*คำประกาศสงครามประชาชนของสนธิ*

22/03/2010 at 7:42 am (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของนายสนธิ และแกนนำพันธมิตรทุกคนล้วนแล้วแต่มิใช่ผู้จงรักภักดี และมิใช่เป็นผู้มีแนวคิด “กษัตริย์นิยม” แต่อย่างใด และเกือบทั้งหมดของแกนนำพันธมิตรฯ ล้วนแล้วแต่เป็นอดีตผู้ปฏิบัติงานของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่เคยจับ

ปืนสู้รบกับรัฐบาลเผด็จการทหารและศักดินาในเขตป่าเขามาก่อนทั้งนั้น แม้พลตรีจำลอง ศรีเมือง จะมิได้มีภูมิหลังดังเช่นคนอื่นๆ แต่ พลตรีจำลอง ก็มีพฤติกรรมที่แปลกแยกทางสังคมสนับสนุนนักบวชสันติอโศก ซึ่งถือว่าเป็นพุทธศาสนาในนิกายที่แปลกประหลาด

และไม่อยู่ในกรอบของเถระสมาคมซึ่งราชสำนักเห็นว่าเป็นอันตรายต่อความมั่นคง แห่งรัฐ และได้เคยสั่งการให้ดำเนินคดี และกำจัดให้สิ้นไปมาแล้วในอดีตแต่ไม่สำเร็จการปรากฏตัวของขบวนการพันธมิตรนับแต่เริ่มต้นที่นายสนธิไม่พอใจในตัวทักษิณ เป็นการส่วนตัว

เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ยอมตอบสนองผลประโยชน์ที่ร้องขอ แล้วก็ขยายตัวออกไปโดยอุปโลกน์ตนเองและพรรคพวกว่าเป็นผู้จงรักภักดีที่จะ มากอบกู้ราชบัลลังก์เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ไม่จงรักภักดี ต้องการจะโค่นล้มระบอบกษัตริย์ และสร้างระบอบสาธารณรัฐขึ้น

กลุ่มพันธมิตรได้จงใจที่จะใช้เสื้อยืดสีเหลืองซึ่งเป็นสีวันพระราชสมภพของ พระเจ้าอยู่หัวเป็นสัญลักษณ์ และจงใจที่ชัดเจนที่สุดคือ ติดคำว่า “เราจะสู้เพื่อในหลวง” ไว้บนเสื้อสีเหลืองทุกตัวที่ใช้สวมใส่จากการที่ราชสำนักยินยอมให้นายสนธิ และแกนนำพันธมิตรดำเนินการเช่นนี้ได้โดยไม่มีการดำเนินคดีใดๆ

ทางกฎหมาย เช่นในอดีตที่ผ่านมาจึงเท่ากับเป็นการเปิดเผยตัวตนของราชสำนักในการลงสู่ สนามการเมืองด้วยตนเอง ซึ่งถือได้ว่าเป็นการแสดงตัวตนอย่างเปิดเผยของราชสำนักเป็นครั้งแรกใน ประวัติศาสตร์การเมืองไทย และตลอดเวลาของการประท้วงพันธมิตรฯ

ในฐานะตัวแทนนายหน้าของราชสำนัก ก็ได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อน และความเสียหายให้แก่ประเทศชาติ ประชาชน อย่างเลวร้ายที่สุด ตั้งแต่การปิดถนนราชดำเนินสร้างรัฐอิสระที่ยาวนาน ยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบิน จนก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจการค้าของรัฐอย่างมากและส่งผลกระทบมาจน ถึงทุกวันนี้

จากการแสดงตัวอย่างเปิดเผยของราชสำนักในการสนับสนุนการเคลื่อนไหวของม็อบ พันธมิตรครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงแนวคิดทางการเมืองของราชสำนักชัดเจนว่าราช สำนักไม่ยอมรับระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง เพียงแต่ยอมที่จะอยู่กับระบอบประชาธิปไตยที่พิกลพิการแต่เรียกให้ไพเราะว่า ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ

หรือนัยหนึ่งก็คือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่ และในการต่อสู้เพื่อพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยที่พิกลพิการนี้ ราชสำนักก็มีแนวทางและยุทธวิธีชัดเจน คือสามัคคีแนวร่วมทุกฝ่ายเพื่อโค่นล้มศัตรูหลัก แล้วจัดระบบอำนาจใหม่ให้อำนาจของตนเข้มแข็งขึ้นแม้แนวร่วมนั้นตัวราชสำนัก

อาจจะไม่ชอบขี้หน้า เช่น อดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์หรือพวกสันติอโศกก็ตาม เพียงเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายศัตรูที่ตนเองเชื่อว่าร้ายกาจกว่า ซึ่งก็เป็นยุทธวิธีเดียวกันกับในปี 2490 ที่ราชสำนักเอาจอมพล ป.เป็นแนวร่วม (ทั้งๆ ที่ไม่ได้ชอบ) เพื่อสามัคคีกันทำลายนายปรีดี พนมยงค์

ซึ่งเชื่อว่าเป็นศัตรูที่ร้ายกาจกว่าแล้วจึงกลับมาทำลายจอมพล ป.ในภายหลังโดยอาศัยมือของจอมพลสฤษดิ์ ซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกับกรณีเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่ใช้พลังนักศึกษาทำลายจอมพลถนอม แล้วกลับมาทำลายขบวนการนักศึกษาในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519

สิ่งที่ราชสำนักมองไม่เห็นเลยนั่นคือราชสำนักกำลังสร้างบาปในประวัติศาสตร์ และจะต้องรับผลแห่งกรรมนั้นด้วยข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้จึงมีข้อน่าสังเกตว่าภยันตรายที่จะ มีต่อราชสำนักนั้น มิได้มาจาก พ.ต.ท.ทักษิณตามที่วิตกกังวลแต่ทางเดียว

หากแต่มาจากนายสนธิ, แกนนำพันธมิตรและอีกหลายทิศทางที่แวดล้อมกษัตริย์และบรมวงศานุวงศ์อยู่ กล่าวคือแม้ราชสำนักจะพึงพอใจต่อการโค่นล้มรัฐบาลนายสมัคร และนายสมชาย ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของทักษิณไปแล้ว และได้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ

ซึ่งดูเหมือนว่าจะยุติความขัดแย้งทางสังคมได้แล้ว แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะประวัติศาสตร์ไม่เคยถอยหลังกลับ และการพังทลายของราชวงศ์ทั้งหลายในโลกได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเกิดจากการ กระทำของตัวเองที่หวงแหนอำนาจและไม่ยอมปรับตัว ด้วยเหตุนี้จึงเกิด “ปรากฏการสนธิใหม่”

ที่ราชสำนักก็ควบคุมไม่ได้นั่นคือนายสนธิ แกนนำพันธมิตรได้ขยายความขัดแย้ง เพิ่มความรุนแรง โดยยั่วยุให้เกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มคนเสื้อเหลือง และกลุ่มคนเสื้อแดงมากยิ่งขึ้น โดยเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2552 นายสนธิได้จัดชุมนุมคนเสื้อเหลือง หรือกลุ่มพันธมิตรที่จังหวัดสระบุรี

และประกาศออกอากาศทางโทรทัศน์ต่อหน้าสาธารณชนว่าเขาจะทำสงครามประชาชนกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคพวกคนเสื้อแดง โดยป้ายสีว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และกลุ่มคนเสื้อแดงคือผู้ที่จะทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และราชบัลลังก์

ส่วนพวกของตนคือพวกที่จะปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และราชบัลลังก์ และหลังจากนั้นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2552 ก็เคลื่อนตัวนำกลุ่มพันธมิตรไปบุกจังหวัดอุดรธานี และเตรียมการที่จะบุกไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดที่ประชาชนส่วนมากนิยม พ.ต.ท.ทักษิณ

เช่น เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ร้อยเอ็ด ยโสธร เป็นต้นพฤติกรรมอันน่าสงสัยในเจตนาที่จะสุมไฟความขัดแย้งในหมู่ประชาชนของนายสนธิ และแกนนำพันธมิตรนี้ ดูเหมือนว่าราชสำนัก และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจะเห็นด้วย หรือไม่เฉลียวใจก็ยากที่จะทราบได้ แต่ที่แน่นอนที่สุดพฤติกรรมของนายสนธิตลอดมาก็คือนายสนธิกำลังดึงฟ้าต่ำทำหินแตก“นายสนธิกำลังหาศัตรูให้สถาบันกษัตริย์ทุกวัน”เจตนาที่แท้จริงของพันธมิตรคืออะไรกันแน่?
Read More

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: