันเลย ถ้าไม่ถูกต้องก็ต้องแก้ไข แต่ก็อาจจะให้การเลือกตั้งนี้เป็นโมฆะหรือเป็นอะไรซึ่งท่านจะมีสิทธิที่จะ บอกว่าอะไรที่ควรที่ไม่ควร”

นับแต่นั้นเองขบวนการตุลาการภิวัฒน์ก็เกิดขึ้นโดยมีศาลปกครองเป็นกองหน้าภาย ใต้การนำของนายอัคราธร จุฬารัตน์ ประธานศาลปกครองÙ โดยออกมาตัดสินพลิกกลับว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาคดีเลือกตั้งได้ ซึ่งเดิมเคยวินิจฉัยว่าศาลปกครองไม่มีอำนาจแล้ว ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ก็ขยายวงไปสู่ศาลฎีกา และศาลรัฐธรรมนูญ โดยศาลทั้ง 3 สถาบันก็ประสานเสียงกันภายใต้การนำของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี

โดยศาลทั้งหมดประสานเสียงกันพลิกคว่ำการเลือกตั้งเมื่อ 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะ และศาลฎีกายังข่มขู่ให้ กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ลาออกอีกด้วยความปั่นป่วนทางการเมืองในขณะนั้นเปรียบได้ดังพายุหมุน “ทอร์นาโด”ที่มีพลังดึงดูดอย่างรุนแรงโดยดูดเอาสถาบันศาลออกมาเล่นการ เมืองอย่างเปิดเผย เมื่อนายจรัล ภักดีธนากุล เลขานุการประธานศาลฎีกา ประกาศก่อนที่ กกต. จะถูกฟ้องเป็นจำเลยในศาลว่า “ถ้า กกต. ไม่ลาออกจะต้องติดตาราง”

คำกล่าวนี้ละเมิดหลักนิติธรรมเป็นอย่างยิ่งเพราะเป็นการแสดงความอาฆาตมาด ร้ายต่อผู้ที่กำลังจะตกเป็นจำเลยว่าจะตัดสินลงโทษ ในขณะที่ผู้จะถูกตัดสินยังไม่เป็นจำเลยในศาล และที่สำคัญที่สุดที่เป็นหลักฐานยืนยันว่าศาล ซึ่งเป็นที่พึ่งแห่งสุดท้ายของคนไทยได้ถูกครอบงำแล้ว โดยชัดเจนเมื่อรูปของนายวิรัช ชินวินิจกุล เลขานุการศาลฎีกา และนายไพโรจน์ วรานุช หรือ “นายเจี๊ยบ” รองเลขานุการศาลฎีกายืนถ่ายคู่ในเวลาแถลงข่าวกับนายจรัล ภักดีธนากุล เพราะนายเจี๊ยบ”

ผู้นี้ อดีตเคยเป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ รุ่น 25 ที่ ทุกคนรู้จักดีว่าเป็นเด็กในบ้านของป๋าเปรมที่ท่านเลี้ยงดูจนได้ดิบได้ดี เป็นผู้พิพากษา และเป็นผู้ประสานงานกับศาลในวิกฤตการณ์ ในนามตัวแทนของ “ป๋า” และที่สำคัญใครก็รู้ว่า นายเจี๊ยบคนนี้เป็น “ตุ๊ด” เด็กเลี้ยงของป๋าเปรมเอง รวมทั้งนายวิรัช วินิจกุล ก็เป็นพวกไม้ป่าเดียวกัน แต่ด้วยในเดือนมิถุนายน 2549 มีการเตรียมงานราชพิธีสำคัญที่รัฐบาลเป็นเจ้าภาพ ทูลเชิญกษัตริย์ทั่วโลก

ซึ่งมีประมาณ 28 ประเทศ มาร่วมฉลองการครองราชย์ครบ 60 ปี ที่ยาวนานที่สุดในโลกของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล เมื่อไม่มีรัฐบาลที่เป็นทางการ ความปั่นป่วนแห่งงานราชพิธีก็เกิดขึ้นอีก ราชสำนักจึงไม่มีทางเลือกจึงต้องเรียกทักษิณกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อมาทำงานฉลองครองราชย์ 60 ปี ในวันที่ 9 มิถุนายน ทักษิณ ได้เดินทางกลับประเทศไทยตามพระราชดำรัสให้กลับมาจัดงาน หลังจากได้ยินเสียงกระซิบที่หูและได้เดินทางออกไปต่างประเทศตามเสียงกระซิบ แล้ว

เมื่อกลับมา พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้จัดงานเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ 60 ปี อย่างยิ่งใหญ่ที่สุดที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ภาพของประชาชนที่สวมเสื้อยืดสีเหลืองมากมายเต็มถนนสุดลูกหูลูกตา จากลานพระบรมรูปทรงม้ายาวไกลตลอดถนนราชดำเนินจนถึงสะพานผ่านฟ้า และท่ามกลางความปลาบปลื้มปิติยินดีของผู้คน ก็ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติที่พระองค์ทรงพระเกษมสำราญและ คงจะมีพระเมตตามองเห็นถึงความจงรักภักดีของพ.ต.ท.ทักษิณ

แต่แล้วขณะที่ความปิติยินดีของผู้คนยังไม่ทันจางหาย วันที่ 19 กันยายน 2549 ทหารก็ได้รับสัญญาณออกมายึดอำนาจโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ ขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางไปมหานครนิวยอร์คเพื่อกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมสหประชาชาติ และพระเจ้าอยู่หัวก็ลงพระปรมาภิไธยรับรองความชอบธรรมของการยึดอำนาจ การยึดอำนาจเช่นนี้เป็นประชาธิปไตยหรือไม่?พระองค์ได้เคยมีพระราชดำรัสพระราชทานแก่ผู้พิพากษา สำนักงานยุติธรรมเมื่อ 25 เมษายน 2549 ว่า “ไม่ทราบใครจะทำมั่ว แต่ว่าปกครองประเทศมั่วไม่ได้”กรณีการยึดอำนาจจะปรับเข้ากับพระราชดำรัสอย่างไร
Read More

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: