*องคมนตรีเปรม ปิดฉากนายกฯ ทักษิณ *

09/03/2010 at 4:42 pm (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
เมื่อสิ้นสุดงานพระราชพิธีฉลองการครองราชย์ครบ 60 ปีที่ยิ่งใหญ่ท่ามกลางความปิติยินดีของพสกนิกร พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ก็ได้ก้าวออกมาหน้าฉากในฐานะผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญตัวจริง ซึ่งเป็นเสมือนประธานเครือข่ายราชสำนักได้แสดงตนส่งสัญญาณโค่นล้มพ.ต.ท. ทักษิณ ที่พึ่งเสร็จสิ้นจากการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเจ้าอยู่หัว โดยออกเดินสายกล่าวปาฐกถากับนักเรียน นายร้อยทั้ง 3 เหล่าทัพ และในวาระต่างๆ

โดยส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ให้ทหารเคลื่อนพลออกมาทำรัฐประหารได้แล้ว เพื่อจะขับไล่อำนาจของนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนรัก แต่ราชสำนักไม่ชอบ และนับแต่นั้นทุกองคาพยพ ตั้งแต่อาจารย์ ศาล ทหาร ตำรวจ พรรคการเมืองฝ่ายค้าน และพันธมิตรฯ ก็ออกมาประสานเสียงล้มรัฐบาลทักษิณด้วยการรัฐประหารกลางเดือนกันยายนกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งได้รับสัญญาณแล้ว จึงเรียกชุมนุมใหญ่พร้อมจะปะทะให้เกิดเลือดตกยางออกในวันที่ 20 กันยายน 2549

เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ทหารยกกำลังออกมาทำการรัฐประหาร ด้วยเหตุผลที่ลวงโลกว่า “คนไทยจะแตกความสามัคคี” ทหารจึงต้องรีบสร้างความสามัคคีแต่จากข่าวภายในเป็นที่รู้กันว่าจะมีกำลังทหารจากกองทัพภาคที่ 3 ภายใต้การนำของพลโทสะพรั่ง กัลยาณมิตร แม่ทัพภาคที่ 3(ยศในขณะนั้น) จะถอดเครื่องแบบเป็นชาวบ้านแฝงตัวอยู่ในม็อบพันธมิตรฯ เพื่อก่อเหตุรุนแรง
ในขณะที่ทักษิณเดินทางไปต่างประเทศเพื่อ

ไปกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมสหประชา ชาติในนามตัวแทนของประเทศไทยในวันที่ 19 กันยายน 2549 และจะเดินทางกลับในวันที่ 20 กันยายน 2549 ซึ่งจะเป็นวันเคลื่อนพลของพันธมิตรฯ เพื่อก่อความรุนแรง(เพราะแต่เดิมรัฐบาลทักษิณรู้สถานการณ์ทางการเมือง จึงไม่ยอมให้เกิดการกระทบกระทั่งกับม็อบเลย) และในเย็นวันที่ 19 กันยายน นั้นเองก็เกิดการเคลื่อนพลของกองกำลังทหารเข้ายึดอำนาจโค่นล้มรัฐบาล ประชาธิปไตยของประชาชน

ในสภาพความเป็นจริงของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่ ภาวะการเมืองจะมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนมาก ประชาชนจะไม่สามารถมองเห็นความจริงทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมาได้ และแม้แต่สื่อมวลชนเองก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะบอกความจริงตรงๆ ต่อประชาชนได้เช่นกัน ความจริงจึงดูได้จากผลที่เกิดขึ้นต่อสาธารณะว่าใครกันแน่ที่จะสั่งทำการล้ม ระบอบประชาธิปไตย ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้

– คณะผู้ยึดอำนาจใช้ชื่อว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข”(คปค.) จากชื่อนี้ก่อให้เกิดความสับสนในต่างประเทศมากว่า คณะรัฐประหารชุดนี้มีความใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์มาก จึงรีบทำการแก้ไขเปลี่ยนชื่อเป็น “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ”(คมช.) และไม่ให้มีการใช้ชื่อเดิมเรียกขานอีกต่อไป

– พลเอกเปรม พาคณะรัฐประหารทั้งหมดเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวอย่างรวดเร็วเหมือนเตรียมการ ล่วงหน้าในกลางดึกของคืนวันที่ 19 กันยายน นั้นเอง

– คณะรัฐประหารหลังการยึดอำนาจได้ประกาศจัดตั้งรัฐบาลซึ่งบุคคลที่เข้ามาเป็น คณะรัฐมนตรีนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นคนใกล้ชิดราชสำนักทั้งสิ้น และที่สำคัญคือคนสนิทที่เคยทำงานกับพลเอกเปรมมาก่อนสมัยเป็นนายกรัฐมนตรี

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือคนในสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษของพลเอกเปรม นับตั้งแต่พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับแต่งตั้งขณะดำรงตำแหน่งองคมนตรี และเป็นเสมือนบุตรบุญธรรมของพลเอกเปรมด้วย,นายโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัตน์ รองนายกรัฐมนตรี

ผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด ซึ่งเป็นทั้งกระเป๋าเงินที่สนับสนุนพันธมิตรฯ และเป็นกระเป๋าเงินให้แก่พลเอกเปรม โดยพลเอกเปรมได้รับเงินเดือนในฐานะประธานที่ปรึกษาธนาคารกรุงเทพฯ มานานกว่า 20 ปี

และอดีตเคยเป็นรัฐมนตรีร่วมในคณะของพลเอกเปรมด้วย,นายอารีย์ วงศ์อารยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอดีตลูกน้องผู้ใกล้ชิดพลเอกเปรม นายบัญญัติ จันเสนะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตเป็นผู้ว่าราชการกจังหวัดสงขลา เมื่อเกษียณอายุแล้วก็เป็นผู้ดูแลบ้านของพลเอกเปรมที่สงขลา เป็นต้น

– พลเอกเปรมเคยพูดต่อสาธารณะชื่นชมนายกฯ สุรยุทธ ว่าเป็นคนดี และทุกคนที่ช่วยเหลืองานในภาคใต้ของมูลนิธิรัฐบุรุษ ก็ล้วนแต่ได้ดีหมด

– นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติ ก็เป็นลูกน้องคนสนิทของพลเอกเปรม และเคยเป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีร่วมในคณะรัฐบาลเปรมหลายครั้งรวมตลอดถึงสมาชิกสภานิติบัญญัติ ส่วนข้างมากที่ได้รับแต่งตั้งก็ล้วนแต่เป็นแกนนำพันธมิตรฯ

ผู้อยู่ล้อมรอบนายสนธิ ลิ้มทองกุล และเป็น NGO ที่ร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มพันธมิตรฯ และโดยเฉพาะ NGO บางองค์กรที่อยู่ในโครงการพระราชดำริ รวมทั้งอธิการบดี และอาจารย์ มหาวิทยาลัย และข้าราชการ สำนักนายกฯ ในรัฐบาลทักษิณ เช่น นายบวรศักดิ์ อุวรรโณ

เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และนายพิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับสัญญาณจากพลเอกเปรม ให้ลาออกจากรัฐบาลทักษิณ เพื่อทำลายความชอบธรรมของทักษิณ และรู้ภายหลังว่าทั้ง 2 คนนี้ เป็นญาติคู่เขยกัน และเป็นคนสงขลา จังหวัดฐานที่มั่นของพลเอกเปรม

– นาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นศิริ ประธานยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็คือลูกน้องใกล้ชิดพลเอกเปรมและเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนของ พันธมิตรฯ อย่างใกล้ชิด

– นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ประธานศาลฎีกาผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นองคมนตรี และได้กลายเป็นศาลที่รับใช้อำนาจการเมืองอย่างเปิดเผยเริ่มตั้งแต่ได้เข้าไป มีบทบาทจัดการกับ กกต. โดยผ่านการประสานงานของนายไพโรจน์ วรานุช เด็กในบ้านเปรมซึ่งเป็นผู้พิพากษา

และเป็นรองเลขานุการประธานศาลฎีกา โดยพลเอกเปรมมีคำมั่นสัญญาว่าจะแต่งตั้งให้นายชาญชัยเป็นองคมนตรีเมื่อ เกษียณอายุแล้ว แต่เมื่อเกิดการรัฐประหาร นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ก็ได้รับการปูนบำเหน็จโดยแต่งตั้ง ให้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม

และมีบทบาทสำคัญผ่านนาย จรัล ภักดีธนากุล เลขานุการประธานศาลฎีกา ที่กระโดดข้ามห้วย จากผู้พิพากษามาเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรมทำงานร่วมกับนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ เพื่อมาดำเนินการทางกฎหมายทำลายทักษิณ และเป็นแกนนำในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550

ตามความต้องการของราชสำนัก และสุดท้ายนายชาญชัย ก็ได้รับโปรดเกล้าเป็นองคมนตรีได้จริงๆหลักฐานทางประวัติศาสตร์เหล่านี้เป็นการยืนยันชัดเจนถึงอำนาจปกครองของราช สำนักด้วยวิธีการบริหารจัดการที่ซับซ้อน ผ่านผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ และเครือข่ายราชสำนัก

แต่การดำเนินการกำจัดรัฐบาลทักษิณที่ไม่พึงประสงค์นี้ มีความยุ่งยากและซับซ้อนยิ่งกว่ารัฐบาลใดๆ ไม่ใช่เป็นเพราะเครือข่ายราชสำนักไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เป็นเพราะราชสำนักเสื่อมบารมี แต่ตรงข้ามกัน เครือข่ายราชสำนักมีประสิทธิภาพมาก

ราชสำนักมีบารมีอย่างล้นพ้นและเข้มแข็ง แต่ที่ยุ่งยากเป็นเพราะทักษิณเป็นตัวแทนของทุนสมัยใหม่ และเป็นกลุ่มทุนในยุคโลกาภิวัตน์ ที่เส้นสายความสัมพันธ์ทางธุรกิจกว้างขวาง สัมพันธ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในรูปของหุ้นส่วนซึ่งซับซ้อนซึ่งแตกต่างจากอดีตนายกฯ

ที่มาจากทหารที่เป็นเพียงขุนนางในโครงสร้างของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่ ไม่มีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจผูกโยงมากนัก โดยเฉพาะการผูกโยงกับทุนต่างประเทศ ดังนั้นเมื่ออดีตนายกฯ ที่เป็น ขุนนางต้องพ้นจากตำแหน่งก็หมดฤทธิ์เดชทันที

แต่กรณีของทักษิณนี้จึงยุ่งยากมากกว่า และที่ก่อปัญหายุ่งยากจนจะส่งผลสะเทือนต่อระบอบอำนาจของราชสำนักในอนาคตก็ คือ ความกล้า และความบ้า ของทักษิณ ซึ่งอยู่ในช่วงกระแสประวัติศาสตร์ของการใกล้เปลี่ยนรัชกาลพอดี ดังนั้นการแสดงอำนาจของราชสำนักจึงอยู่ในภาวะอันตรายที่สุด และสถานการณ์การเมืองหลังจากนั้นก็จะพิสูจน์ให้เห็นสัจธรรมแห่งประวัติ ศาสตร์
Read More

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: