*ยุบพรรคตัดสิทธิ์ วิกฤตสังคม-ระบบพิกลพิการ*

29/03/2010 at 8:04 am (หนังสือ)


บท: ดารณี รวีโชติ
เมื่อราชสำนักเกิดความวิตกกังวลต่อการสิ้นสุดราชวงศ์เป็นอย่างมาก เครือข่ายราชสำนักที่ผนึกกำลังกันอย่างเป็นระบบโดยพลเอกเปรม ในฐานะประธานเครือข่าย ก็ทำหน้าที่ที่น่าชื่นชมในสายตาของราชสำนัก แต่แท้จริงกลับเป็นอันตรายต่อราชสำนักอย่างยิ่ง

โดยพลเอกเปรมได้บัญชาการอยู่หลังฉาก โดยใช้ทั้งองค์กรทหาร และองค์กรศาล ในการยึดอำนาจทำลายองค์กรพรรคการเมืองอย่างตัดรากถอนโคน ด้วยการทำลายสายตระกูลของนักการเมืองที่เป็นหัวขบวนของแต่ละพรรคการเมือง โดยข้ออ้างว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมในการทุจริตเลือกตั้งในฐานะเป็นกรรมการพรรค จึงถูกตัดสิทธิ์ 5 ปี

รวมนักการเมืองระดับหัวกะทิประมาณเกือบ 300 คน ที่ถูกกีดกันออกจากวงการเมือง ซึ่งมีผลทำให้องค์กรพรรคอยู่ในสภาพล้มลุกคลุกคลานโดยไม่อาจจะเป็นรากฐานค้ำ จุนระบบรัฐสภาได้
ดังนั้นโดยผลแห่งการยึดอำนาจของทหาร และผลแห่งคำพิพากษายุบพรรค ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค

จึงทำให้ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอทันตาเห็น อีกทั้งได้สร้างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่เน้นระบบตรวจสอบ ควบคุม อำนาจของรัฐบาลและส.ส.โดยองค์กรอิสระและศาลตามแนวคิดอำมาตยาธิปไตยจึงทำให้ รัฐสภาของไทยกลายเป็นสภาของเด็กขี้ฟ้อง

จนรัฐบาลและฝ่ายค้านไม่อาจจะทำหน้าที่ตามกลไกของระบอบประชาธิปไตยเพื่อรักษา ประโยชน์ของประชาชนได้การเมืองของไทย จึงกลายเป็นการเมืองค้าความ ส.ส.ก็กลายเป็นทนายความตีนโรงตีนศาลจากสถานการณ์เช่นนี้ก็แน่นอนว่าสถาบันทางการเมืองของประชาชนอันได้แก่พรรค การเมือง และรัฐสภา

จึงอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด และสถาบันที่จะเข้มแข็งขึ้นก็เหลือเพียงสถาบันพระมหากษัตริย์ และสถาบันทหารเท่านั้นการเมืองไทยวันนี้ก็คือการทำลายสถาบันพรรคการเมืองเพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่ม ข้าราชการเข้มแข็งขึ้น เป็นแกนหลักในการบริหารรัฐ ซึ่งเป็นการเปิดโปงตัวเองของราชสำนักว่าไม่พึงพอใจ

และไม่ไว้วางใจพวกนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง จึงไม่ต้องการให้อำนาจอยู่กับสถาบันพรรคการเมืองและสถาบันรัฐสภาในการบริหาร ประเทศ ซึ่งนับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติและประชาชน เพราะในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่รุนแรงเช่นนี้ แทนที่ข้าราชการประจำ

และข้าราชการเมืองควรจะประสานสามัคคีกันเพื่อแก้ปัญหา ของประเทศ แต่กลับกลายต้องมาทะเลาะกันเพื่อช่วงชิงอำนาจโดยไม่มีกติกากลางจากการบงการของพลเอกเปรมเช่นนี้ ได้ส่งผลกระทบที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อราชสำนักอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

และยากที่จะสมานแผลใจอันเกิดจากการทำลายสายตระกูลของแกนนำพรรคการเมือง ซึ่งเป็นชนชั้นนำฝ่ายพลเรือนที่มีบารมีในลักษณะเกาะติดกับประชาชนทั่วประเทศ อย่างเป็นรูปธรรม และหากจะเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการแก้ปัญหาทุกข์ร้อนของประชาชนระหว่าง

นักการเมืองกับข้าราชการประจำในวันนี้ ก็จะเห็นว่านักการเมืองมีประสิทธิภาพสูงกว่าข้าราชการประจำเพราะองค์กรข้า ราชการนั้นจะงุ่มง่าม เนื่องจากเป้าหมายหลักถูกฝึกให้บริการราชวงศ์ มิได้มีเป้าหมายอยู่ที่ประชาชน ซึ่งแตกต่างจากพรรคการเมืองที่มีแรงจูงใจ คือความนิยมของประชาชน

ดังนั้นเมื่อเกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงเช่นนี้ ก็ยากที่องค์กรราชการที่เป็นองค์กรหลักจะตั้งรับได้ และเมื่อเกิดความหิวโหยก็จะเกิดการลุกฮือของประชาชน อันจะส่งผลกระทบต่อระบบโครงสร้างการปกครองของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่นี้ อย่างแน่นอน
Read More

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: