*ตุลาการภิวัฒน์ทำราชสำนักเสื่อมทรุด (ก่อน 19 ก.ย. 49) *

19/03/2010 at 7:05 am (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
นเหตุการณ์ทางการเมืองของไทยที่ผ่านๆ มาในอดีต ศาลได้แสดงบทบาทไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรงมาโดยตลอด แต่ในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเมืองปลายรัชกาลนี้ ราชสำนักได้ดึงสถาบันศาลลงมาใช้ควบคู่กับสถาบันทหารที่เหม็นโฉ่มานาน แล้ว,เริ่มต้นที่เห็นชัดจากกรณีที่พระเจ้าอยู่หัวได้กล่าวต่อศาลปกครองที่ เข้าเฝ้าถวายสัตย์เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ว่า “ก็เขาเลือกตั้งอยู่คนเดียว ซึ่งมีความสำคัญเพราะว่าถ้าไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์แล้ว

ก็เขาคนเดียว ในที่สุดการเลือกตั้งไม่ครบสมบูรณ์ ไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องเหมือนกัน……แล้วก็อีกข้อหนึ่ง การที่จะบอกว่ามีการยุบสภาและต้องเลือกตั้งภายใน 30 วัน ถูกต้องหรือไม่ ไม่พูดเลย ไม่พูดกันเลย ถ้าไม่ถูกต้องก็จะต้องแก้ไข แต่ก็อาจจะให้การเลือกตั้งนี้เป็นโมฆะ หรือเป็นอะไรซึ่งท่านจะมี จะมีสิทธิ์ที่จะบอกว่าอะไรที่ควร ที่ไม่ควร”
พระราชดำรัสนี้จึงเป็นเสมือนสัญญาณบ่งบอกเจตนาของราชสำนักต่อตัวนายกฯ ทักษิณ

เพราะขณะนั้นพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ “บอยคอร์ต” ไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเพราะรู้ว่าลงเลือกตั้งก็แพ้พรรคไทยรักไทย เพราะประชาชนนิยมในตัว พ.ต.ท.ทักษิณมาก และเมื่อพรรคประชาธิปัตย์จับมือกับกลุ่มพันธมิตร เพื่อโค่นล้มรัฐบาลของทักษิณนอกสภา นายกฯ ทักษิณจึงแก้ปัญหาทางการเมืองตามครรลองระบอบประชาธิปไตย ด้วยการยุบสภา ซึ่งเป็นเรื่องที่ชอบด้วยเหตุผลแล้ว และศาลก็ไม่กล้าที่จะตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

ดังนั้นพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวจึงเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดแจ้งที่สุด ว่าต้องการให้ล้มรัฐบาลพรรคไทยรักไทย และนับแต่นั้นองค์กรศาลสูงทั้ง 3 สถาบัน ได้แก่ ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด และศาลรัฐธรรมนูญ ก็ผนึกกำลังเพื่อปฏิบัติการทางการเมืองเพื่อสนองพระราชดำรัสกันอย่างต่อ เนื่อง ภายใต้การประสานงานของผู้พิพากษาชื่อ “ไอ้เจี๊ยบ” เด็กเลี้ยงในบ้านสี่เสา โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายอำนาจของรัฐบาลทักษิณ และรัฐบาลเงาของทักษิณ

รวมตลอดทั้งทำลายตัวทักษิณเองอย่างถึงที่สุดด้วย โดยเครือข่ายราชสำนักสายอาจารย์มหาวิทยาลัย ต่างออกมาขานรับการกระทำนอกลู่นอกทางของศาลทั้ง 3 สถาบัน ว่าถูกต้อง โดยไม่รู้ว่าจะให้เหตุผลว่าอะไร ก็บัญญัติศัพท์มาให้ไพเราะแต่เข้าใจยากว่า“ตุลาการภิวัฒน์” ซึ่งมีความหมายว่าตุลาการทำการปฏิวัติ ซึ่งก็คือผู้พิพากษาไม่ต้องตัดสินคดีอยู่ในหลักเกณฑ์ตามตัวบทกฎหมายแล้ว แต่ตัดสินตามนโยบายเพื่อเป้าหมายทางการเมือง

ต่อมาเมื่อประชาชนเห็นความจริงของตุลาการภิวัฒน์มากเข้าก็บัญญัติศัพท์ใหม่ เพื่อให้ตรงกับความจริงว่า “ตุลาการวิบัติ”เริ่มจากศาลปกครองสงขลา เคยตัดสินว่าไม่มีอำนาจตัดสินคดีเลือกตั้งก็พลิกกลับว่ามีอำนาจ และตัดสินการเลือกตั้งที่จังหวัดสงขลา เมื่อ 2 เมษายน 2549 ตามที่นายถาวร เสนเนียม ส.ส.ประชาธิปัตย์ จังหวัดสงขลา ร้องเรียนว่ามีพรรคไทยรักไทยพรรคเดียวนั้นไม่ชอบ และต่อมาศาลรัฐธรรมนูญที่เคยนิ่งเฉยก็ถูกบีบให้ออกมาตัดสินว่าการเลือกตั้ง เมื่อ 2 เมษายน 2549

เป็นโมฆะทั้งหมด ด้วยเหตุผลข้างๆ คูว่า เนื่องจาก กกต.ชุดที่ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ เป็นประธานจัดหน่วยลงคะแนนให้ประชาชนกาบัตรหันหลังออกจึงถือว่าไม่เป็นความ ลับ เพราะคนอื่นอาจจะเห็นได้ โดยศาลรัฐธรรมนูญไม่แตะต้องเรื่องการสมัครรับเลือกตั้งพรรคเดียวตามที่มีพระ ราชดำรัส เพราะตามข้อเท็จจริงมีพรรคเล็กๆ หลายพรรคลงสมัครเพียงแต่พรรคหลักๆ เช่น ประชาธิปัตย์ ชาติไทย เท่านั้น ที่ไม่ลงเมื่อสิ้นเสียงการอ่านคำพิพากษาการเลือกตั้งโมฆะ

ก็มีเสียงไชโยโห่ร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันทางการเมืองในสถานการณ์เฉพาะหน้าซึ่งเป็นสัญลักษณ์ ชัดเจนว่ากระบวนการยุติธรรมไทยได้ถูกบงการแล้วภายใต้การชี้นำของพลเอกเปรม ประธานองคมนตรี ที่ทำหน้าที่ประธานเครือข่ายราชสำนักธงชัยแห่งเหตุตุลาการวิบัติได้เริ่มต้นแล้วเมื่อประกาศเลือกตั้งเป็นโมฆะ ตามขั้นตอนของกฎหมายก็ต้องเตรียมการเลือกตั้งใหม่ เกมส์ต่อไปก็จะต้องเปลี่ยนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุด พล.ต.อ.วาสนา

ที่เครือข่ายราชสำนักเห็นว่าเป็นองค์กรสำคัญที่มีบทบาทกำหนดว่าพรรคใดจะได้ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ด้วยการแจกใบเหลืองใบแดงให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยเห็นว่ากลุ่ม กกต. ทั้ง 5 คน เป็นพวกของทักษิณ โดยเฉพาะพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธาน กกต. ดังนั้นกลุ่มพันธมิตรฯ จึงออกเดินขบวนไปชุมนุมกันที่หน้าที่ทำการ กกต.และปักหลักพักแรมอยู่ที่นั่นเพื่อกดดันให้ กกต.ลาออกโดยใช้สัญลักษณ์เพื่อทำลายภาพลักษณ์ กกต.ว่า “อย่างหนาห้าห่วง”

ซึ่งเป็นการถากถางโดยนำข้อความมาจากโฆษณากระเบื้องบุงหลังคาตราห้าห่วงที่ ทั้งหนาทั้งทนและก็ตรงกับจำนวน กกต. 5 คนที่อดทนไม่ยอมลาออก และคำว่า “หนา” ก็เป็นการล้อเลียนชื่อของประธาน คำว่า “วาสนา” แต่แล้ว กกต.ทั้งหมดก็ยังอดทนอยู่เพราะรู้ดีว่าถ้าลาออกทั้งหมด บ้านเมืองจะวุ่นวายเพราะกกต.เป็นกลไกสำคัญของการเลือกตั้ง และขณะนั้นพึ่งเลือกตั้งเสร็จยังไม่ได้ประกาศผลเป็นที่เรียบร้อย กกต.จึงไม่มีทางเลือกอย่างอื่น แต่มีกกต. เพียงคนเดียวที่ลาออกคือ พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ

ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพลเอกเปรม และจากข่าววงในปรากฏว่าพลเอกเปรมได้เรียก กกต.ทุกคนเข้าพบ และขอให้ลาออก ถ้าไม่ลาออกจะติดตารางทุกคน สุดท้ายข่าวลือที่เป็นความลับนี้ก็ถูกเปิดเผย โดย ผู้พิพากษาซึ่งเป็นเลขานุการของนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ประธานศาลฎีกาในขณะนั้นคือนายจรัล ภักดีธนากุล และนายวิรัช ชินวินิจกูล เลขาสำนักงานศาลฎีกา ได้ออกมายืนแถลงข่าวคู่กับผู้ช่วยคือ นายไพโรจน์ วรานุช หรือ “ไอ้เจี๊ยบ”

(ผู้พิพากษาซึ่งเป็นที่รู้กันทั้งวงการศาลและหมู่เพื่อนรัฐศาสตร์จุฬาฯ รุ่น 25 ว่าเป็นเด็กเลี้ยงในบ้านที่พลเอกเปรมเลี้ยงดูส่งเรียน และมีรสนิยมทางเพศเหมือนเจ้าของบ้าน) ว่าหาก กกต.ไม่ลาออกจะต้องติดตาราง เพราะการติดตารางแม้วันเดียวโดยกฎหมายก็จะทำให้ขาดคุณสมบัติการเป็น กกต.ทันที การแถลงข่าวในนามศาลฎีกาเช่นนั้น ถือเป็นความอัปยศอย่างที่สุด เพราะขณะนั้น กกต.ทุกคนยังมิได้เป็นจำเลยในศาลเพียงแต่ตกเป็นผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนของ ตำรวจที่นายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา

พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้กล่าวหาเท่านั้น การแสดงความอาฆาตมาดร้ายของตัวแทนศาลฎีกาต่อ กกต.ที่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาในศาลเลยเช่นนี้ จึงเป็นการสร้างความเสื่อมเสียให้แก่สถาบันศาลอย่างยิ่ง และดูเหมือนว่า พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ และ กกต.ทุกคนที่ยังยืนหยัดอยู่จะรู้ชะตากรรมดี โดยประธาน กกต.ได้แถลงข่าวว่าตัวเองมีเทปลับที่อัดจากการพูดโทรศัพท์ของบุคคลสำคัญคน หนึ่งที่ข่มขู่ตนให้ลาออก ไม่เช่นนั้นจะติดตะรางแต่ไม่อาจจะเปิดเผยได้

เพราะเป็นการกล่าวพาดพิงถึงบุคคลชั้นสูง จะขอเปิดเผยในงานศพของตนเท่านั้น จากคำประกาศของพล.ต.อ.วาสนา นี้ได้ถูกโจษขานกันต่างๆ นานาอย่างเข้าใจความเป็นจริงของการเมืองไทยว่าเป็นเผด็จการทั้งทางการเมือง และเผด็จการทางวัฒนธรรม และทันทีเมื่อ กกต.ที่เหลืออยู่เดินขึ้นศาลอาญา ในฐานะจำเลย ศาลก็ตัดสินลงโทษให้จำคุกทั้งหมด และไม่อนุญาตให้ประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ ดังนั้นกรรมการการเลือกตั้งซึ่งทั้งหมดล้วนแต่เป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

ที่ปฏิบัติหน้าที่ทางราชการมาโดยไม่มีประวัติด่างพร้อยมาก่อน ซึ่งถูกตรวจสอบและเลือกเฟ้นมาจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็ต้องเดินเข้าคุกโดยไม่ได้รับความปราณีท่ามกลางคำถามเงียบๆ ในหัวใจของผู้คนทั้งสังคมว่า “บรรทัดฐานของศาลที่เคยอนุญาตให้จำเลยที่ประกอบคดีอุกฉกรรจ์เช่น ฆ่าคนตาย หรือค้ายาเสพย์ติด ประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์คดีได้นั้น แล้วทำไมจึงไม่ให้ กกต.ที่เป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ประกันตัว” ทั้งๆ ที่คดีนี้ก็เป็นคดีการเมืองซึ่งเป็นเรื่องของความคิดเห็นเกี่ยวกับการ

วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเมื่อ 2 เมษายน 2549 นั้นชอบหรือไม่ จากรูปธรรมการกล่าวหาว่าการจัดคูหาเลือกตั้งของ กกต.ที่ให้หันหลังออกนั้นชอบหรือไม่ชอบนั้นดู “หน่อมแน้ม” ที่สุด ดังนั้นการตัดสินของศาลให้กกต.ทั้งหมดมีความผิด ลงโทษติดคุก และไม่ยอมให้ประกันตัวชั้นอุทธรณ์เพียงเพื่อให้หลุดจากตำแหน่งด้วยผลของ กฎหมาย จึงเห็นชัดว่าเป็นคำพิพากษาที่เกิดขึ้นจากนโยบายการเมืองของราชสำนัก และที่ร้ายยิ่งกว่านั้นที่แสดงถึงความอาฆาตมาดร้ายตามคำประกาศิต

ก็คือกว่าจะประกันตัวได้ต้องนอนในคุกหลายคืน ทั้งๆ ที่นอนคุกเพียงคืนเดียวก็ได้ผลตามนโยบายการเมืองแล้วเพียงแค่บทเริ่มต้นของตุลาการภิวัฒน์ ก็เห็นชัดเจนแล้วว่าเป็นสัญญาณอันตรายของราชสำนักที่มอบอำนาจเชิงสัญลักษณ์ เป็นกรณีพิเศษให้แก่ศาลปกครอง ศาลยุติธรรม และศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งผู้คนในสังคมก็เริ่มเห็นความวิปริตของกระบวนการยุติธรรม แต่ทุกคนก็เชื่อมั่นอยู่ในใจว่าสถาบันศาลคงไม่กล้าเดินออกนอกลู่นอกทางไป มากกว่านี้

แต่นั่นเป็นเพียงความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อศาล แต่แล้วความเชื่อมั่นก็พลันสูญสลาย เพราะความจริงของระบอบการปกครองของไทยมิใช่เป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีการ ตรวจสอบถ่วงดุล และประชาชนมิได้มีสิทธิจริงตามที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ หากแต่เป็นระบอบปกครองที่อำนาจทั้งหมดรวมศูนย์อยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์ การมีรัฐธรรมนูญ และตัวบทกฎหมายจึงเป็นเพียงกระดาษเปื้อนหมึก ที่มิได้รับรองสิทธิของพลเมืองจริง ,ตัวบทกฎหมายจึงเป็นเพียงรูปแบบเพื่อแต้มสีสันให้

อำนาจที่รวมศูนย์อยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์เกิดความชอบธรรม สามารถดำรงอยู่ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ได้ตราบเท่าที่การกระทำผิดกฎหมายมิได้ กระทบกระเทือนถึงผลประโยชน์ของพระองค์
จากโครงสร้างเช่นนี้ จึงเป็นรูปธรรมชัดเจนที่อธิบายถึงระบอบการปกครองที่เรียกว่า “สมบูรณาญาสิทธิราชใหม่” และความจริงของ “ตุลาการวิบัติ” ก็ปรากฏเด่นชัดขึ้น! และ เด่นชัดขึ้น! ภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ทั่วโลกเชื่อว่าเป็นคำสั่งที่ออกจากราชสำนัก
Read More

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: