สวรรค์ในอก นรกในใจ 15/01

16/04/2010 at 11:10 am (หนังสือ)

โดย นายสิน แซ่จิ้ว
ผลพวงจากการทำรัฐประหาร ของพลเอกเกรียงศักดิ์ในปี พ.ศ. 2520 ให้บทเรียน K ว่า เขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ในครั้งนั้นมากเกินไป สถานการณ์ทางการเมืองหลังยุครัฐบาลธานินท์ ทำให้K ตระหนัก ว่า การมีตัวแทนจากภาคประชาชนเข้า

ไปเป็นรัฐบาลยังไม่เพียงพอที่ จะตอบสนองความต้องการของตน หาก K จำเป็นต้องมีทหารที่เป็นมือเป็นเท้าให้ตนเข้า ไปเป็นผู้นำรัฐบาล นายทหารผู้นั้นจะต้องมีอำนาจ และสามารถทำทุกอย่าง เพื่อตอบสนองความต้องการของ K โดยไม่คิดถึงตัวเอง ในขณะเดียวกัน

ก็สามารถควบคุมกองทัพไปได้พร้อมๆ กัน บุคคลที่ดูเหมือนจะเพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติดังกล่าวในสายตาของ K ก็คือ พลเอกเปรม ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ภายใต้การนำของ รัฐบาลนายเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ สิ่งเดียวที่ K ต้องทำต่อจากนั้นก็คือหา

โอกาสเหมาะๆผลักดันเปรม ให้ก้าวไปสู่การเป็นผู้นำคนต่อไปตามสัญญาที่ให้ไว้ หลังการทำรัฐประหาร รัฐบาลองพลเอกเกรียงศักดิ์ ทำการปรับปรุงรัฐธรรมนูญในปี พ.ศ. 2521 โดยระบอบการปกครอง ของไทย ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประกอบด้วยระบบสองสภา ได้แก่ 1)

วุฒิสมาชิกสภา จำนวน 225 คน จากการแต่งตั้งของ นายกรัฐมนตรี (ไม่ ได้มาจากการแต่งตั้งโดย K อีกต่อไป) และ 2) สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรที่มาจากการ เลือกตั้งจำนวน 310 คน พร้อมกันนี้ กลุ่มขุนนาง และนายทหารสามารถเป็นวุฒิสมาชิกสภาได้ ขณะเดียวกัน

นายกรัฐมนตรีและสมาชิกคณะรัฐมนตรี ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกรัฐสภา (นั่นคือไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง—ผู้แปล) ด้วยวิธีการนี้ ทำให้พลเอกเกรียงศักดิ์ สามารถกำหนดบุคคลภายในคณะรัฐมนตรีได้ ซึ่งสมาชิกรัฐมนตรีส่วนใหญ่เป็นที่พอใจของ K และทำ

ให้พลเอกเกรียงศักดิ์ กลายเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่ต้องมีพรรคการเมืองเป็นของตัวเองก่อนการเลือกตั้งในเดือน เมษายน 2522 พล เอกเกรียงศักดิ์ มีวุฒิสมาชิกสภาเกือบ 200คนในมือ มาจากกลุ่มนายทหาร และตำรวจ ที่พร้อมสนับสนุน

ตนในการสืบทอดอำนาจ ถึงกระนั้นก็ตาม รัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ไม่ได้รับการสนับสนุนจากในวัง ทั้งยังมีค ู่แข่งที่น่าเกรงกลัวอย่างหม่อมคึกฤทธิ์ ปราโมช ที่เป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน (พรรคกิจสังคม) ขณะเดียวกัน รัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์

ยังประสพความล้มเหลวในการแก้ปัญหาของประเทศในขณะนั้น(ตัวอย่างเช่นปัญหาน้ำมันแพง, เศรษฐกิจ ตกต่ำ, และภัยอันอาจเกิดจาก การเข้ารุกรานเขมรของเวียดนาม) สถานการณ์เหล่านี้นำ ไปส ู่การฉวยโอกาสของ K ผลักดันพลเอกเปรม

ขึ้นมาแทนพลเอกเกรียงศักดิ์ และเป็นตัวแทนของราชวงศ์ในการเล่นการเมือง (ผู้แปล ขอไม่แปลประวัติอาชีพทหาร ของพลเอกเปรมในย่อหน้าที่ 1-2 ของ หน้า 277 เนื่องจากคนไทยส่วนมาก ทราบกันดีอยู่แล้วว่านายทหารผู้นี้ได้รับการแต่งตั้งอย่างก้าวกระโดดข้ามหัว

นายทหารที่อาวุโสกว่า ขึ้นมาถึงจุดสูงสุดทางการทหารได้อย่างไร ทั้งนี้มี K ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังนั่นเอง) ในสถานการณ์ย่ำแย่ของ รัฐบาลเกรียงศักดิ์ โอกาสของเปรมและในวังก็มาถึงในต้นเ ดือนมกราคม 2523 โดยเปรมยกเลิกแผนการ

ตามเสด็จ Q and P2 ไปอเมริกา อย่างกระทันหันพร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาน้ำมันขึ้นราคาในรัฐบาลเกรียง ศักดิ์อย่างหนักหน่วง และไม่ใช่ความบังเอิญ ที่พลตรีสุตสาย หัสดิน หัวหน้ากลุ่มกระทิงแดงได้ใช้การ ประท้วงต่อต้านคอมมิวนิสต์ โจมตีรัฐบาลเกรียงศักดิ์

ในเวลาใกล้เคียง (วันที่ 24 มกราคม) ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว คึกฤทธิ์เองก็มองเห็นโอกาสที่ตนจะขึ้นมาผู้นำคนต่อไป ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ คึกฤทธิ์และ พรรรคกิจสังคม ได้เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลเกรียงศักดิ์ ขณะเดียวกัน กลุ่มยังเติร์กที่เคยสนันสนุน

เกรียงศักดิ์ขึ้นสู่อำนาจ ได้หันมาสนับสนุน เปรมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ทั้งที่เปรมไม่ใช่ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ย้อนกลับไปกล่าวถึงภาวะ ความตึงเครียดทางการเมืองในปีพ.ศ.2519 ในวังต้องการให้มีการเปลี่ยนผ่าน อำนาจ ทางการเมืองอย่างแยบยลผ่าน

การทำรัฐประหารอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ทางวังตระหนักดีว่า ถ้าพลเอกเกรียงศักดิ์ชิงยุบสภาเสียก่อนเพื่อเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งทั่ว ไป ก็จะมีความเสี่ยงที่ว่าผู้นำรัฐบาลคนต่อไปอาจไม่ได้มาจากกลุ่มนายทหาร หรือแม้แต่คึกฤทธิ์เอง เหตุผลดังกล่าวนำไปสู่การเข้าพบ

K ที่เชียงใหม่ ของเกรียงศักดิ์และเปรม ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์เกรียงศักดิ์ได้ลาออกจากการ เป็นนายกรัฐมนตรี ในวันถัดไปหลังจากการเข้าเฝ้า K โดยไม่ยอมยุบสภา การกดดันของ K ในเรื่องนี้ สร้างความคับข้องใจแ ก่คึกฤทธิ์ ซึ่งก็ถูกบังคับจาก K เช่นกันโดย K ขอให้คึกฤทธิ์

เรียกประชุมสภานิติบัญญัติ เพื่อลงมติเห็นชอบให้ K แต่งตั้งเปรมเป็นนายกคนต่อ ไป การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ถ้าดูเพียงผิวเผิน จะเข้าใจว่า ทุกอย่างดำ เนินไปตามหลักประชาธิปไตย แต่จริงๆแล้ว มันก็คือการท รัฐประหารโดยเจ้านั่นเอง และชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อ เปรมได้กล่าว

คำปฎิญาณตนในการเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 3 มีนาคม ว่า พรรคร่วมรัฐบาลภายใต้การนำ ของตน เป็น“รัฐบาลของ K” คำปฎิญาณ ของเปรมถือเป็นจริงเป็นจังมาก และก็ทำให้เขาสามารถอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้นานที่สุด ถึง 8 ปี ภายใต้การปกป้องอย่างใกล้ชิดของ K

ด้วยระบบน้ำพึ่งเรือ-เสือพึ่งป่า ครอบครัวของ K มีผู้นำรัฐบาลที่มีอำนาจและพร้อมจะรับใช้ราชวงค์อย่าง ถวายหัว เช่นเปรม เปรียบเทียบกับ นายทหารคนก่อนๆ เช่น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ซึ่งถึงจะจงรักภักดีต่อ K เช่นกัน แต่สฤษดิ์ทุจริตและมักมากในกามารมณ์,

จอมพลถนอมและ จอมพลประภาส ทำตัวไม่มีประโยชน์ (ต่อ K และครอบครัว) และได้รับการหนุน หลังจากสหรัฐอเมริกา, สัญญา ธรรมศักดิ์ และหม่อมราชวงค์ คึกฤทธิ์ ปราโมช อ่อนแอและให้ความสำคัญกับรูปแบบประชาธิปไตยตลอดจนเสียงจากมวลชนมากเกินไป

ธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นคน ไม่หยืดหยุ่น และไม่สามารถควบคุมกองทัพ ในขณะที่ เกรียงศักดิ์ทำตัวเป็นอิสระมากเกินไป (ไม่ค่อยรับใช้K และครอบครัว เท่าที่ควรจะทำ -ผู้แปล)

Permalink ให้ความเห็น

*ธรรมราชาจากอเมริกา 1/05*

15/04/2010 at 3:49 pm (หนังสือ)


โดย
นายสิน แซ่จิ้ว
การผสมปะปนกันในพิธีการต่างๆของสองศาสนาเป็นการสืบสายพันธุ์ของกษัตริย์ นาย David Wyatt นักประวัติศาสตร์ได้อธิบายไว้ว่า “หลักการสั่งสอนของศาสนาพุทธเป็นปัจจัยสำคัญต่อดวงชะตาราศีในทางพราหมณ์ มุ่งหมายให้กษัตริย์มีความประพฤติอยู่ในศีลธรรมจนถึงที่สุดคือให้กลมกลืนกัน กับคำสอนธรรมจรรยาในพุทธศาสนา ความเชื่อของพราหมณ์ฮินดูในเรื่องเทวดานั้น เปรียบเทียบให้กษัตริย์เป็นพระเจ้า เป็นการปรับปรุงเสริมแต่งให้กษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของพิธีการต่างๆ ขณะที่ความศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาพุทธให้การรับรองว่ากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่ง ของผู้ประพฤติตามหลักทางศีลธรรม”(8)

ยิ่งกว่านั้น กุญแจแห่งอำนาจในสมัยอยุธยาคือการควบคุมความมั่งคั่งของแผ่นดิน เพราะอยุธยาตั้งอยู่บนพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางเป็นดังเกาะใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง แม่น้ำเจ้าพระยา ความสำเร็จของอยุธยาคือเป็นแหล่งโกดังซื้อขายที่สำคัญทางน้ำในเขตเอเชีย ตะวันออก นำเอาพ่อค้าจากเมืองจีน ญี่ปุ่น อินเดีย เปอร์เซีย และจากพวกยุโรปในศตวรรษที่สิบหก เมืองอยุธยามีความสำเร็จทางการค้าอย่างมาก ทำให้บรรดากษัตริย์ต่างดิ้นรนในการเข้าควบคุมการค้าแบบจำกัดและผูกขาดของตน เอง เพื่อควบคุมพื้นที่ดินและคนทำงาน ครอบครัวหลายครอบครัว รวมทั้งชาวต่างชาติสร้างความมั่นคั่งโดยการทำการสนิทสนมกับเหล่าราชนิกูลและ ขุนนาง ซึ่งกลายเป็นคู่แข่งกับสถาบันในการคุมความมั่งคั่งและอำนาจ

เรื่องราวในวังสมัยอยุธยาเป็นเรื่องที่โกลาหลและเต็มไปด้วยเลือด ในการช่วงชิงราชบัลลังก์ก็เต็มไปด้วยเรื่องราวการลอบปลงพระชนม์ เป็นสิ่งที่เขย่าขวัญเกิดขึ้นบ่อยๆจนเป็นธรรมดา ระหว่างกษัตริย์กับเจ้าฟ้าและราชินี หรือการลอบฆ่าเจ้าฟ้าโดยกษัตริย์กับราชินี หรือการฆ่ากันระหว่างเจ้าฟ้ากับเจ้าฟ้าด้วยกันเอง เป็นต้น เป็นเวลาเกินกว่าสี่ศตวรรษ อยุธยามีกษัตริย์ทั้งหมด 35 องค์ โดยเฉลี่ย 11 ปีต่อหนึ่งสมัย ในทางตรงกันข้าม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2310 หากกรุงเทพมีผู้ปกครองราวสิบคน เฉลี่ย 24 ปีต่อหนึ่งสมัย

การต่อสู้ชิงอำนาจกันในอยุธยา น้อยนักที่เป็นการต่อสู้เพื่อสืบต่อสายโลหิตของราชวงศ์ แต่มีหลายครั้งที่มีการกบฏจากฝีมือคนภายนอก เพื่อให้ได้ตำแหน่งของกษัตริย์มาครองอย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือ จึงมีการจับแต่งงานระหว่างภรรยา น้องสาว ลูกสาว ของกษัตริย์องค์ก่อน ดังนั้นความชัดแจ้งของการสืบสันตติวงศ์จึงไม่มีปรากฎออกมาได้อย่างแน่ชัด

ท้ายที่สุด อาณาจักรอยุธยาอ่อนแอลงไปเพราะการแก่งแย่งเพื่อให้ได้มาในอำนาจและความ มั่งคั่ง หลังจากหนึ่งปีที่ถูกปิดล้อม ในเดือนเมษายน พ.ศ.2310 กองกำลังทหารพม่าก็ตีผ่านเข้ากำแพงเมืองอยุธยา เข้ามาทำลายปราสาท และตัวเมืองได้สำเร็จ พม่าทำลายราชวัง เจดีย์ วัดวาอาราม รูปปั้นต่างๆ และชาวเมืองอยุธยาต่างพากันหนีกระจัดกระจายกันไปสู่ชนบท และอาณาจักรอยุธยาก็ได้ถึงวาระแห่งการสิ้นสุดลงโดยฉะนั้น

จบบทที่1/end of chapter1

บทที่ 1 ธรรมราชาจากอเมริกา อ้างอิงมาจาก:
Epigraph: The Chakri Dynasty and Thai Politics, 1782-1982: The Monarchy Through Two Centuries of Change and Challenge (Bangkok: privately circulated paper, 1982, the author understood to be M.R.Sukhumbhand Paripatra, Chulalongkorn University), 69.
1. ประวัติของตระกูลมหิดลในบทนี้ อ้างมาจากงานเขียนของ กัลยาณิวัฒนา ที่ชื่อว่าเจ้านายเล็กเล็กยุวกษัตริยา”Chao Nai Lek Lek Yuvakastriya”(สำนักพิมพ์สุริวงศ์เชียงใหม่ 1996)และ แม่เล่าให้ฟัง”Mae Lao HaiFang” (สำนักพิมพ์สุริวงศ์ เชียงใหม่ 1995)
2. Francis Bowes Sayre, Gland Adventure (New York: Macmillan, 1957), 99.
3. John Girling, Thailand: Society and politics(Ithaca: Cornell University Press, 1981), 22.
4. David K. Wyatt, Thailand: A Short History (New Haven:Yale University Press, 1982), 54. มีผู้มีความรู้หลายท่านได้โต้แย้งว่าหลักศิลาจารึกสมัยพ่อขุนรามคำแหงเป็น ของปลอม ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นการแอบอ้างราชวงศ์จักรีให้มีรากฐานเก่าแก่โบราณ ดูงานเขียนของ James F. Chamberlain, ed., The Ramkhamhaeng Controversy: Selected Papers (Bangkok: The Siam Society, 1991). เนื่องจากไม่มีหลักฐานนำมาอ้างอิงอย่างชัดเจน ศิลาจารึกยังคงมีน้ำหนักในการสร้างความเชื่อถือในสังคมไทยปัจจุบัน และราชวงศ์เองด้วย
5. Prince Dhani Nivas(พระองค์เจ้าธานีนิวัต กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร)หนึ่งในสถาปนิกผู้ก่อสร้างรัชกาลที่เก้า ได้กล่าวถึงระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นี้ว่า “มีความเป็นประชาธิปไตยไม่น้อยไปกว่าประชาธิปไตยในประเทศพัฒนาแล้ว เพียงแต่ว่าเรียกตนเองว่าระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์” Journal of the Siam Society 48 (1960):118.
6. Frank E. Reynolds and Mani B. Raynolds, Three Worlds According to King Ruang (Berkeley: University of California Press, 1982), 146-147.
7. christine Gray, Thailand: The Soteriological State in the 1970s (Ph.D.dissertation: University of Chicago, 1986), 162.
8. david K. Wyatt, The Politics of Reform in Thailand(New Haven: Yale University Press, 1960),7-8.

Permalink ให้ความเห็น

*ธรรมราชาจากอเมริกา 1/04*

14/04/2010 at 3:47 pm (หนังสือ)



โดย
นายสิน แซ่จิ้ว
กษัตริย์รามคำแหงใช้การปกครองแบบการเกลี้ยกล่อม โดยใช้ศาสนาพุทธเอามาเป็นวัฒนธรรมในการปกครองประเทศให้เป็นปึกแผ่น ท่านสร้างวัดวาให้กับคณะสงฆ์ และท่านเป็นผู้นำพิธีการทำบุญให้ทานเช่นงานกฐิน งานพิธีที่ชาวบ้านเอาของไปถวายวัดหลังจากที่หมดพรรษา จากหลักฐานอ้างอิงของหลักศิลาจารึกได้บันทึกเอาไว้ตอนหนึ่งว่า

” เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลูท่างเพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใคร่จักใคร่ค้าช้าง ค้า ใครจักใคร่ค้าม้า ค้า ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทองค้า ไพร่ฟ้าหน้าใส ลูกเจ้าลูกขุนผู้ใดแล้ ล้มตายหายกว่าเหย้าเรือนพ่อเชื้อเสื้อคำมัน ช้างขอลูกเมียเยียข้าว ไพร่ฟ้าข้าไท ป่าหมากพลูพ่อเชื้อมัน ไว้แก่ลูกมันสิ้น ไพร่ฟ้าลูกเจ้าลูกขุน ผิแลผิดแผกแสกว้างกัน สวนดูแท้แล้

จึ่งแล่งความแก่ขาด้วยซื้อ บ่เข้าผู้ลักมักผู้ซ่อน เห็นข้าวท่านบ่ใครพีน เห็นสินท่านบ่ใครเดือด คนใดขี่ช้างมาหา พาเมืองมาสู่ช่อยเหนือเฟื้อกู้ มันบ่มีช้างบ่มีม้า บ่มีปั่วบ่มีนาง บ่มีเงือนบ่มีทอง ให้แก่มัน ช่อยมันตวงเป็นบ้านเป็นเมือง ได้ข้าเสือก ข้าเสือ หัวพุ่งหัวรบก็ดี บ่ฆ่าบ่ตี ในปากประตูมีกระดิ่งอันหนึ่งแขวนไว้หั้น ไพร่ฟ้าหน้าปกกลางบ้านกลางเมืองมีถ้อยมีความ เจ็บท้องข้องใจมันจะกล่าวถึงเจ้าถึงขุนบ่ไร้ ไปลั่นกระดิ่งอันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองได้ยินเรียกเมือถาม สวนความแก่มันโดยซื่อ ไพร่ในเมืองสุโขทัยนี้จึ่งชม”(4)

ในความหมายปัจจุบัน เป็นการปกครองที่เรียกว่าบิดาธิปไตยหรือการปกครองอย่างบิดาปกครองบุตร ซึ่งเป็นวัฒนธรรมทางพุทธศาสนาของชาวไท กษัตริย์ถือได้ว่าเป็นทั้งพ่อและตุลาการและเป็นแหล่งของวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ของประเทศด้วย สำนักราชวังของกษัตริย์ภูมิพลจึงเรียกพ่อขุนรามคำแหงว่าเป็นกษัตริย์ที่ ปกครองแบบประชาธิปไตยคนแรก และได้นำไปใช้เป็นวัฒนธรรมการปกครองประเทศไทยต่อเนื่องกันมาตลอดราชวงศ์ จักรี(5)

แม้นกระนั้น การรับเอาศาสนาพุทธนิกายหินยานหรือเถรวาท(Theravadism)มาใช้ ทำให้ราชบัลลังก์สุโขทัยอ่อนแอลง เพราะไม่เน้นไปในหลักการทางศาสนาฮินดูให้ตัวกษัตริย์มีความเทียบเท่ากับเป็น เทพเจ้า ราชวงศ์สุโขทัยใช้หลักการตามศาสนาพุทธคือใช้ธรรมราชาเป็นหลักการสถาปนา ราชวงศ์ ซึ่งมีความหมายบันทึกไว้ในไตรภูมิพระร่วง ซึ่งเชื่อกันว่าเขียนไว้โดยกษัตริย์ลิไทย(พระมหาธรรมราชาที่ 1)

ที่สืบราชบัลลังก์ต่อจากพ่อขุนรามคำแหง ได้แต่งไตรภูมิพระร่วงขึ้น มีสาระสำคัญ คือ เขียนพรรณาถึงเรื่องการเกิด การตาย ของสัตว์ทั้งหลายว่า การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภูมิทั้งสาม(กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ) ด้วยอำนาจของบุญและบาปที่ตนได้กระทำแล้ว ที่สำคัญคือเป็นเรื่องราวตัวอย่างของพระร่วงอันเป็นรากฐานสำคัญของการสืบต่อ ความเป็นกษัตริย์

ไตรภูมิพระร่วงไม่ใช้เรื่องราวใหม่ในทางพุทธศาสนา หากเป็นเรื่องราวที่นำเอาความคิดในตำนานทางพุทธศาสนาและทางฮินดูมาเปรียบ เปรยให้ชาวบ้านเข้าใจกัน เป็นเรื่องราวให้ผู้อ่านผู้ฟังยำเกรงในการกระทำบาปทุจริต และเกิดความปิติยินดีในการทำบุญทำกุศล อาจหาญมุ่งมั่นในการกระทำคุณงามความดีในโลกนี้ และกฎในการสร้างคุณงามความดีของกษัตริย์ก็คือทศพิธราชธรรม10 อย่างที่กษัตริย์ลิไทยได้เขียนอ้างไว้ว่าเป็นดินแดนที่พระพุทธเจ้าได้เลือก เอาไว้ หรือพระพุทธเจ้าคือกษัตริย์คนแรก

ดังนั้นกษัตริย์ที่สืบทอดราชวงศ์ต่อๆมาคือสายเลือดของพระพุทธเจ้าหรือสาย เลือดทางวิญญาณ ที่สืบทอดกันมาด้วยผลแห่งการสร้างบุญ ในกรณีที่ปราศจากตัวของพระพุทธเจ้า ก็ขอให้เป็นดังที่เคยมีกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่คือจักรวาที(Cakkavati King)ที่คอยหมุนวงล้อแห่งธรรมะ(ธรรมจักร) ในไตรภูมิพระร่วงได้กล่าวไว้ว่า “ รู้จักบุญกุศลและธรรม และสอนคนอื่นให้รู้ถึงธรรมะ อย่างที่พระพุทธเจ้าได้เกิดมาเพื่อสอนธรรมะ……….จะไม่มียักษ์ มาร สัตว์ร้าย เข้ามาสิ่งสู่แด่ผู้หมุนกงล้อธรรมจักร เพราะว่าตัวมารกลัวอำนาจและความดีของธรรมจักร”(6)

นี่เป็นหลักการที่ ใช้ได้ผลในการปกครองโดยระบบกษัตริย์ที่มีอำนาจสูงสุดของแผ่นดิน โดยการให้ความเทียบเท่าระหว่างการเป็นกษัตริย์และพระพุทธเจ้า หรือเกือบเท่ากับเทวดา หนังสือไตรภูมิพระร่วงให้ความศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์อยู่เหนือแผ่นดิน โดยการเอาความรู้คิดเรื่องผลบุญผลกรรมมาเปรียบเทียบ และวางรากฐานอันดับของชนชั้น คือชนชั้นสูงย่อมมีบุญมากกว่าชนชั้นต่ำเป็นต้น ไตรภูมิพระร่วงบ่งบอกถึงการสร้างบุญกุศลจากชาติก่อน

อันนำเป็นผลของชีวิตที่ดีในชาติหน้า(เป็นไปได้ว่า โดยการนำเอาผลบุญมาแอบอ้าง ทำให้ผุ้ปกครองมีโอกาสได้รับผลประโยชน์ต่างๆนานาง่ายขึ้น เช่น อาหาร ชาวบ้านถูกหลอกให้นำเอาข้าวสารและนำอาหารไปถวายทำบุญให้แก่วัดวาอาราม รวมทั้งเงินทองบริจาคให้แก่กษัตริย์ธรรมราชา)

ผู้ปกครองอาณาจักร สุโขทัยไม่ได้ละทิ้งประเพณีและความเชื่อในเทวดาตามศาสนาฮินดูไปเสียหมด แต่ยังทำการปฎิบัติตามประเพณีให้ดูเปล่งปลั้งยิ่งขึ้นแด่กษัตริย์ อันเป็นผลให้บรรดาราชนิกูลมีความน่าเลื่อมใสยิ่งขึ้นไปอีก ถึงแม้นว่าท้ายที่สุดสุโขทัยจะเสื่อมลงและอยุธยาขึ้นมาแทนที เป็นเวลากว่าสี่ร้อยปีที่อยุธยาเติบโตแข็งแกร่งเบ่งบาน จนเป็นรูปฐานทางภูมิศาสตร์การเมืองให้แก่ประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเหมือนเส้นทางเชื่อมต่อของศาสนา วัฒนธรรม ต่างๆนานา ในสมัยอยุธยาทั้งศาสนาพุทธและประเพณีทางฮินดูได้มีส่วนร่วม ในการเสริมสร้างอำนาจให้แก่สถาบันกษัตริย์ แต่ก็ยังน้อยกว่าสมัยสุโขทัย

ในสมัยพระเจ้าอู่ทองกษัตริย์คนแรกของอยุธยา ได้เชิญพราหมณ์มาจากประเทศอินเดียหลายคนในการทำพิธีราชาภิเษกในปี พ.ศ.1894 ซึ่งเป็นการเปรียบตัวเองเช่นเดียวกับเทวดา(7) และได้ตั้งชื่อตนเองว่า รามาธิบดี อันเป็นชื่อที่นำเอามาจากชื่อของพระรามในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ กษัตริย์อู่ทองยังปฏิบัติตนเจริญรอยตามตำแหน่งธรรมราชา อย่างเช่นกษัตริย์ลิไทยในสมัยสุโขทัย กษัตริย์อู่ทองได้ทำการอุปถัมภ์บรรดาสงฆ์ สร้างวัดวาอารามขึ้นใหม่มากมาย และยังนำเอาพิธีการทางศาสนาพุทธมาปฏิบัติด้วย

ในกลางศตวรรษที่สิบห้า คือสมัยพระบรมไตรโลกนาถ บรรดานักประวัติศาสตร์เชื่อว่าเป็นช่วงที่อยุธยาเจริญถึงที่สุด เป็นจุดศูนย์กลางทีมีการจัดอันดับทางสังคม ซึ่งเป็นไปในทางฮินดูมากกว่าศาสนาพุทธ เช่นเดียวกับกษัตริย์ลิไทย ไตรโลกนาถก็แสดงตัวให้เป็นเช่นพระพุทธเจ้าเช่นกัน โดยการจัดการเรียบเรียงหนังสือมหาชาติคำหลวงขึ้นใหม่ อันเป็นเรื่องราวของพระพุทธเจ้าในชาติก่อนที่เป็นพระโพธิสัตย์ ก่อนที่จะทำการตรัสรู้ได้

เนื้อหาในการปรับปรุงใหม่ เน้นไปที่เนื้อหาของไตรภูมิพระร่วงว่า พระเวสสันดร(Vessantara) ได้กลับชาติมาเกิดเป็นพระบรมไตรโลกนาถคือตัวกษัตริย์ไตรโลกนาถนั้นเอง แต่กษัตริย์ไตรโลกนาถก็ไม่ได้เอาศาสนาพุทธมาเป็นรากฐานของความเป็นกษัตริย์ นักประวัติศาสตร์หลายคนคิดว่า ในราวต้นปี 2143 กษัตริย์ปราสาททองได้นำเอาความเชื่อทางฮินดูมาใช้ในการสถาปนาตนเองให้สูงส่ง ยิ่งขึ้น โดยไม่ได้ตัดเอาความเชื่อครอบจักรวาลทางพุทธศาสนาออกไป

จาก หลักฐานที่บันทึกในประวัติศาสตร์ได้เน้นให้เห็นว่า ทั้งประเพณีทางศาสนาฮินดู และพุทธได้ใช้ผสมปะปนกันให้เป็นฐานอำนาจสนับสนุนสถาบันกษัตริย์อย่างต่อ เนื่องกันมา ทำให้กษัตริย์มีอำนาจบารมีและความศักดิ์สิทธิ์ ความสมดุลย์ระหว่างสองศาสนานั้นก็ขึ้นอยู่กับความคิดดัดแปลงสร้างสรรของตัว กษัตริย์เอง ความเชื่อในศาสนาพุทธเกี่ยวกับดวงดาวครอบจักรวาลต่างๆอันเป็นผลทางโชคชะตา ราศี

เป็นรากฐานของกษัตริย์ธรรมราชาที่จะต้องประพฤติปฏิบัติตามกฎทศพิธราชธรรม กษัตริย์ต้องทำบุญทำทานถวายพระสงฆ์องค์เจ้า ทำพิธีกฐิน เช่นเดียวกับกษัตริย์ไตรโลกนาถที่ลาออกบวชในระยะสั้น และโดยทั่วไปแล้วในราชอาณาจักรนี้มีความเชื่อกันว่า การทำพิธีปฏิบัติตามศาสนาพุทธเป็นการแสดงความซื่อสัตย์ต่อสถาบันกษัตริย์ และสร้างผลผลิตของชาวไร่ชาวนาให้มากขี้น

พิธีการต่างๆบนพื้นฐานทาง ศาสนาฮินดู ได้รวมเอาเทวดาเข้าไปเป็นการเสริมภาพพจน์ของกษัตริย์ ทำให้สถาบันกษัตร์ย์ดูน่ากลัวและน่าเกรงขามยิ่งขึ้น ต่างประดิษฐ์ประดอยยกยอตำแหน่งให้กษัตริย์เป็นเจ้าแผ่นดิน และ เจ้าชีวิต ผู้เป็นเจ้าของมวลสรรพสิ่งทั้งหลายดังเทพเจ้าที่ประทานชีวิต

สภาพลมฟ้าอากาศ ความอุดมสมบูรณ์ และความมั่งคั่ง ข้อห้ามตามความเชื่อของพราหมณ์ได้ถูกนำมาบังคับใช้เช่น ห้ามมองดูหน้าของบรรดาราชนิกูล หากขัดขืนอาจมีโทษถึงตายได้ ภาษาที่ใช้กันในวังและการทำพิธีต่างๆก็เป็นภาษาของพราหมณ์ ที่ปะปนกันระหว่างสันสกฤตกับภาษาขอม เพื่อนำมาใช้เตือนกันถึงสายโลหิตที่มีความสูงศักดิ์ ในฐานันดรของราชนิกูล อันมีความสำคัญยิ่งในการปกครองโดยระบบราชวงศ์ตลอดชั่วกัลปาวสาร
Read More

Permalink ให้ความเห็น

*ธรรมราชาจากอเมริกา 1/03*

13/04/2010 at 3:08 pm (หนังสือ)



โดย
นายสิน แซ่จิ้ว
ประเทศไทยนับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท หรือ หินยาน (Theravada Buddhist) ซึ่งได้รับการรับรองและสนับสนุนอย่างสูงส่งจากรัฐบาล เริ่มตั้งแต่สมัยศตวรรษที่สิบสองในอาณาจักรสุโขทัย อันเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาในการปกครองประเทศโดยมี กษัตริย์ที่เป็นธรรมราชา กษัตริย์ในทางศาสนาพุทธที่มีความสามารถอย่างนักรบ แต่เพื่อคงความศักดิ์สิทธิ์ กษัตริย์จะต้องประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลในธรรม นั้นคือธรรมปกครองโลกไม่ใช่มนุษย์ มนุษย์เป็นเพียงผู้ปฏิบัติไปตามกฎแห่งกรรม ดังที่พระพุทธเจ้าได้สอนเอาไว้ให้หมุนวงล้อแห่งธรรม

เพราะว่า ธรรมะคือหนทางสู่สัจธรรม การแสวงหาสัจธรรมต้องมีความบริสุทธิ์ใจ การปฏิบัติตัวให้เข้าถึงสัจธรรมต้องทำตัวให้บริสุทธิ์อย่างเช่นพระพุทธเจ้า การปฏิบัติทำตนให้บริสุทธิ์นั้นทำได้ด้วยการละทิ้งกิเลส และสร้างบุญหรือเป็นผู้ให้ หมั่นทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ วิธีปฏิบัตินั้นทำได้จากหลักการธรรมศาสนา หรือ การปฏิบัติตามหลักศีลธรรม

การบรรลุโสดาบันคือการปฏิบัติเข้าถึงหลัก ของธรรม และในการปฏิบัติตามประเพณีคือการสร้างกรรม หากสร้างกรรมดีก็เป็นผลดีเข้าถึงหลักธรรม หนทางในการปฏิบัติคือการถือศีล เช่น การถือศีลห้า หรือ เบญจศีล เป็นศีลในลำดับเบื้องต้นของพุทธศาสนา ที่ใช้สำหรับฆราวาส หรือ ศาสนิกชนพึงถือ ไม่เฉพาะแต่เหล่าสงฆ์เท่านั้น และศีลแปดสำหรับสามเณรหรืออุบาสกอบาสิกาที่เข้าวัดเข้าวาเพื่อรับธรรมเป็น ประจำ แต่สำหรับพระภิกษุสงฆ์ ที่เคร่งครัดแล้วก็จะถือ 227 ศีล อันดับในการจัดชั้นวรรณะในคณะสงฆ์ก็ขึ้นอยู่กับความใกล้ชิดถึงระดับโสดาบัน สักแค่ไหน ผู้ที่ปฏิบัติถือศีลอย่างเคร่งครัดย่อมมีความเหมาะสมในการแนะนำผู้อื่น หน้าที่สำคัญคือการเผยแพร่ธรรมะด้วยการเทศน์และการประพฤติปฎิบัติตนเป็น ตัวอย่างที่ดี และด้วยการปฏิบัติตนเช่นนี้ ทำให้ผู้นั้นสร้างบุญกุศลและเข้าถึงสัจธรรมได้มากขึ้นเท่านั้น

ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทในประเทศสยามคือ การทำบุญสร้างคุณธรรมและความดี เป็นการส่งผลบุญให้มีชีวิตที่ดีในชาติหน้า การมีชีวิตที่ดีในชาตินี้ เป็นผลกรรมที่ทำความดีจากชาติก่อน สำหรับกษัตริย์ธรรมราชานั้นคือการพิสูจน์ให้เห็นถึงผลบุญที่สะสมมาจากชาติ ก่อน ตราบใดที่กษัตริย์มีความประพฤติปฏิบัติอยู่ในธรรมศาสตร์ เขาผู้นั้นปกครองอย่างเป็นธรรมชาติบนพื้นฐานแห่งความรู้จริงในสัจธรรม เขาผู้นั้นจึงเหมาะสมที่จะเป็นกษัตริย์

ผู้ที่มีตำแหน่งใกล้เคียงกับ กษัตริย์ในศาสนาพุทธนิกายเถรวาท คือพระสัฆราชหรือพระสงฆ์อาวุโสและพระที่ทำธุดงค์เข้าญาณวิปัสสนา โดยทั่วไปเปรียบเทียบเท่ากับพระโพธิสัตว์หรือพระพุทธเจ้า ผู้มีเคร่งครัดปฏิบัติ ปกป้องในศีลธรรม ใครมีอาวุโสมากกว่าใครนั้นระหว่าง พระสงฆ์ที่มีความเคร่งครัดในหลักศีลธรรมทุกๆวัน หรือกษัตริย์ธรรมราชาปฏิบัติเพียงศีลห้าข้อและเคร่งครัดหน่อยในวันพระเท่า นั้น โดยหลักการแล้วก็เหมือนว่าพระสงฆ์มีอาวุโสมากกว่า แต่ในทางกลับกันแล้ว เป็นหน้าที่ของกษัตริย์ที่จะทำการปกป้องคุ้มครองสถาบันสงฆ์

การที่จะเป็นกษัตริย์ให้มีคุณสมับติทางพุทธศาสนาให้สมกับเป็นธรรมราชาได้นั้น จะต้องปฏิบัติตามกฎทศพิธราชธรรม เพราะว่ากษัตริย์มีภาระหน้าที่ที่จะต้องกระทำ จะให้อยู่สมถะแบบพระสงฆ์องค์เจ้าไม่ได้ ทศพิธราชธรรมคือบัญญัติสิบประการสำหรับกษัตริย์ อันเป็นจริยวัตร10 ประการ ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าราชธรรม10 อันประกอบด้วย ทาน ศีล บริจาค ความซื่อตรง ความอ่อนโยน ความเพียร ความไม่โกรธ ความไม่เบียดเบียน ความอดทน ความยุติธรรม ทศพิธราชธรรมหรือราชธรรมสิบนี้

เปรียบคล้ายกับบารมี10 หรือ ทศบารี ที่พระพุทธเจ้าได้ปฏิบัติตนได้อย่างสมบูรณ์ก่อนที่จะบรรลุโสดาบัน ส่วนบารมีคือการมีความสมบูรณ์ทางจิตใจ มีความหมายใช้กันทั้งทางด้านศาสนาพุทธและฮินดู ในปัจจุบันนำมาใช้อ้างอิงกับสถาบันกษัตริย์ให้มีคำแปลอย่างน่าสรรเสริญว่า พระราชบารมี อันเป็นการแสดงถึงความสูงศักดิ์ของกษัตริย์ที่เทียบเท่าพระพุทธเจ้า ซึ่งไม่มีใครสามารถขัดแย้งในอำนาจหน้าที่ที่ศักดิสิทธิ์ของกษัตริย์ได้เหนือ กว่าพระสงฆ์ ทศพิธราชธรรมทั้ง10 หรือราชาธรรม10 คือคุณธรรมของกษัตริย์ อันเป็นหลักเกณฑ์ที่แยกกษัตริย์ออกจากพระสงฆ์

การสร้างสถาปนาความ เป็นกษัตริย์นั้น ยังต้องอาศัยการสืบต่อราชวงศ์ด้วยสายโลหิตที่แท้ด้วย ประชาชนจะต้องเชื่อถือกับเรื่องราวที่กษัตริย์มีความสามารถนานาประการ และเป็นนักรบที่เก่งกล้าสามารถ ดุจดังเทพเจ้าที่สืบสายโลหิตเดียวกันมาสู่ลูกหลานเหลน ในทางศาสนาพุทธ การเรียนรู้และเข้าถึงพระธรรมคือการปฏิบัติในศีล ไม่ใช่การสืบต่อความรู้ด้วยทางสายเลือดเดียวกัน ดังนั้นบุคคลที่แม้นจะเป็นชนชั้นต่ำก็สามารถบรรลุถึงพระธรรม และกลายเป็นผู้คงแก่เรียนหรือเป็นกษัตริย์ได้ด้วยการเรียนรู้ และการปฏิบัติเคร่งในศีล สำหรับธรรมราชาที่สร้างสมคุณงามความดีก็ไม่จำเป็นที่จะต้องตกหล่นไปถึงลูก หลานได้ เพราะคุณงามความดีนั้น คงสืบทอดต่อกันไม่ได้จากผู้บังเกิดเกล้า

ในทางความเชื่อโดยทั่วไป ศิษย์ของอาจารย์ย่อมได้รับความบริสุทธิ์จากการสอนธรรม และด้วยความใกล้ชิดในการเสี่ยมสอน อาจารย์ที่เก่งถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์และสร้างชื่อเสียงและบารมีให้กับตน เอง เช่นเดียวกับบุตรของกษัตริย์ที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้เป็นปราชญ์ต่อเนื่อง กันไป การถ่ายทอดต่อเนื่องกันนี้เป็นการถ่ายทอดที่เรียนรู้และปฏิบัติ หาใช่การถ่ายทอดกันทางสายโลหิตหรือทาง DNA แต่การถ่ายทอดในสายโลหิตเดียวกันทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้ บุตรหลานของกษัตริย์มีโอกาสเป็นผู้สืบราชบัลลังก์ และด้วยประการฉะนี้จึงทำให้เกิดการสร้างสถาบันหรือการสร้างราชวงศ์ที่มั่นคง ได้อย่างน่าเชื่อถือ

ในทางวัฒนธรรมของพราหมณ์ฮินดู พระพุทธเจ้าคือพราหมณ์ที่กลับชาติมาเกิดเป็นครั้งที่เก้า แต่กษัตริย์ในทางฮินดูมีรากฐานในอาณาจักรขอมโบราณนั้น มีการพัฒนาอย่างตรงไปตรงมาและมีโครงสร้างการปกครองที่แน่นอนมาจากเทวราช ซึ่งในทางพุทธศาสนาไม่มีเทวดาที่แท้จริง มีแต่ธรรมะเท่านั้นคือความจริง และการเรียนรู้ถึงธรรมะคือความสูงสุดของการมีชีวิตอยู่ ความคิดของฮินดูคือการมีชีวิตอยู่อย่างแข็งแรง การมีตัวตนเป็นอัตตา หรือ อาตมัน และในตัวตนนั้นคือการค้นพบความจริงของร่างและวัตถุประสงค์ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน การเข้าใจในตัวตนคือการเข้าถึงทุกสิ่งทุกอย่างหรือนิพพานของฮินดู

ในทางศาสนาฮินดูนั้น มนุษย์ต่างเวียนว่ายตายเกิดในหลายชั้นวรรณะ ซึ่งเป็นสังสารวัฏให้เข้าใจในตัวตนยิ่งขึ้น การเกิดในวรรณะที่สูงเป็นการสืบทอดสายโลหิตที่ยิ่งใหญ่ ความเชื่อในเทวดาของชาวฮินดูจึงสืบต่อไปสู่ลูกหลานที่เกิดขึ้นมา นี่คือความเชื่อที่ว่าเทวดากลับชาติมาเกิดเพื่อสืบทอดสายโลหิตกันต่อไป

พูดกันอย่างตรงไปตรงมาแล้ว กษัตริย์ในความเชื่อถือของศาสนาฮินดู จะมีความแข็งแกร่งน่าเลื่อมใสกว่าในทางศาสนาพุทธ ซึ่งมีความหมายเพียงแต่เป็นผู้นำที่หมุนวงล้อแห่งธรรมะให้แก่ประชาชน แต่เทวดาในศาสนาฮินดูคือผู้ก่อสร้างสถาปนากฎเกณฑ์และความเป็นอยู่ของสังคม เทวดาคือผู้ปกป้องทุกสิ่งทุกอย่างครอบจักรวาล อย่างเช่นพระศิวะ ที่ควบคุมดินฟ้าอากาศ นำฝนโปรยปรายในยามแล้ง ทำให้พื้นดินอุดมสมบูรณ์ และทำให้หญิงตั้งครรภ์ อย่างที่นาย John Girling นักสังคมศาสตร์ได้เขียนเอาไว้ว่า

“พิธีการในการปกครองคือการทำพิธีกรรมต่างๆในโลกด้วยอำนาจจากจักรวาล คือการสร้างอาณาจักรให้เป็นเมืองของเล่นขนาดเล็ก และสร้างวังให้เป็นดังเขาเมรุที่ศักดิ์สิทธิ์ เมืองของเทวดา โดยให้บรรดารัฐมนตรีทั้งสี่ประดับมุมทั้งสี่มุมของจักรวาล ทำเมืองหลวงให้ดุจดังเป็นจุดศูนย์กลางของประเทศ มันยิ่งใหญ่กว่าสังคมการเมืองและจุดรวมของวัฒนธรรม แต่เป็นจุดอันศักดิ์สิทธิ์อันเป็นศูนย์กลางของจักรวาลทั้งหมด”(3)

กษัตริย์ในทางศาสนาฮินดู มีพราหมณ์ซึ่งถือว่าเป็นชนวรรณะสูงเป็นฐานประกอบอำนาจ พราหมณ์สักการะบูชาเทวราช ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการปกครอง ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่ที่ปรีกษาทางการกระทำพิธีการต่างๆเพื่อให้กษัตริย์ดู ยิ่งใหญ่น่าเลื่อมใสอย่างพระเจ้า กษัตริย์เขมรใช้หินสลักเป็นรูปศิวลึงค์มาประดับเพื่อแสดงถึงเทพเจ้า ซึ่งแสดงให้เห็นสัญญลักษณ์พระศิวะและกษัตริย์บนโลก หินสลักรูปศิวลึงค์มีตั้งไว้ตามถนนในทุกมุมเมือง ในวัด และบนยอดเขา

ประเพณีทั้งสองถูกนำมาใช้ในการประกอบพิธีต่างๆปะปนกันไปกับศาสนาพุทธนิกายมหายานที่ เชื่อในอาณาจักรขอม และชาวไท มอญ ที่เข้ามาในประเทศสยามในศัตวรรษที่สิบสาม หลังจากอาณาจักรขอมเสื่อมลง ซึ่งรวมทั้งอาณาจักรสุโขทัยทางภาคกลางด้านบน ในการสถาปนาราชวงศ์จักรี ได้มีการสืบรากบรรพบุรุษกันไปถึง กษัตริย์คนที่สามของสุโขทัยคือ รามคำแหง อันเป็นชื่อที่มาจากตำนานรามเกียรติ์

ปกครองในระหว่างปี 1820 ถึง ปี 1860 กษัตริย์รามคำแหงคือนักรบที่สร้างพื้นที่เล็กๆให้กลายเป็นเมืองใหญ่ที่ มั่งคั่ง อาณาจักรสุโขทัยสร้างขึ้นจากพื้นฐานความเชื่อทางฮินดู และศาสนาพุทธนิกายมหายาน แต่ในช่วงต้นๆของสุโขทัย กษัตริย์องค์ก่อนๆได้รับเอาอิทธิพลของศาสนาพุทธนิกายเถรยานมาใช้ โดยพระสงฆ์จากศรีลังกาได้นำเอาเข้ามาเผยแพร่ อันเป็นการเริ่มต้นพื้นฐานของวัฒนธรรมไทยในปัจจุบัน
Read More

Permalink ให้ความเห็น

*ธรรมราชาจากอเมริกา 1/02*

12/04/2010 at 3:08 pm (หนังสือ)



โดย
นายสิน แซ่จิ้ว
เจ้าฟ้ามหิดลมีชีวิตจนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Harvard และเดินทางกลับมาที่เมืองบางกอก ตามท้องถนนในเมืองบางกอกต่างพุดคุยกันถึงท่านในตำแหน่งผู้สืบราชสันตติวงศ์ ท่านได้รับการกล่าวขานว่าฉลาดแต่ไม่ต่อเนื่อง และไร้ความทะเยอทะยานทางด้านการเมือง เปรียบเทียบกับประชาธิปกผู้มีแต่ความลังเลใจ บางก็วิพากษ์วิจารณ์ไปถึงเถือกเถาเหล่ากอของภรรยาของท่าน ท่านมักจะมีอาการล้มป่วยอยู่เรื่อยๆจึงเป็นที่วิตกกังวลว่าจะทำให้สถาบัน กษัตริย์อยู่ในการเสี่ยง และภายในวังและวงการทูต ต่างเชื่อกันว่าท่านนิยมการปกครองแบบอเมริกา แม้นว่าท่านจะมีผู้สนับสนุนมากมาย แต่ก็มีความหวาดกลัวว่าตำแหน่งจะหลุดไปอยู่ในมือของเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุม พันธุ์ ผู้ควบคุมกองกำลังทหารสยามประเทศ

เจ้าฟ้ามหิดลมีความหวังที่ จะต้องการฝึกฝนตนเองเป็นแพทย์ แต่ระเบียบการของราชวังต่างขัดขวางต่อการปฏิบัติแทบทุกกรณี การพบผู้ป่วยต้องใช้ภาษาราชาศัพท์ ซึ่งชาวบ้านนอกวังต่างไม่เข้าใจ เพราะตำแหน่งกษัตริย์เปรียบเช่นกับเจ้าชีวิต เจ้าฟ้ามหิดลคงแตะต้องได้เพียงศีรษะของผู้ป่วยเท่านั้น เพื่อเป็นการฝึกฝนให้เข้าถึงทางด้านการแพทย์ เจ้าฟ้ามหิดลจึงเดินทางไปเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2472 ที่โรงพยาบาลที่ดำเนินการโดยชาวอเมริกัน หลังจากยี่สิบสี่วันท่านก็รู้สึกไม่สบาย ท่านเดินทางกลับไปยังบางกอก และพ่ายแพ้ต่อโรคภัยในที่สุด ในเดือนกันยายน ด้วยอายุเพียง 37 ปี

ในปี พ.ศ. 2467 กฏหมายเกี่ยวกับการสืบสันตติวงศ์ไม่แน่ชัดนักว่าจะให้ใครไปผู้สืบต่อ เช่นให้เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ อันเป็นบุตรของกษัตริย์จุฬาลงกรณ์ ที่หลงเหลืออยู่เพียงคนเดียว หรือเจ้าฟ้าอานันท มหิดล อันกลายเป็นเด็กกำพร้าพ่อ แม้นว่าจะไม่มีทางเลือกมากนักแต่ก็ไม่มีการตัดสินใจกันในทันใด แต่อานันท ซึ่งมีอายุได้เพียงสี่ปีก็ได้รับการเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างเช่นกษัตริย์คนต่อ ไป ทำให้ภูมิพลซึ่งอายุได้สองขวบได้ติดอันดับปลายแถวในการสืบสันตติวงศ์กับเขา ด้วย ส่วนภรรยาหม้ายคือสังวาลได้รับการแต่งตั้งยศให้เป็น หม่อมสังวาล มหิดล ณ อยุธยา หรือคุณหญิงมหิดล ผู้สืบสายสกุลมาจากกรุงศรีอยุธยา เป็นการปกป้องตำแหน่งของเจ้าจอมมารดาราชินีสังวาล ผู้ซึ่งตั้งใจให้ตระกูลของตนเองคงติดอยู่กับราชวงศ์จักรีต่อไปชั่วกาลปวสาน

ครอบครัวมหิดลพักอาศัยกันอยู่ที่วังสระประทุม ที่เป็นวังไม้สักสร้างใหม่อยู่บนพื้นที่กว้างขว้างระหว่างคลองที่เกือบปลาย สุดของใจกลางเมืองบางกอก ชีวิตในวังเต็มไปด้วย นางสนมกำนัล พยาบาล ครูบาอาจารย์ และคณะทูต ด้วยการรับอิทธิพลการเลี้ยงดุลูกจากวัฒนธรรมตะวันตกจากอเมริกา สังวาลทำตัวให้ใกล้ชิดกับการเลี้ยงดูลูกๆ ทั้งอานันท และภูมิพลถูกปล่อยให้วิ่งเล่นรอบๆสวนในวังได้ตามอำเภอใจ เล่นกับของเล่นต่างๆนานาจากยุโรปและอเมริกา มีทั้งสุนัข แมว และลิง เลี้ยงเล่นกันในบ้าน เมื่อถึงงานวันเกิดก็มีการจัดงานให้ยิ่งใหญ่สมเกรียติ์สำหรับเด็กๆและ ผู้ใหญ่ทั้งไทยและเทศ มีการเล่นเกมส์ ขี่ม้า แต่งตัวกันหลากสีสรร

ตระกูลมหิดลชื่นชมกับชีวิตที่อยู่ดีกินดีสดวกสบายทันสมัยอย่างตะวันตก กินอาหารอย่างตะวันตกราวกับว่าเป็นอาหารไทยแท้ๆเช่น ขนมเค้ก แซนดวิช นม เป็นแบบแผนอาหารประจำวันทั้งอาหารเช้า และอาหารกลางวัน แทนที่จะกินอาหารแบบไทยอย่าง ก๋วยเตี๋ยว ข้าวเจ้า หรือกินกับข้าวอย่างไทยๆ เช่นเดียวกับการแต่งตัวอย่างตะวันตก จะแต่งตัวแบบไทยๆก็ต่อเมื่อต้องเข้าทำพิธีต่างๆตามวัฒนธรรม ครอบครัวชอบเดินทางไปตากอากาศตามชายทะเล เที่ยวสวนสัตว์

โดยมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลในทุกๆอย่างราวกับว่าเป็นกษัตริย์ในอนาคต ในช่วงฤดูร้อนพวกเขาต่างพากันหนีร้อนไปที่หัวหินถิ่นของเหล่าศักดินา มีการเรียนหนังสือกันเองภายในวังร่วมกันกับเด็กๆรุ่นเดียวกันทั้งชาวไทยและ เทศ มีครูทั้งชาวไทย อังกฤษ และอเมริกัน สังวาลตั้งใจให้ลูกๆเรียนภาษาอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2473 อานันทได้เข้าลงทะเบียนที่โรงเรียนของผู้ดีชั้นสูงศาสนาคริสต์นิกายคาเธอรลิ คชื่อ Mater Dei สองปีต่อมา ภูมิพลก็เข้าเรียนที่โรงเรียนเดียวกันนี้

การสังคมของอานันท เพื่อเตรียมตัวที่จะเป็นกษัตริย์ธรรมราชาได้รับการดูแลเป็นอย่างดี โดยมีภูมิพลอยู่เคียงข้างเสมอ มีการทำพิธีต่างๆทางศาสนา โดยสังวาลช่วยอบรมสั่งสอนเด็กทั้งสองให้เข้าถึงพุทธศาสนา ด้วยการพาเข้าวัด ฟังตำนานเรื่องราวต่างๆ พอถึงวันเกิดก็ทำบุญให้อาหารพระ ปล่อยนก ปล่อยปลา ในปี พ.ศ. 2475 อานันทเริ่มศึกษาทางด้านศาสนากับพระสังฆราช และบทเรียนหนึ่งที่พี่สาวหรือกัลยาณิจำได้คือ การตบยุ่งนั้นเป็นบาป

อานันทมักจะลืมตนว่าเป็นผู้สืบสันตติวงศ์ จนวันหนึ่งในปี 2474 เมื่อกลับจากโรงเรียนจึงเข้าไปถามแม่ว่า ทำไมใครๆต่างเรียกผมว่า องค์แปด เมื่อมารดาอธิบายว่า วันหนึ่งลูกจะได้เป็นกษัตริย์แห่งประเทศสยาม พี่สาวกัลยาณิจำได้ว่า อานันทมีอาการป่วยขึ้นมาทันที ความจริงอาการป่วยนี้เป็นกันมาทั้งผู้เป็นพ่อ และลุง อาการป่วยทำให้ขาดโรงเรียนบ่อยๆ แพทย์ส่วนตัวบอกว่าอาการมีเลือดบาง

ชีวิตที่สระประทุมเริ่มลำบากยากขึ้นในช่วงปี 2474-2475 สังวาลทนอาการร้อนในเมืองบางกอกไม่ได้ ปัญหาทางการเมืองร้อนแรงมากขึ้น อีกทั้งกระแสการเงินในอเมริกาเองก็ล้มลุกคลุกคลาน รัฐบาลเริ่มหมดเงินในการใช้จ่าย จึงเริ่มเก็บภาษีมากขึ้นจากชนชั้นกลาง กษัตริย์ประชาธิปกโอนไปเอนมากับปัญหาเศรษฐกิจในระดับโลก จึงไม่น่าแปลกใจนักที่เกิดการกบฎจากกลุ่มข้าราชการและทหารกลุ่มน้อย เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นแบบประชาธิปไตย และทิ้งให้สถาบันกษัตริย์หมดอำนาจลงไป

ประชาธิปกยอมเป็นภาคีกับการ ปกครองแบบประชาธิปไตย แต่บรรดาเจ้าฟ้าศักดินาทั้งหลายไม่ยอมจำนนด้วย จึงรวมตัวกันสร้างแผนเอาอำนาจแบบเดิมคืนมาอีก ในเดือนเมษายน 2475 ครอบครัวตระกูลมหิดลพากันเดินทางกลับไปอยู่ที่ ลูซาน Switzerland เพื่อความปลอดภัย และอาศัยอยู่ต่อมาจนถึงปี 2488 เป็นเวลานานกว่าสิบปีหลังจากที่กษัตริย์ประชาธิปกได้สละราชสมบัติให้กับอา นันท และแต่งตั้งให้ภูมิพลเป็นผู้สืบสันตติวงศ์อันดับแรก

การกบฎในปี 2475 ไม่ใช้แต่เพียงเป็นผลมาจากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ และการบริหารประเทศที่เห็นแก่ได้ของราชวงศ์ ประชาธิปกเข้ารับตำแหน่งเป็นกษัตริย์ในขณะที่เหตุการณ์ที่พวกหัวก้าวหน้า ท้าทายกับพวกจารีตนิยม เนื่องจากกษัตริย์องค์ก่อนคือวชิราวุธหรือ รัชกาลที่ 6 ได้มีแนวทางที่จะเปลี่ยนรูปแบบการปกครองประเทศ ให้กลายเป็นแบบจักรวรรดินิยมอย่างในยุโรปและที่ญี่ปุ่น แต่การจัดการบริหารของรัชกาลที่ 6 นั้นล้มเหลวไม่เอาถ่าน

พร้อมกับมีการต้านทานจากบรรดาราชวงศ์ด้วย พวกเขาเชื่อว่าการเกาะติดอยู่กับรากฐานประเพณีทางพุทธศาสนาของสยามประเทศ คือความอยู่รอด ด้วยสิ่งเหล่านี้ ประชาธิปกจึงสร้างสถาบันกษัตริย์ให้เป็นจุดศูนย์กลางในการบริหารประเทศ ในปี 2475 ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจในระดับโลก เข้ามาเขย่าสถาบันกษัตริย์ราชวงศ์จักรีให้ชนปะทะกันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก สมัยใหม่ จนต้องพ่ายแพ้ไป

แต่รากฐานประเพณีเก่าแก่ยากต่อการเปลี่ยน แปลงให้สูญหายไปได้ เช่น เจ้าฟ้า ชาวนาในชนบท ต่างก็มีความเชื่อถือแบบโบราณว่าอำนาจของจักรวาล จะทำให้เกิดความสมดุลย์ด้วยการมีกษัตริย์ที่มีไหวพริบ และมีความเที่ยงธรรม หรือเป็นคล้ายกับพระพุทธเจ้าหลวง นี่คือความเชื่อ กุศโลบาย อันเป็นพื้นฐานที่กษัตริย์อย่างภูมิพลใช้ในการสถาปณาราชวงศ์ของตนให้คงอยุ่ ต่อไปในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

รูปแบบของระบบที่เก่าและ ศักดิ์สิทธิ์อย่างสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นภาระหนักที่กษัตริย์ประชาธิปกแบกเอาไว้ในปี 2475 อันมีรากฐานมาจากประเพณีที่สืบต่อกันมาจากลัทธิฮินดูของชาวอินเดียที่มี พราหมณ์ และศาสนาพุทธ ที่กระจ่ายเข้ามาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในราวศตวรรษที่สาม ทั้งสองต่างมีรากฐานของนักรบกึ่งเทพเจ้าที่เรียกกันว่ากษัตริย์ อันมีความสามารถทางด้านการรบ และมีความเที่ยงธรรม อย่างไรก็ตามประเพณีทั้งสองไม่เคยแยกออกจากกันได้ในประเทศไทย คุณลักษณะที่เด่นนี้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสถาบันกษัตริย์ในปัจจุบันใช้ ในการสถาปนาราชวงศ์ของตนเอง
Read More

Permalink ให้ความเห็น

Next page »