*ธรรมราชาจากอเมริกา 1/02*

12/04/2010 at 3:08 pm (หนังสือ)



โดย
นายสิน แซ่จิ้ว
เจ้าฟ้ามหิดลมีชีวิตจนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Harvard และเดินทางกลับมาที่เมืองบางกอก ตามท้องถนนในเมืองบางกอกต่างพุดคุยกันถึงท่านในตำแหน่งผู้สืบราชสันตติวงศ์ ท่านได้รับการกล่าวขานว่าฉลาดแต่ไม่ต่อเนื่อง และไร้ความทะเยอทะยานทางด้านการเมือง เปรียบเทียบกับประชาธิปกผู้มีแต่ความลังเลใจ บางก็วิพากษ์วิจารณ์ไปถึงเถือกเถาเหล่ากอของภรรยาของท่าน ท่านมักจะมีอาการล้มป่วยอยู่เรื่อยๆจึงเป็นที่วิตกกังวลว่าจะทำให้สถาบัน กษัตริย์อยู่ในการเสี่ยง และภายในวังและวงการทูต ต่างเชื่อกันว่าท่านนิยมการปกครองแบบอเมริกา แม้นว่าท่านจะมีผู้สนับสนุนมากมาย แต่ก็มีความหวาดกลัวว่าตำแหน่งจะหลุดไปอยู่ในมือของเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุม พันธุ์ ผู้ควบคุมกองกำลังทหารสยามประเทศ

เจ้าฟ้ามหิดลมีความหวังที่ จะต้องการฝึกฝนตนเองเป็นแพทย์ แต่ระเบียบการของราชวังต่างขัดขวางต่อการปฏิบัติแทบทุกกรณี การพบผู้ป่วยต้องใช้ภาษาราชาศัพท์ ซึ่งชาวบ้านนอกวังต่างไม่เข้าใจ เพราะตำแหน่งกษัตริย์เปรียบเช่นกับเจ้าชีวิต เจ้าฟ้ามหิดลคงแตะต้องได้เพียงศีรษะของผู้ป่วยเท่านั้น เพื่อเป็นการฝึกฝนให้เข้าถึงทางด้านการแพทย์ เจ้าฟ้ามหิดลจึงเดินทางไปเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2472 ที่โรงพยาบาลที่ดำเนินการโดยชาวอเมริกัน หลังจากยี่สิบสี่วันท่านก็รู้สึกไม่สบาย ท่านเดินทางกลับไปยังบางกอก และพ่ายแพ้ต่อโรคภัยในที่สุด ในเดือนกันยายน ด้วยอายุเพียง 37 ปี

ในปี พ.ศ. 2467 กฏหมายเกี่ยวกับการสืบสันตติวงศ์ไม่แน่ชัดนักว่าจะให้ใครไปผู้สืบต่อ เช่นให้เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ อันเป็นบุตรของกษัตริย์จุฬาลงกรณ์ ที่หลงเหลืออยู่เพียงคนเดียว หรือเจ้าฟ้าอานันท มหิดล อันกลายเป็นเด็กกำพร้าพ่อ แม้นว่าจะไม่มีทางเลือกมากนักแต่ก็ไม่มีการตัดสินใจกันในทันใด แต่อานันท ซึ่งมีอายุได้เพียงสี่ปีก็ได้รับการเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างเช่นกษัตริย์คนต่อ ไป ทำให้ภูมิพลซึ่งอายุได้สองขวบได้ติดอันดับปลายแถวในการสืบสันตติวงศ์กับเขา ด้วย ส่วนภรรยาหม้ายคือสังวาลได้รับการแต่งตั้งยศให้เป็น หม่อมสังวาล มหิดล ณ อยุธยา หรือคุณหญิงมหิดล ผู้สืบสายสกุลมาจากกรุงศรีอยุธยา เป็นการปกป้องตำแหน่งของเจ้าจอมมารดาราชินีสังวาล ผู้ซึ่งตั้งใจให้ตระกูลของตนเองคงติดอยู่กับราชวงศ์จักรีต่อไปชั่วกาลปวสาน

ครอบครัวมหิดลพักอาศัยกันอยู่ที่วังสระประทุม ที่เป็นวังไม้สักสร้างใหม่อยู่บนพื้นที่กว้างขว้างระหว่างคลองที่เกือบปลาย สุดของใจกลางเมืองบางกอก ชีวิตในวังเต็มไปด้วย นางสนมกำนัล พยาบาล ครูบาอาจารย์ และคณะทูต ด้วยการรับอิทธิพลการเลี้ยงดุลูกจากวัฒนธรรมตะวันตกจากอเมริกา สังวาลทำตัวให้ใกล้ชิดกับการเลี้ยงดูลูกๆ ทั้งอานันท และภูมิพลถูกปล่อยให้วิ่งเล่นรอบๆสวนในวังได้ตามอำเภอใจ เล่นกับของเล่นต่างๆนานาจากยุโรปและอเมริกา มีทั้งสุนัข แมว และลิง เลี้ยงเล่นกันในบ้าน เมื่อถึงงานวันเกิดก็มีการจัดงานให้ยิ่งใหญ่สมเกรียติ์สำหรับเด็กๆและ ผู้ใหญ่ทั้งไทยและเทศ มีการเล่นเกมส์ ขี่ม้า แต่งตัวกันหลากสีสรร

ตระกูลมหิดลชื่นชมกับชีวิตที่อยู่ดีกินดีสดวกสบายทันสมัยอย่างตะวันตก กินอาหารอย่างตะวันตกราวกับว่าเป็นอาหารไทยแท้ๆเช่น ขนมเค้ก แซนดวิช นม เป็นแบบแผนอาหารประจำวันทั้งอาหารเช้า และอาหารกลางวัน แทนที่จะกินอาหารแบบไทยอย่าง ก๋วยเตี๋ยว ข้าวเจ้า หรือกินกับข้าวอย่างไทยๆ เช่นเดียวกับการแต่งตัวอย่างตะวันตก จะแต่งตัวแบบไทยๆก็ต่อเมื่อต้องเข้าทำพิธีต่างๆตามวัฒนธรรม ครอบครัวชอบเดินทางไปตากอากาศตามชายทะเล เที่ยวสวนสัตว์

โดยมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลในทุกๆอย่างราวกับว่าเป็นกษัตริย์ในอนาคต ในช่วงฤดูร้อนพวกเขาต่างพากันหนีร้อนไปที่หัวหินถิ่นของเหล่าศักดินา มีการเรียนหนังสือกันเองภายในวังร่วมกันกับเด็กๆรุ่นเดียวกันทั้งชาวไทยและ เทศ มีครูทั้งชาวไทย อังกฤษ และอเมริกัน สังวาลตั้งใจให้ลูกๆเรียนภาษาอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2473 อานันทได้เข้าลงทะเบียนที่โรงเรียนของผู้ดีชั้นสูงศาสนาคริสต์นิกายคาเธอรลิ คชื่อ Mater Dei สองปีต่อมา ภูมิพลก็เข้าเรียนที่โรงเรียนเดียวกันนี้

การสังคมของอานันท เพื่อเตรียมตัวที่จะเป็นกษัตริย์ธรรมราชาได้รับการดูแลเป็นอย่างดี โดยมีภูมิพลอยู่เคียงข้างเสมอ มีการทำพิธีต่างๆทางศาสนา โดยสังวาลช่วยอบรมสั่งสอนเด็กทั้งสองให้เข้าถึงพุทธศาสนา ด้วยการพาเข้าวัด ฟังตำนานเรื่องราวต่างๆ พอถึงวันเกิดก็ทำบุญให้อาหารพระ ปล่อยนก ปล่อยปลา ในปี พ.ศ. 2475 อานันทเริ่มศึกษาทางด้านศาสนากับพระสังฆราช และบทเรียนหนึ่งที่พี่สาวหรือกัลยาณิจำได้คือ การตบยุ่งนั้นเป็นบาป

อานันทมักจะลืมตนว่าเป็นผู้สืบสันตติวงศ์ จนวันหนึ่งในปี 2474 เมื่อกลับจากโรงเรียนจึงเข้าไปถามแม่ว่า ทำไมใครๆต่างเรียกผมว่า องค์แปด เมื่อมารดาอธิบายว่า วันหนึ่งลูกจะได้เป็นกษัตริย์แห่งประเทศสยาม พี่สาวกัลยาณิจำได้ว่า อานันทมีอาการป่วยขึ้นมาทันที ความจริงอาการป่วยนี้เป็นกันมาทั้งผู้เป็นพ่อ และลุง อาการป่วยทำให้ขาดโรงเรียนบ่อยๆ แพทย์ส่วนตัวบอกว่าอาการมีเลือดบาง

ชีวิตที่สระประทุมเริ่มลำบากยากขึ้นในช่วงปี 2474-2475 สังวาลทนอาการร้อนในเมืองบางกอกไม่ได้ ปัญหาทางการเมืองร้อนแรงมากขึ้น อีกทั้งกระแสการเงินในอเมริกาเองก็ล้มลุกคลุกคลาน รัฐบาลเริ่มหมดเงินในการใช้จ่าย จึงเริ่มเก็บภาษีมากขึ้นจากชนชั้นกลาง กษัตริย์ประชาธิปกโอนไปเอนมากับปัญหาเศรษฐกิจในระดับโลก จึงไม่น่าแปลกใจนักที่เกิดการกบฎจากกลุ่มข้าราชการและทหารกลุ่มน้อย เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นแบบประชาธิปไตย และทิ้งให้สถาบันกษัตริย์หมดอำนาจลงไป

ประชาธิปกยอมเป็นภาคีกับการ ปกครองแบบประชาธิปไตย แต่บรรดาเจ้าฟ้าศักดินาทั้งหลายไม่ยอมจำนนด้วย จึงรวมตัวกันสร้างแผนเอาอำนาจแบบเดิมคืนมาอีก ในเดือนเมษายน 2475 ครอบครัวตระกูลมหิดลพากันเดินทางกลับไปอยู่ที่ ลูซาน Switzerland เพื่อความปลอดภัย และอาศัยอยู่ต่อมาจนถึงปี 2488 เป็นเวลานานกว่าสิบปีหลังจากที่กษัตริย์ประชาธิปกได้สละราชสมบัติให้กับอา นันท และแต่งตั้งให้ภูมิพลเป็นผู้สืบสันตติวงศ์อันดับแรก

การกบฎในปี 2475 ไม่ใช้แต่เพียงเป็นผลมาจากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ และการบริหารประเทศที่เห็นแก่ได้ของราชวงศ์ ประชาธิปกเข้ารับตำแหน่งเป็นกษัตริย์ในขณะที่เหตุการณ์ที่พวกหัวก้าวหน้า ท้าทายกับพวกจารีตนิยม เนื่องจากกษัตริย์องค์ก่อนคือวชิราวุธหรือ รัชกาลที่ 6 ได้มีแนวทางที่จะเปลี่ยนรูปแบบการปกครองประเทศ ให้กลายเป็นแบบจักรวรรดินิยมอย่างในยุโรปและที่ญี่ปุ่น แต่การจัดการบริหารของรัชกาลที่ 6 นั้นล้มเหลวไม่เอาถ่าน

พร้อมกับมีการต้านทานจากบรรดาราชวงศ์ด้วย พวกเขาเชื่อว่าการเกาะติดอยู่กับรากฐานประเพณีทางพุทธศาสนาของสยามประเทศ คือความอยู่รอด ด้วยสิ่งเหล่านี้ ประชาธิปกจึงสร้างสถาบันกษัตริย์ให้เป็นจุดศูนย์กลางในการบริหารประเทศ ในปี 2475 ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจในระดับโลก เข้ามาเขย่าสถาบันกษัตริย์ราชวงศ์จักรีให้ชนปะทะกันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก สมัยใหม่ จนต้องพ่ายแพ้ไป

แต่รากฐานประเพณีเก่าแก่ยากต่อการเปลี่ยน แปลงให้สูญหายไปได้ เช่น เจ้าฟ้า ชาวนาในชนบท ต่างก็มีความเชื่อถือแบบโบราณว่าอำนาจของจักรวาล จะทำให้เกิดความสมดุลย์ด้วยการมีกษัตริย์ที่มีไหวพริบ และมีความเที่ยงธรรม หรือเป็นคล้ายกับพระพุทธเจ้าหลวง นี่คือความเชื่อ กุศโลบาย อันเป็นพื้นฐานที่กษัตริย์อย่างภูมิพลใช้ในการสถาปณาราชวงศ์ของตนให้คงอยุ่ ต่อไปในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

รูปแบบของระบบที่เก่าและ ศักดิ์สิทธิ์อย่างสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นภาระหนักที่กษัตริย์ประชาธิปกแบกเอาไว้ในปี 2475 อันมีรากฐานมาจากประเพณีที่สืบต่อกันมาจากลัทธิฮินดูของชาวอินเดียที่มี พราหมณ์ และศาสนาพุทธ ที่กระจ่ายเข้ามาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในราวศตวรรษที่สาม ทั้งสองต่างมีรากฐานของนักรบกึ่งเทพเจ้าที่เรียกกันว่ากษัตริย์ อันมีความสามารถทางด้านการรบ และมีความเที่ยงธรรม อย่างไรก็ตามประเพณีทั้งสองไม่เคยแยกออกจากกันได้ในประเทศไทย คุณลักษณะที่เด่นนี้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสถาบันกษัตริย์ในปัจจุบันใช้ ในการสถาปนาราชวงศ์ของตนเอง
Read More

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: