*ธรรมราชาจากอเมริกา 1/05*

15/04/2010 at 3:49 pm (หนังสือ)


โดย
นายสิน แซ่จิ้ว
การผสมปะปนกันในพิธีการต่างๆของสองศาสนาเป็นการสืบสายพันธุ์ของกษัตริย์ นาย David Wyatt นักประวัติศาสตร์ได้อธิบายไว้ว่า “หลักการสั่งสอนของศาสนาพุทธเป็นปัจจัยสำคัญต่อดวงชะตาราศีในทางพราหมณ์ มุ่งหมายให้กษัตริย์มีความประพฤติอยู่ในศีลธรรมจนถึงที่สุดคือให้กลมกลืนกัน กับคำสอนธรรมจรรยาในพุทธศาสนา ความเชื่อของพราหมณ์ฮินดูในเรื่องเทวดานั้น เปรียบเทียบให้กษัตริย์เป็นพระเจ้า เป็นการปรับปรุงเสริมแต่งให้กษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของพิธีการต่างๆ ขณะที่ความศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาพุทธให้การรับรองว่ากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่ง ของผู้ประพฤติตามหลักทางศีลธรรม”(8)

ยิ่งกว่านั้น กุญแจแห่งอำนาจในสมัยอยุธยาคือการควบคุมความมั่งคั่งของแผ่นดิน เพราะอยุธยาตั้งอยู่บนพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางเป็นดังเกาะใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง แม่น้ำเจ้าพระยา ความสำเร็จของอยุธยาคือเป็นแหล่งโกดังซื้อขายที่สำคัญทางน้ำในเขตเอเชีย ตะวันออก นำเอาพ่อค้าจากเมืองจีน ญี่ปุ่น อินเดีย เปอร์เซีย และจากพวกยุโรปในศตวรรษที่สิบหก เมืองอยุธยามีความสำเร็จทางการค้าอย่างมาก ทำให้บรรดากษัตริย์ต่างดิ้นรนในการเข้าควบคุมการค้าแบบจำกัดและผูกขาดของตน เอง เพื่อควบคุมพื้นที่ดินและคนทำงาน ครอบครัวหลายครอบครัว รวมทั้งชาวต่างชาติสร้างความมั่นคั่งโดยการทำการสนิทสนมกับเหล่าราชนิกูลและ ขุนนาง ซึ่งกลายเป็นคู่แข่งกับสถาบันในการคุมความมั่งคั่งและอำนาจ

เรื่องราวในวังสมัยอยุธยาเป็นเรื่องที่โกลาหลและเต็มไปด้วยเลือด ในการช่วงชิงราชบัลลังก์ก็เต็มไปด้วยเรื่องราวการลอบปลงพระชนม์ เป็นสิ่งที่เขย่าขวัญเกิดขึ้นบ่อยๆจนเป็นธรรมดา ระหว่างกษัตริย์กับเจ้าฟ้าและราชินี หรือการลอบฆ่าเจ้าฟ้าโดยกษัตริย์กับราชินี หรือการฆ่ากันระหว่างเจ้าฟ้ากับเจ้าฟ้าด้วยกันเอง เป็นต้น เป็นเวลาเกินกว่าสี่ศตวรรษ อยุธยามีกษัตริย์ทั้งหมด 35 องค์ โดยเฉลี่ย 11 ปีต่อหนึ่งสมัย ในทางตรงกันข้าม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2310 หากกรุงเทพมีผู้ปกครองราวสิบคน เฉลี่ย 24 ปีต่อหนึ่งสมัย

การต่อสู้ชิงอำนาจกันในอยุธยา น้อยนักที่เป็นการต่อสู้เพื่อสืบต่อสายโลหิตของราชวงศ์ แต่มีหลายครั้งที่มีการกบฏจากฝีมือคนภายนอก เพื่อให้ได้ตำแหน่งของกษัตริย์มาครองอย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือ จึงมีการจับแต่งงานระหว่างภรรยา น้องสาว ลูกสาว ของกษัตริย์องค์ก่อน ดังนั้นความชัดแจ้งของการสืบสันตติวงศ์จึงไม่มีปรากฎออกมาได้อย่างแน่ชัด

ท้ายที่สุด อาณาจักรอยุธยาอ่อนแอลงไปเพราะการแก่งแย่งเพื่อให้ได้มาในอำนาจและความ มั่งคั่ง หลังจากหนึ่งปีที่ถูกปิดล้อม ในเดือนเมษายน พ.ศ.2310 กองกำลังทหารพม่าก็ตีผ่านเข้ากำแพงเมืองอยุธยา เข้ามาทำลายปราสาท และตัวเมืองได้สำเร็จ พม่าทำลายราชวัง เจดีย์ วัดวาอาราม รูปปั้นต่างๆ และชาวเมืองอยุธยาต่างพากันหนีกระจัดกระจายกันไปสู่ชนบท และอาณาจักรอยุธยาก็ได้ถึงวาระแห่งการสิ้นสุดลงโดยฉะนั้น

จบบทที่1/end of chapter1

บทที่ 1 ธรรมราชาจากอเมริกา อ้างอิงมาจาก:
Epigraph: The Chakri Dynasty and Thai Politics, 1782-1982: The Monarchy Through Two Centuries of Change and Challenge (Bangkok: privately circulated paper, 1982, the author understood to be M.R.Sukhumbhand Paripatra, Chulalongkorn University), 69.
1. ประวัติของตระกูลมหิดลในบทนี้ อ้างมาจากงานเขียนของ กัลยาณิวัฒนา ที่ชื่อว่าเจ้านายเล็กเล็กยุวกษัตริยา”Chao Nai Lek Lek Yuvakastriya”(สำนักพิมพ์สุริวงศ์เชียงใหม่ 1996)และ แม่เล่าให้ฟัง”Mae Lao HaiFang” (สำนักพิมพ์สุริวงศ์ เชียงใหม่ 1995)
2. Francis Bowes Sayre, Gland Adventure (New York: Macmillan, 1957), 99.
3. John Girling, Thailand: Society and politics(Ithaca: Cornell University Press, 1981), 22.
4. David K. Wyatt, Thailand: A Short History (New Haven:Yale University Press, 1982), 54. มีผู้มีความรู้หลายท่านได้โต้แย้งว่าหลักศิลาจารึกสมัยพ่อขุนรามคำแหงเป็น ของปลอม ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นการแอบอ้างราชวงศ์จักรีให้มีรากฐานเก่าแก่โบราณ ดูงานเขียนของ James F. Chamberlain, ed., The Ramkhamhaeng Controversy: Selected Papers (Bangkok: The Siam Society, 1991). เนื่องจากไม่มีหลักฐานนำมาอ้างอิงอย่างชัดเจน ศิลาจารึกยังคงมีน้ำหนักในการสร้างความเชื่อถือในสังคมไทยปัจจุบัน และราชวงศ์เองด้วย
5. Prince Dhani Nivas(พระองค์เจ้าธานีนิวัต กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร)หนึ่งในสถาปนิกผู้ก่อสร้างรัชกาลที่เก้า ได้กล่าวถึงระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นี้ว่า “มีความเป็นประชาธิปไตยไม่น้อยไปกว่าประชาธิปไตยในประเทศพัฒนาแล้ว เพียงแต่ว่าเรียกตนเองว่าระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์” Journal of the Siam Society 48 (1960):118.
6. Frank E. Reynolds and Mani B. Raynolds, Three Worlds According to King Ruang (Berkeley: University of California Press, 1982), 146-147.
7. christine Gray, Thailand: The Soteriological State in the 1970s (Ph.D.dissertation: University of Chicago, 1986), 162.
8. david K. Wyatt, The Politics of Reform in Thailand(New Haven: Yale University Press, 1960),7-8.

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: