*สร้างรัฐธรรมนูญ 50 เพื่อตัดอำนาจประชาชน*

11/03/2010 at 4:40 pm (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 ได้สร้างความไม่พอใจให้แก่ราชสำนักแต่เก็บความรู้สึกนั้นอย่างเงียบๆ โดยไม่มีใครสังเกตเห็น ด้วยเพราะรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้ตัดอำนาจของราชสำนักในการแต่งตั้งวุฒิสมาชิกออกทั้งหมด, การกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเหมือน ส.ส.เป็นผลให้ราชสำนักไม่สามารถจะควบคุมกลไกสภาได้ทั้งๆ ที่ราชสำนักได้เริ่มต้นฟูมฟักฟื้นอำนาจในสภามาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม ปี 2490

ที่ฝ่ายทหารจับมือกับราชสำนัก ทำรัฐประหารล้มอำนาจของปรีดี พนมยงค์ ดังนั้นรัฐธรรมนูญปี 2490 จึงเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกนับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่คืนอำนาจในรัฐสภาครึ่งหนึ่งให้แก่ราชสำนัก โดยกำหนดให้ราชสำนักแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาได้เต็มสภา อีกทั้งรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้ให้อำนาจประชาธิปไตยเต็มใบแก่ประชาชน จนส่งผลให้เกิดระบบพรรคใหญ่ที่เข้มแข็ง และรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ดังนั้นเมื่อรัฐบาลทักษิณ

และพรรคไทยรักไทยเป็นผลผลิตของรัฐธรรมนูญปี 2540 อีกทั้งความสามารถเฉพาะตัวในการบริหารจัดการของทักษิณที่หาตัวจับได้ยาก ยิ่งทำให้ราชสำนักวิตกกังวลต่อความมีเสถียรภาพของอำนาจประชาชนที่มาในรูป พรรคการเมืองของชนชั้นนายทุนดังนั้นเมื่อทำลายรัฐบาลทักษิณด้วยกำลังทหารแล้วเมื่อ 19 กันยายน 2549 เครือข่ายราชสำนักก็ทำการถอนรากถอนโคนอำนาจทางการเมืองของทักษิณ ต่อด้วยการยุบพรรคไทยรักไทยโดยใช้กำลังตุลาการที่เรียกว่า

ตุลาการภิวัฒน์ แล้วจึงได้สถาปนารัฐธรรมนูญปี 2550 ในแบบฉบับอำมาตยาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบขึ้น ด้วยด้านหนึ่งก็ทำลายระบบพรรคการเมืองให้อ่อนแอ โดยให้เอกสิทธิ์ ส.ส. ที่จะไม่ฟังมติพรรคตามมาตรา 122 และตัดอำนาจของรัฐมนตรี และ ส.ส. ตามมาตรา 265-268 ที่จะไม่ให้ ส.ส. เข้ามาเป็นเลขานุการรัฐมนตรี และที่ปรึกษารัฐมนตรี, รวมตลอดทั้งห้าม ส.ส. และรัฐมนตรี เข้ายุ่งเกี่ยวกับงานราชการทั้งหมด

เว้นแต่เฉพาะที่เป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย อีกด้านหนึ่งก็ให้อำนาจของระบบข้าราชการเข้าควบคุมรัฐสภา โดยให้อำนาจแก่ศาลทั้ง 3 สถาบัน ร่วมกับองค์กรอิสระ 4 องค์กร ซึ่งทั้งหมดเป็นข้าราชการ โดยเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาครึ่งหนึ่งของสภาวุฒิ และมีอำนาจในการถอดถอน ส.ส. และยุบพรรคการเมือง และเพื่อให้รัฐธรรมนูญปี 2550 ศักดิ์สิทธิ์ ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย ก็นำไปให้ประชาชนลงประชามติ

ซึ่งการลงประชามตินั้นก็อยู่ในบรรยากาศอำนาจเผด็จการทหารครอบงำเต็มเปี่ยม โดยรัฐบาลเผด็จการ คมช. ของราชสำนักเป็นผู้คุมกลไกการลงประชามติทั้งหมด แล้วในที่สุดรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็คลอดผ่านมติมหาชนสมใจความสำเร็จของการสร้างรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่เพียงแต่สร้างความเข้มแข็งให้แก่ราชสำนักด้วยการทำลายระบบพรรคการเมือง เท่านั้น แต่ยังตอบสนองเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่แอบซ่อนไว้ในใจของราชสำนักนั้น

ก็คือการเตรียมการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงรัชกาลที่ใกล้จะมาถึง โดย รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 นี้จะสร้างหลักประกันที่มั่นคงต่อรัชกาลใหม่ด้วยอำนาจที่อยู่ในมือของศาลและ ระบบราชการที่ราชสำนักมีความเชื่อมั่นมากกว่าที่จะปล่อยให้อำนาจอยู่ในมือ ของนักการเมืองทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อให้การควบคุมกลไกรัฐในช่วงระยะเปลี่ยนผ่านสู่รัชกาลใหม่เกิด ความมั่นคง
ในความสำเร็จสูงสุดตามรัฐธรรมนูญที่เป็นแม่บทของการจัดอำนาจนี้

ก็คือพรรคการเมืองในสายทักษิณจะต้องไม่กลับมามีอำนาจ ดังนั้นด้วยกฎเกณฑ์แห่งรัฐธรรมนูญ และด้วยอำนาจของศาล และองค์กรอิสระที่อำนาจเผด็จการแต่งตั้งขึ้นนี้ จึงได้ผนึกกำลังกันเป็นเครือข่ายราชสำนัก ทำหน้าที่ปิดกั้นพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรคตัวแทนของทักษิณไม่ให้ได้รับชัยชนะในสนามเลือกตั้ง ตั้งแต่ห้าม ส.ส.หาเสียงโดยเอ่ยชื่อของทักษิณ และชื่อพรรคไทยรักไทย จนถึงกรณี กกต.ประเคนใบแดงใบเหลืองให้แก่ผู้สมัคร

ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนอย่างเต็มที่ จนถึงศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค และในระหว่างที่รุมถล่มพรรคพลังประชาชนนี้ พวกองค์กรอิสระและศาลก็ปกป้อง และหนุนช่วยพรรคประชาธิปัตย์อย่างเต็มที่ในสนามการเลือกตั้งทั่วไป โดยผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคแนวร่วมที่วางแผนให้จัดตั้งรัฐบาล ร่วมกันทำอะไรก็ไม่ผิด หรือแม้ผิดก็หนักเป็นเบา เช่นควรจะได้ใบแดงก็เปลี่ยนเป็นใบเหลือง และหากหลักฐานเป็นแค่ใบเหลืองก็จะหลุดพ้นโดยประกาศให้เป็น ส.ส.ได้เลย เป็นต้น

แต่สิ่งที่ราชสำนักวาดหวังไว้ถึงชัยชนะนี้ สุดท้ายก็ปรากฏชัดว่าเป็นการประเมินพรรคประชาธิปัตย์สูงเกินไป และประเมินวิวัฒนาการทางความคิดของประชาชนต่ำเกินไป ผลลัพธ์ออกมาจึงผิดถนัดคือ พรรคประชาธิปัตย์แพ้อย่างไม่เป็นท่า พรรคพลังประชาชนภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวช ในนามตัวแทนของทักษิณกำชัยชนะจากความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นอันดับหนึ่งได้ ที่นั่ง ส.ส. 233 เสียง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แม้องค์กรอิสระ กกต. จะมุ่งทำลายล้างด้วยการแจกใบแดง ใบเหลือง อย่างไร

จำนวนเสียงพรรคพลังประชาชนก็ยังเป็นอันดับหนึ่งเหนือกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้เพียง 165 เสียง และแม้จะรวมเสียงของพรรคแนวร่วม คมช. ทั้งหมด อันได้แก่ พรรคชาติไทย,พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา,พรรคมัชฌิมา และพรรคประชาราษฎร์ แล้วเสียง ส.ส.ก็ยังไม่อาจจะตั้งรัฐบาลได้ ในที่สุดความฝันของราชสำนักและความคาดหวังของพลเอกเปรม ในฐานะเป็นผู้บริหารจัดการแทนก็พังทลาย ดังนั้นรัฐบาลภายใต้เงาของบารมีทักษิณโดยการนำของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ก็เกิดขึ้นซึ่งได้สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวแก่ราชสำนักต่อการกลับมาสู่วงการ อำนาจของพ.ต.ท.ทักษิณ อีกครั้งหนึ่งเป็นอย่างมาก
Read More

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: