*ตุลาการภิวัฒน์ ราชสำนักทรุดหนัก (หลัง 19 ก.ย. 49)*

20/03/2010 at 7:05 am (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
หลังเหตุการณ์ยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 แล้วขบวนการตุลาการภิวัฒน์ได้แสดงบทบาทที่ไม่ยึดหลักกฎหมายมากยิ่งขึ้น และแต่ละคดีที่เกี่ยวโยงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อเปรียบเทียบกับคดีอื่นๆ แล้วจะเห็นว่าศาลได้ใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นจึงเห็นชัดว่าคำวินิจฉัยของศาลในคดีการเมืองต่างๆ นั้น ผูกติดกับความต้องการของราชสำนัก จึงยิ่งสร้างความเสื่อมทรุดให้แก่ราชสำนักมากขึ้น โดยรวบรวมเหตุการณ์เบื้องหลังคดีที่มัวหมองดังนี้

1 คดียุบพรรคไทยรักไทย
ความเป็นตุลาการวิบัติ เริ่มต้นจากผู้พิพากษาที่ยอมรับคำสั่งของพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะผู้ยึดอำนาจที่ออกคำสั่งแต่งตั้งให้ผู้พิพากษาอาวุโสจากศาลฎีกามา เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิกรรมการทั้งหมด 111 คน เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2550 เพียงพรรคเดียว โดยเก็บพรรคประชาธิปัตย์ไว้ทั้งๆ ที่ ทั้งสองพรรคต่างก็เป็นจำเลยด้วยกันในคดียุบพรรคโดยรายละเอียดของคำพิพากษาก็

ทิ่มแทงพรรคไทยรักไทยว่าเลวร้ายอย่างไม่มีชิ้นดี เหมือนกับเป็นคำแถลงการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคคู่แข่งทางการเมือง ทีเดียว
ดูเหมือนจะเป็นที่รู้กันทั้งสังคม ในขณะนั้นว่าศูนย์กลางควบคุม และจัดการอยู่ที่บ้านสี่เสาเทเวศน์ และทันทีที่มีการอ่านคำพิพากษายุบพรรค ,ประชาชนที่เห็นความไม่ชอบมาพากลมาก่อนหน้านี้แล้ว ก็ได้รวมตัวกันภายใต้ชื่อว่า แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้าน เผด็จการ (นปก.)

ประท้วงคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญทันทีที่อ่านจบ ณ ที่ทำการศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็ขยายตัวเป็นการชุมนุมใหญ่ปักหลักที่สนามหลวงแล้วเคลื่อนตัวไปประท้วง พลเอกเปรมที่บ้านพักสี่เสาเทเวศน์เสมือนเป็นการชี้เป้าให้สังคมเห็นว่าพลเอก เปรมนั้นเองคือประธานเครือข่ายราชสำนักที่กำลังสร้างความเสื่อมเสียอย่าง หนักให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ โดยที่พลเอกเปรมเป็นประธานองคมนตรี แต่กลับใช้อำนาจบารมีของพระองค์เข้าแทรกแซงทางการเมือง

2 คดีที่ดินรัชดา
จากคำพิพากษายุบพรรคตัดสิทธิกรรมการแล้ว ก็มาสู่เรื่องอื้อฉาวที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง (เป็นศาลพิเศษมีศาลเดียวจำเลยห้ามอุทธรณ์ ฎีกา) ได้ตัดสินจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 2 ปี ในคดีที่คุณหญิงพจมานฯ ภรรยา ประมูลซื้อที่ดินถนนรัชดาจากการขายทอดตลาดโดยเปิดเผยเป็นราคาประมาณ 700 ล้านบาท ก็แสดงให้เห็นถึงกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรม เพราะศาลตัดสินว่าการซื้อที่ดินนั้นถูกต้องคุณหญิงพจมานได้รับที่ดินไปครอบ

ครองแต่ทักษิณผิดที่เซ็นอนุญาตให้ภรรยาซื้อที่ดินได้ ฟังดูแปลกเต็มที เพราะโดยกฎหมายผัวเมียนั้นใครจะไปทำนิติกรรมอีกฝ่ายต้องอนุญาต แต่ศาลกลับตัดสินเอาผิดเมื่อเปรียบเทียบคดีกับอดีตนายกฯ ที่มาจากราชสำนักในคดีคล้ายกัน กรณี พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีที่มีลักษณะคดีเกี่ยวกับที่ดินเหมือนกัน และเป็นการกระทำผิดชัดเจนยิ่งกว่ากรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ คือเรื่องภรรยาของพลเอก สุรยุทธซื้อที่ดินที่ยอดเขายายเที่ยงที่จังหวัดนครราชสีมา

ซึ่งเป็นที่ดินป่าสงวนแท้ๆ ที่ไม่อาจจะจับจองหรือซื้อขายกันได้ และซื้อเพียง 50,000 บาท แต่กลับไม่มีการดำเนินคดีใดๆ จึงเห็นชัดเจนว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ
พ.ต.ท.ทักษิณ รู้ถึงอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง ตุลาการดีแต่ไม่อาจจะกล่าวถึงโดยตรงได้ จึงให้สัมภาษณ์อย่างมีนัยสำคัญในต่างประเทศผ่านทางวีดีทัศน์ในการชุมนุมใหญ่ ของประชาชนคนเสื้อแดงที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ที่สนามกีฬารัชมังคลาเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2551 ว่า “ขบวนการยุติความเป็นธรรม”

3 สองคดีม็อบตัดสินไม่เหมือนกัน

กรณีม็อบพันธมิตรยึดทำเนียบฯ และบริเวณถนนโดยรอบถูกปิดตาย โดยเฉพาะการปิดถนนพิษณุโลกหน้าทำเนียบได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ นักเรียน และครูโรงเรียนราชวินิจ เพราะรถยนต์ของผู้ปกครองไม่อาจจะนำส่งและรับนักเรียนได้ ประกอบกับเสียงจากเวทีปราศรัยก็ดังหนวกหูมาก นักเรียนเรียนหนังสือไม่ได้ ดังนั้นครูและนักเรียนจึงร่วมกันฟ้องต่อศาลเพื่อเป็นการปกป้องสิทธิของตน และขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งตามคำขอคุ้มครองชั่วคราว

ปรากฏว่าศาลที่รับฟ้องเรื่องนี้เป็นศาลแพ่งที่ผู้พิพากษาส่วนใหญ่เป็นศาล ใหม่ เป็นคนหนุ่มคนสาว ที่ไม่มีส่วนได้เสียเมื่อรับคดีก็วินิจฉัยตามข้อกฎหมาย ให้การคุ้มครองโดยให้พันธมิตรถอนตัวจากการปิดถนนที่ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นครู และนักเรียนเดือดร้อน และยุติการกระจายเสียงในเวลาเรียน เพราะถือว่าพันธมิตรได้ใช้สิทธิทางกฎหมายเกินส่วนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ซึ่งในสายตาของสุจริตชนทั่วไปก็ชื่นชมต่อคำพิพากษาที่ยืนอยู่บนหลักกฎหมาย

แต่ปรากฏว่าต่อมาม็อบพันธมิตรได้ถอนกำลังไปใช้พื้นที่หน้ากระทรวงศึกษาแทน โดยมีพฤติกรรมปิดถนน เปิดปราศรัยทั้งวันทั้งคืนเช่นเดียวกันกับที่กระทำต่อครูและนักเรียนราช วินิจ แต่คราวนี้เป็นข้าราชการกระทรวงศึกษา ดังนั้นข้าราชการที่เดือดร้อนจึงยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลแพ่ง และยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวเช่นเดียวกับที่ครูและนักเรียนโรงเรียนราช วินิจเคยยื่นฟ้องและยื่นคำร้อง แต่คราวนี้ศาลกลับวินิจฉัยแปลกโดยตัดสินไปคนละทางกับคดีก่อนโดยไม่ให้การคุม ครอง

ซึ่งเป็นที่ฮือฮามาก ว่าทำไมศาลมีมาตรฐานไม่เหมือนกัน ซึ่งมารู้ความจริงในภายหลังว่าผู้พิพากษาผู้ใหญ่ซึ่งเป็นผู้บริหารได้มีคำ สั่งหลังจากที่ศาลเคยตัดสินให้เปิดทางแล้วว่า คดีที่เกี่ยวข้องกับการเมืองให้ส่งสำนวนขึ้นไปให้อธิบดีพิจารณาจ่ายสำนวน (มิใช่รับสำนวนคำฟ้องตามเวร) ให้แก่ศาลโดยอธิบดีศาลจะเป็นผู้เลือกผู้พิพากษามาพิจารณาคดีกรณีนี้ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่าศาลตกอยู่ใต้อิทธิพลของผู้อยู่เบื้อง หลังม็อบพันธมิตรที่ใครๆ ก็รู้และต่างขนานนามว่า “ม็อบเส้นใหญ่”

5 คดีปลดนายกฯ สมชาย
เมื่อนายสมัครต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยใช้คำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญอันชวนหัว ก็ไม่อาจจะสยบพลังที่เชื่อมั่นในความถูกต้องของระบอบประชาธิปไตยของทักษิณ ได้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขย สามีของนางเยาวภา ชินวัตร ก็ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีอีก ท่ามกลางความไม่พอใจของราชสำนักอย่างรุนแรงความต้องการที่จะล้มรัฐบาลนายกฯ สมชายได้ถูกดำเนินการอย่างเร่งด่วนด้วยเพราะใกล้วันเฉลิมฉลองพระชนม์พรรษา วันที่ 5 ธันวาแล้ว

และราชสำนักไม่ต้องการให้นายกฯ สมชายเข้าเฝ้า, ระยะเวลา 2 เดือนนับจากเดือนตุลาคม จึงต้องเร่งเกมส์ให้จบ ดังนั้นเครือข่ายราชสำนักโดยพันธมิตรและพรรคประชาธิปัตย์จึงต้องเปิดตัว ชัดเจนพร้อมด้วย สว.กลุ่ม 40 ผนึกกำลังกัน ปิดล้อมรัฐสภาโดยมี ส.ส.สมเกียรติ พงศ์ไพบูลย์(แกนนำพันธมิตร) นายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.จังหวัดระยอง นายถาวร เสนเนียม ส.ส.จังหวัดสงขลาÙ (ต่อมาได้รับปูนบำเหน็จเป็นรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย)

และอีกหลายคนได้นำรถยนต์ติดตราพรรคออกหนุนช่วยม็อบพันธมิตรที่นำกำลังล้อม รอบปิดทางประตูทางเข้า-ออก สภาในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เพื่อไม่ให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรี แถลงนโยบายต่อสภาภายใน 15 วัน นับแต่วันเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะมีผลทำให้นายสมชายต้องพ้นตำแหน่งนายกฯ ทันทีตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนั้นเป็นวันที่ใกล้จะครบกำหนด 15 วันแล้ว โดยกลุ่ม สว. 40 เช่น นางรสนา โตสิกะตระกูล

ก็เปิดเกมส์ตีโต้ในสภาให้นายกฯ สมชาย ลาออกจนสภาปั่นป่วน ส่วนข้างนอกสภากลุ่มพันธมิตรฯ ก็วางแผนก่อจลาจลด้วยการเตรียมรถบรรทุกระเบิด “คาร์บอม” และนักรบศรีวิชัย ตระเตรียมอาวุธปืน ระเบิดปิงปอง มีด ไม้ เพื่อปะทะกับเจ้าหน้าที่ โดยกีดขวางไม่ให้คณะรัฐมนตรี และสมาชิกรัฐสภาเข้าไปในรัฐสภาได้ แต่หากขัดขวางไม่สำเร็จก็จะจัดการระเบิดประตูสภาด้วยคาร์บอม แล้วมวลชนพันธมิตรฯ ก็จะฮือบุกเข้าสภาซึ่งจะเกิดภาวะจลาจลเพื่อกดดันให้ฝ่ายทหารทำการยึดอำนาจ

ล้มรัฐบาลนายสมชายเงาอำนาจของทักษิณให้ได้ และหลักฐานที่ยืนยันถึงแผนการอันเลวร้ายนี้โดยไม่คำนึงถึงการเสียชีวิตของ ใครทั้งสิ้นของแกนนำพันธมิตรฯ ก็คือคำประกาศบนเวทีม็อบพันธมิตรของนายสนธิ ในขณะเกิดเหตุการณ์ ปิดล้อมสภาว่า “นายสมชาย จะต้องออกจากนายกฯ ภายใน 6 โมงเย็น นี้” แต่เดชะบุญรถยนต์บรรทุกระเบิดที่จอดคอยไว้อยู่หน้า พรรคชาติไทย ซึ่งห่างจากสภาประมาณ 200 เมตร ที่มี พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี

หรือสารวัตรจ๊าบ ซึ่งเป็นแกนนำฝ่ายการทหารคนสำคัญของพันธมิตรฯ น้องเขยนายการุณ ใสงาม สว.สายประชาธิปัตย์ เป็นผู้ควบคุมโดยจะจุดระเบิดด้วยสัญญาณโทรศัพท์ แต่เกิดอุบัติเหตุจาก สัญญาณโทรศัพท์ที่ภรรยาโทรเข้าไปหาทำให้วงจรระเบิดทำงานก่อนกำหนดจึงเกิด ระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงก่อนเวลาปฏิบัติการเพียงเล็กน้อย(กำหนดการประมาณจะ 4 โมงเย็น) เป็นผลทำให้สารวัตรจ๊าบเสียชีวิตทันทีจากแรงระเบิด

และตำรวจก็ได้ตัดสินใจยิงแก๊สน้ำตาเปิดทางจนเป็นเหตุจลาจลลุกลามจากสภาขยาย ตัวไปปิดล้อมสำนักงานตำรวจนครบาลที่อยู่ใกล้ๆ ตั้งแต่นั้นตลอดคืนของวันที่ 7 ตุลาคม มีผู้คนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก แต่ผู้บัญชาการทหารบกก็ไม่ยอมที่จะทำการรัฐประหาร ทำให้ราชสำนักไม่พอใจ โดยในคืนนั้นนายสนธิได้ขึ้นปราศรัยด่าทอพลเอกอนุพงศ์ ผบ.ทบ.อย่างรุนแรง และกล่าวหาว่าไม่ยอมออกมายึดอำนาจเป็นการขัดพระประสงค์

และแล้วปัญหาที่สงสัยงุนงงทั้งหมดว่าม็อบเส้นใหญ่หมายถึงใคร ก็ไขคำตอบด้วยการที่สมเด็จพระราชินี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธานเผาศพ “น้องโบว์”ด้วยพระองค์เอง และ ยกย่องเป็นวีรสตรีผู้พลีชีพเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระราชทานเพลิงศพให้แก่สารวัตรจ๊าบด้วยแม้เหตุการณ์จะเปิดเผยชัดเจนแล้วว่าพระองค์คือผู้สนับสนุนการกระทำของ พันธมิตรฯ มาโดยตลอดเพื่อโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ เริ่มตั้งแต่เมื่อ 19 กันยายน 2549 และล้มรัฐบาลนายสมัคร

ซึ่งเป็นตัวแทนของทักษิณ แต่ปรากฏว่านายกฯ สมชาย น้องเขยทักษิณก็ยังดื้อรั้นอยู่ต่อไป ราชสำนักต้องการจะกำจัดรัฐบาลเงาของทักษิณให้สิ้นซากด้วยการใช้ม็อบพันธมิตร ก็ยังไม่สำเร็จ จะกำจัดด้วยการให้ทหารยึดอำนาจก็ติดที่ พลเอกอนุพงศ์ ผบ.ทบ.ขวางทางวางเฉยไม่ยอมทำ ทำให้พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ทหารเสือราชินีคนสนิทจึงไม่อาจจะขยับได้ในสถานการณ์ที่ผู้มีอำนาจในบ้าน เมืองกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ ในที่สุดนายสนธิ ลิ้มทองกุล กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาพรรคประชาธิปัตย์

ก็แสดงตนตอบสนองพระราชประสงค์อันเกินความคาดหมายของมนุษย์ที่ยังไม่เสียสติ ที่จะคาดการได้นั่นก็คือ ได้ทุ่มเทกำลังมวลชนเข้ายึดสนามบินนานาชาติของประเทศไทยทั้งหมดในกรุงเทพฯ คือ สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง เพื่อกดดันให้รัฐบาลสมชายหมดอำนาจไปไม่ว่าจะด้วยวิธีใดๆ ก็ตาม แม้ว่าบ้านเมืองจะพังพินาศไปต่อหน้าต่อตา ซึ่งเป็นมาตรการสุดท้ายที่รุนแรงสุด จนกลายเป็นปัญหาของนานาชาติ

เพราะประชาชนทุกชาติต้องอกสั่นขวัญหาย ตกค้างอยู่ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เพราะสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ฝ่ายทหารก็ยังนิ่งเฉยทั้งไม่ยึดอำนาจ และก็ไม่ดำเนินการทางกฎหมายใดๆ อีกเช่นกัน รวมตลอดทั้งนายสมชาย ก็ยังดื้อสู้ไม่ลาออกจากนายกฯ และหนีไปตั้งหลักที่จังหวัดเชียงใหม่ที่มีมวลชนคนรักทักษิณหนาแน่นคอยปกป้อง และขณะนั้นก็ใกล้วันสำคัญของชาติ คือวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม ซึ่งพระองค์จะมีพระชนมายุครบ 81 พรรษา

ด้วยสถานการณ์ที่บีบรัด และไม่มีองค์กรรัฐหน่วยงานใดกล้าเข้ามาปราบปรามเหตุการณ์จลาจล และเข้ามาล้มรัฐบาลนายสมชายที่ไม่ทรงโปรดได้ และในระหว่างนั้นก็มีข่าวลือแพร่สะพัดไปหมดว่าเครือข่ายราชสำนักจะต้องทำทุก วิถีทางไม่ให้นายกฯ สมชายเป็นผู้นำการถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปีนี้ได้ ซึ่งขณะนั้นหมายกำหนดการของสำนักพระราชวังได้กำหนดให้มีการสวนสนามของกอง ทหารรักษาพระองค์ ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า

ในวันที่2 ธันวาคม 2551 เวลา 15.00 น. ,นายกฯ สมชาย ในฐานะรัฐมนตรีกลาโหมจะต้องเข้าเฝ้าเป็นวันแรกของพระราชพิธี แล้วข่าวลือก็เป็นจริงโดยเครือข่ายราชสำนักได้ตกลงกันใช้ศาลรัฐธรรมนูญเป็น เครื่องมือดำเนินการปลดนายกฯ สมชาย ในคดียุบพรรคโดยเร่งดำเนินการรวบหัวรวบหางเล่นงานนายกฯ สมชาย วันที่ 2 ธันวาคม ทั้งๆ ที่วันนั้นเป็นวันนัดพิจารณามิใช่วันนัดตัดสินคดี แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ดำเนินการอย่างทุลักทุเลจนเสร็จสิ้นก่อนเวลาสวนสนามอย่าง หวุดหวิดจนได้

การแสดงออกของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 จึงกลายเป็นละครราคาถูกด้วยการเขียนบทละครอย่างเร่งด่วนให้ศาล-ทหาร-ตำรวจ- พันธมิตรฯ เล่นให้ประสานกันโดยมีเป้าหมายคือ ทำลายรัฐบาลตัวแทนทักษิณให้จงได้ ข่าวนี้ได้รั่วไหลออกไปจึงมีประชาชนผู้รักความเป็นธรรมกลุ่มใหญ่ รวมตัวกันไปปิดล้อมศาลรัฐธรรมนูญ ทำ ให้ผู้พิพากษาต้องย้ายไปอ่านคำพิพากษาที่ศาลปกครองแทน ทำให้บรรยากาศการพิจารณาคดีโบว์ดำของศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นไปอย่างทุลักทุเล กว่าจะเริ่มได้ก็เป็นเวลาเกือบเที่ยง

ในวันที่ 2 ธันวาคม นั้นตรงกับวันนัดพิจารณาคดียุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย แต่ปรากฏว่าศาลได้แอบทำคำพิพากษาไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว บรรยากาศในห้องพิจารณานั้น ตัวแทนของพรรคการเมืองที่เป็นจำเลยจะแถลงขอสืบพยานใดๆ ศาลก็ไม่อนุญาต ดังนั้นตัวแทนทุกพรรคฯ จึงขอยื่นคำแถลงปิดคดี ศาลก็เพียงรับไว้แต่ไม่อ่าน แล้วศาลก็รีบหยิบคำพิพากษาที่ตัดสินยุบพรรคทั้งหมดที่แอบเขียนไว้ล่วงหน้า

ขึ้นมาอ่านทันที โดยอ่านผิดๆ ถูกๆ เช่นใช้ชื่อพรรคพลังประชาชนไปเขียนไว้ในสำนวนยุบพรรคชาติไทย เป็นต้น และแม้จะถึงเวลาเที่ยง ศาลก็ไม่พักการพิจารณาโดยพยายามจะอ่านคำพิพากษาเพื่อให้นายสมชาย หมดอำนาจลงให้ได้ก่อนจะถึงเวลาสวนสนามของทหารรักษาพระองค์เวลา 15.00 น. ปรากฏว่าอ่านคำพิพากษาเสร็จประมาณ 14.00 น.
เวลาที่ล็อคไว้หวุดหวิดจริงๆ ทันทีที่มีคำพิพากษาทำให้นายกฯ สมชายหมดอำนาจลงทันทีกลุ่มพันธมิตรฯ

ก็ติดต่อ ทหาร ตำรวจ เพื่อเตรียมถอนตัวออกจากสนามบิน และทำเนียบนายกฯ และก็ประกาศชัยชนะทันที ซึ่งเป็นที่ผิดสังเกตว่าเมื่อครั้งศาลตัดสินให้นายสมัครหลุดจากนายกฯ เพราะทำกับข้าว หากใช้มาตรฐานเดียวกันพันธมิตรฯ ก็น่าจะประกาศชัยชนะ และถอนตัวจากทำเนียบ และยุติความวุ่นวายเสียได้ แต่ขณะนั้นกลับ ไม่ทำจากข้อเท็จจริงที่กล่าวข้างต้นนี้ คำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ กรณียุบพรรคพลังประชาชน

นี้จึงเป็นประจักษ์พยานชัดเจนว่าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคดีตามคำสั่งของเครือ ข่ายราชสำนักและตรงตามพระราชประสงค์ มิใช่ตัดสินคดีตามสำนวน
การยุติการชุมนุมของพันธมิตรก็เป็นไปตามเกมส์ที่เครือข่ายราชสำนักเป็นผู้ กำหนดเพื่อให้ประสานกับคำพิพากษายุบพรรค รวมทั้งประสานกับทหารและกลุ่มเนวินที่แปรภักดิ์ไปร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ จัดตั้งรัฐบาล

Read More

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: