*บทนำ (Introduction) 05*

10/04/2010 at 5:31 pm (บทความ)



โดย
นายสิน แซ่จิ้ว
ในจำนวนเก้าครั้งที่มีทหารทำการปฏิวัติได้สำเร็จ และหลายครั้งที่ล้มเหลว ย่อมมีผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อ รวมทั้งเหตุการณ์ที่โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยคือ การฆ่าหมู่นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี 2519 ที่ทหารอ้างว่ากระทำไปเพื่อเป็นการปกป้องสถาบันกษัตริย์ของชาติ

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ พฤษภาทมิฬ ปี 2535 พลเอกสุจินดา ผู้โกงกินประเทศได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำทหารสูงสุด พลเอกสุจินดา ได้ทำการปฏิวัติในปี 2534 และได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์ภูมิพล และต่อมาได้รับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย ได้ประจันหน้ากันกับกลุ่มชุมนุมผู้ประท้วงที่สงบเสงี่ยม สุจินดาสั่งการให้ทหารยิงปืนกราดไปยังเหล่าผู้เดินขบวน โดยอ้างว่าพวกผู้เดินขบวนมีความเป็นภัยต่อ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สามวันต่อมากษัตริย์ได้เข้าไปยุติเรื่องราวเหล่านี้ และอย่างที่เห็นกันว่า สุจินดาได้รับการปกป้องจาก กษัตริย์ โดยที่กษัตริย์ได้ทำการตำหนิว่าคู่ปรปักษ์ ด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง และโยนความผิดไปที่นายจำลอง มากกว่าสุจินดา

การที่กษัตริย์ภูมิพลเข้าไปไกล่เกลี่ยกรณีขัดแย้งนี้เป็นเวลาราวสิบเอ็ดชั่วโมง ในพฤษภาทมิฬ เป็นการกระทำที่ปราศจากประหม่า และสร้างผลงานให้กับตนเองอีกครั้ง หลายปีผ่านไปภาพของเหตุการณ์นั้นที่กษัตริย์ออกมาตักเตือนคู่ปรปักษ์ทั้งสอง คือ สุจินดา และ จำลอง ได้นำออกมาเปิดเผยทางโทรทัศน์และโรงภาพยนตร์ซ้ำแล้วซ้ำเหล่า รวมทั้งทำเป็นหนังสือเพื่อเตือนความทรงจำของคนไทย 60 ล้านกว่าคนว่า สาเหตุที่ทำให้ประเทศไทยที่ดำรงคงอยู่รอดมาได้นั้น ก็เพราะบารมีของราชวงศ์จักรีที่คุ้มครองชาติไทย

กษัตริย์ภูมิพลเป็นกษัตริย์ที่ไม่เหมือนใครในศตวรรษที่ยี่สิบ ที่ต้องการแข่งขันมีอำนาจกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในสมัยใหม่ แทนที่จะยอมรับตำแหน่งของตนเองอย่างในประเทศอังกฤษหรือญี่ปุ่น กษัตริย์ภูมิพลทำตัวเป็นตัวเอกในด้านการเมือง การสร้างความสำเร็จเหล่านี้เป็นการเสี่ยงตนเองอย่างยิ่ง ระบบราชาธิปไตยนั้นเหมือนดาบสองคม ถ้าทำสำเร็จก็คือยกย่องสถาบันกษัตริย์ ถ้าล้มเหลวก็คือทำลายทั้งระบบและบารมี เพราะบารมีคืออำนาจที่แท้จริงในระบบราชาธิปไตย และยากต่อการสร้างสม บรรดากษัตริย์และราชินีในปัจจุบันส่วนมากต่างหลีกเลี่ยงการเข้าไปยุ่งเกี่ยว กับการเมือง โดยเฉพาะหลีกเลี่ยงกับการเมืองชั้นต่ำสวะ

กษัตริย์ภูมิพลไม่ไยดีต่อกฎเกณฑ์เหล่านี้ ครั้งแล้วครั้งเหล่าที่นำตัวเข้าไปมีบทบาททางด้านการเมือง แต่ดูเหมือนจะเป็นการเพิ่มชัยชนะและสร้างภาพพจน์ให้ดีและยิ่งใหญ่มากขึ้น เท่านั้น จะเห็นได้จากอย่างในกรณีวิกฤตกาลต่างๆ ยกเว้นเหตุการณ์ฆ่าหมู่ในปี 2519 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กษัตริย์ทำการพลิกแพลงวิกฤตกาลต่างๆจนกลายเป็นวีรบุรุษ โดยการกำจัดคนชั่ว ปกป้องรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย นี่คือการแสดงที่แนบเนียมน่าเชื่อถือของกษัตริย์ภูมิพล

สำหรับพวกผู้ดีชั้นสูงที่สนับสนุนและหาผลประโยชน์กับราชบัลลังก์ มันเหมือนกับการเยาะเย้ยถากถาง ทำไปเพื่อปกป้องพวกเจ้าขุนมูลนาย ชนชั้นสูง นายทหาร และนักธุรกิจใหญ่ๆ แต่กษัตริย์ภูมิพลเห็นว่าเป็นการอวดดีและเห็นแก่ได้ เพราะกษัตริย์ภูมิพลเป็นผู้เชื่อถือในการปกครองด้วยระบบธรรมราชา ที่มีนโยบายในการปกครองประเทศตามหลักธรรมในพุทธศาสนา ท่านคิดว่าพวกที่ทำตัวเป็นบริวารล้อมรอบท่านนั้นไม่มีความจริงใจในการใช้ หลักแห่งธรรม ท่านรู้ว่ามีแต่ชาวบ้านหรือชนชั้นชาวนาเท่านั้นที่มีความเชื่อถือในตัวท่าน

เป็นเวลาร่วมห้าสิบปีที่กษัตริย์ภูมิพลได้ทุ่มเทสร้างสมความดี ท่านพยายามที่จะเข้าถึงคนยากคนจนผู้ต่ำต้อย ท่านเข้าไปไกล่เกลี่ยอย่างเงียบๆในกรณีที่ชาวบ้านถูกรังแกจากเจ้าหน้าที่ ท่านตักเตือนให้หลีกเลี่ยงความโลบและการลุ่มหลง และตลอดเวลาท่านไม่เคยหลงใหลไปกับความสุขสบายอย่างกษัตริย์ ยกเว้นสมาชิกในครอบครัว แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เจือจางความสำเร็จในการครองราชย์ครบรอบห้าสิบปี ในปี 2543 ประชาชนชาวไทยต่างได้รับการสนับสนุนให้ยกย่องเฉลิมฉลองเชิดชูกษัตริย์ของตน จนเท่าเทียมกับเทวดา ไม่ต่างจากศตวรรษที่ผ่านมาที่ภายในวังเคยพยายามสร้างความประทับใจเช่นนี้เอา ไว้แล้ว

การเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยหลังจากช่วง สงครามโลกครั้งที่สองนั้น คือเรื่องราวของกษัตริย์ภูมิพลกับราชวงศ์ที่ประสพความสำเร็จ เป็นผู้นำที่คงทนหลังจากสงครามโลกและผ่านภาระช่วงสงครามเย็นที่ผ่านมา ซึ่งเรื่องราวต่างๆไม่เคยบันทึกเอาไว้ นักคิดนักเขียนต่างไร้ข้อมูลและหลีกเลี่ยงการเขียนถึง ตั้งแต่ปี 2475 ประเทศไทยได้เน้นถึงความก้าวหน้า และเลิกให้ภายในวังมีส่วนเกี่ยวข้องในด้านการเมือง บางคนก็ยังหน้ามืดตามัวหลงอยู่กับระบบกษัตริย์ บางคนก็เกรงกลัวกับขอห้าหมิ่นประมาทราชวงศ์ ผลลัพธ์ที่แน่ชัดก็คือการสร้างความเชื่อถือที่ว่า กษัตริย์คือผู้ที่อุทิศตนเพื่อมวลชน มีความยุติธรรม และไม่มีการยุ่งเกี่ยวกับการขัดแย้งทางการเมือง

หนังสือเล่มนี้ต้องการบรรยายให้เห็นว่า กษัตริย์ภูมิพล ทำอย่างไรที่จะสร้างสถาปนาราชบัลลังก์จักรีให้กับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง กุญแจแห่งความสำเร็จเหล่านี้คือ รากฐานวัฒนธรรม ประเพณี การสร้างสงครามเย็น การพัฒนาการด้านความคิดของ โลกทัศน์ส่วนตัวของกษัตริย์ และลัทธิทุนนิยมจากในวังที่น้อยคนจะรู้นัก และเนื้อหาสาระที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องภายในครอบครัวและราชินีสิริ กิต์ รวมทั้งลูกหลานและเหลน เพราะบรรดาบุคคลในราชวงศ์เหล่านี้ มีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวในการเสริมสร้าง และสถาปนาราชวงศ์จักรีของกษัตริย์ภูมิพล ให้อยู่รอดได้อีกครั้งหนึ่ง

สถาบันกษัตริย์ในความหมายแล้วคือสถาบันที่มีการสืบสันตติวงศ์ อำนาจที่ส่งผ่านให้ต่อไปนั้นไม่ได้ส่งต่อไปให้ผู้ที่มีความสามารถหรือมาจาก การเลือกผู้ที่มีความสามารถมาจากสาธารณะชน แต่เป็นการส่งมอบอำนาจให้แก่เจ้าฟ้าคนต่อไป โดยส่วนมากแล้วก็คือบุตรคนแรกของกษัตริย์ การสืบสันตติวงศ์ด้วยวิธีนี้เอาความแน่นอนอะไรไม่ได้นัก ไม่มีการรับประกันว่าความสามารถต่างๆจะส่งผ่านไปถึงผู้สืบอำนาจคนต่อไป และไม่มีการป้องกันได้ว่าผู้สืบอำนาจคนต่อไปอาจจะกลายเป็นผู้ที่ไร้ความ สามารถ หรือเป็นกษัตริย์ที่มีความชั่วร้ายได้

เมื่อภูมิพลได้มงกุฎกษัตริย์มาสวมใส เป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงการสืบต่อของระบบราชาธิปไตยนั้นน่าทึ่ง แต่ผู้ที่หวังจะขึ้นครองราชย์คนต่อไปคือโอรสของกษัตริย์ภูมิพลกับราชินีสิริ กิต์ คือเจ้าฟ้าวชิราลงกรณนั้นไม่มีความสามารถเทียบเท่ากับผู้เป็นพ่อ เช่นเดียวกับเจ้าชายชาร์ลแห่งอังกฤษที่รอแล้วรอเล่าที่จะรับตำแหน่งกษัตริย์ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณก็เช่นเดียวกันที่เฝ้ารอรับตำแหน่งอย่างน่าระเหี่ยใจ แม้นเรื่องราวที่มีมลทินต่างๆจะถูกเก็บปกปิดเอาไว้ก็ตาม แต่ตามท้องถนนในกรุงไปจนถึงทุ่งนาป่าเขาจะได้ยินเสียงซุบซิบนินทาด่าว่า เกี่ยวกับเจ้าฟ้าคนนี้

ยิ่งกว่านั้น ประเทศไทยที่เจ้าฟ้าวชิราลงกรณหวังรอที่จะขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์นั้น ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ต่างจากสมัยที่กษัตริย์ผู้พ่อเข้ารับตำแหน่ง ปัจจุบันน้อยกว่าครึ่งของคนไทยที่เป็นชาวนาตาสีตาสา และคนส่วนมากต่างมีการศึกษาขั้นพื้นฐาน และบางคนอาจมีชีวิตอาศัยทำงานอยู่ในต่างประเทศที่เจริญแล้ว เช่นเอเชียหรือในโลกตะวันตก ปัญหาของประเทศนั้นยุ่งยากซับซ้อนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งต้องอาศัยผู้เชียวชาญช่วยในการแก้ไข ขณะเดียวกันภายในวังก็ไม่สามารถจำกัดการเผยแพร่ทางด้านสื่อมวลชนต่างๆ รวมทั้งภาพพจน์ที่ไม่ดีของตนเองได้

โอกาสที่เจ้าฟ้าวชิราลงกรณจะเข้ามาทำหน้าที่กษัตริย์ได้สมกับผู้เป็นพ่อค่อนข้างจะ ยากมาก และคนไทยส่วนมากต่างก็หวาดระแวงกลัวว่ามันจะเกิดขึ้นจริง เมื่อถึงจุดที่สูงสุดของการปกครองในระบบราชาธิปไตยนี้ สถาบันกษัตริย์ไทย ต้องเผชิญกับอนาคตที่น่าเขย่าขวัญกันต่อไป คือการสืบสันตติวงศ์อันเป็นสิ่งที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกระหว่างราชวงศ์กับ รัฐบาล ซึ่งต่างยังหาทางออกกันไม่ได้ นอกจากช่วยกันสนับสนุนและสร้างค่านิยมให้กับราชวงศ์จักรีกันต่อไป ด้วยประเด็นนี้จึงทำให้เกิดปัญหาอย่างกว้างๆเกี่ยวกับรัชกาลที่เก้าที่ทำการ ฟื้นฟูสถาบันของตนเอง จริงหรือที่กษัตริย์ภูมิพลได้สร้างรูปแบบการปกครองในระบบราชาธิปไตยให้คง อยู่ได้อีกครั้ง ในยุคสมัยของระบอบประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ หรือว่าเป็นการกระทำที่ผิดพลาดที่นำเอาระบบกษัตริย์กลับมาใช้อย่างไม่ถูก ต้องกับกาลสมัยนี้ มันเป็นการรื้อฟื้นระบบที่ตายไปแล้วกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่สมควรจะกระทำเลยก็ได้

แหล่งอ้างอิงของ Introduction:
1. E. Bruce Reynolds, Thailand and Japan’s Southern Advance, 1940-1945 (New York: St.Martin’s, 1994), 25.
2. การเข้าพัวพันในการค้ายาเสพติดของพลเอกเผ่า ศรียานนท์ และ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเป็นพวกนิยมเจ้าในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1940s และ 1950s. อันมีรายละเอียดในงานเขียนของ Alfred McCoy, The Politics of Heroin in Southeast Asia (Singapore: Harper and Row, 1972), 135-45. ทั้งผู้บัญชาการตำรวจและผู้บัญชาการทหารทั้งสอง ต่างควบคุมกุญแจของการค้าขายและอุตสาหกรรมในระหว่างปี ค.ศ. 1950s
3. หน้าตาที่ดูเครียดของภูมิพลทำให้เป็นการยากต่อการยิ้ม แต่มีเพียงแต่รูปถ่ายทางการบางรูปเท่านั้นที่แสดงการยิ้มท่ามกลางรูปภาพที่ มีเป็นหมื่นเป็นแสนที่เผยแพร่ออกสู่สาธารณะจากสำนักราชวัง ในทางตรงข้ามมีรูปถ่ายจำนวนมากของสมาชิกครอบครัวที่ดูยิ้มแย้มแจ่มใส จากแหล่งข่าวของประเทศไทยอ้างว่า เป็นภาพพจน์ที่ทางในวังได้สร้างไว้มานมนานแล้ว
Read More

Permalink ให้ความเห็น

*บทนำ (Introduction) 04*

09/04/2010 at 4:22 pm (บทความ)



โดย
นายสิน แซ่จิ้ว
สิ่งที่ยอมรับกันดีในสังคมไทยก็คือ ในช่วงที่ภูมิพลขึ้นครองราชย์นั้น ประเทศไทยได้หันเหไปสู่เส้นทางประชาธิปไตยแล้ว แต่คนจำนวนสี่ส่วนห้าของพลเมือง 18 ล้านคนยังอยู่ในชนบทและป่าเขา มีวัดเป็นศูนย์กลางของหมู่บ้าน การทำไร่ไถ่นาตามฤดูกาลต่างขึ้นอยู่กับความเชื่อทางพุทธศาสนา เมื่อชาวบ้านมีการศึกษาน้อยและมีความเชื่อถืออยู่กับวัดวาอารามและศาสนา ดังนั้นคุณงามความดีต่างๆที่เกิดขึ้นได้นั้นก็เพราะกษัตริย์ เริ่มจากฤดูฝน ไปจนถึงการช่วยเหลือผู้ประสพภัยต่างๆ การค้นคว้าทางด้านวิทยาศาสตร์ ชาวบ้านต่างคิดว่ามาจากนายหลวง หาใช่มาจากภาครัฐบาล หรือตัวแทนของประชาชน หรือกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งอันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง

ด้วยความตั้งใจมั่น ฝึกฝน ในเชิงประเพณีและวัฒนธรรมไทย ทำให้ผู้คนในประเทศมองเห็นกษัตริย์ภูมิพลว่ามีความชอบธรรม ฉลาด และเมตตาปราณี อย่างที่ชาวบ้านเห็นกันกับตากันอยู่เรื่อยๆว่า แม้นแต่นายพลผู้มีอำนาจ บรรดานายธนาคาร ข้าราชการ รวมทั้งพระก็ยังต้องก้มลงกราบเบื้องพระบาทของพระองค์ท่าน ซึ่งตามกฎหมายได้ยกเลิกกันไปนานหลายร้อยปีแล้ว แม้นกระทั่งได้เปรียบเทียบกษัตริย์ที่มีรูปลักษณะที่สงบนิ่งคล้ายกับได้ บรรลุโสดาบันถึงขั้น อุเบกขา บรรดาพวกข้าทาสในวังต่างปกป้องไม่ยอมอนุญาตให้ตีพิมพ์รูปภาพ รูปเขียน ของกษัตริย์ที่มีรอยยิ้ม(3) เพื่อเป็นการโฆษณาชวนเชื่อต่อชาวบ้านให้เคารพบูชากษัตริย์และราชวงศ์ให้สูง ส่งอยู่เหนืออำนาจใดๆทั้งมวล รวมทั้ง ประชาธิปไตย รัฐสภา รัฐธรรมนูญ และกฎหมายต่างๆของประเทศ

เป็นเรื่องที่น่าทึ่งว่าตามเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา กษัตริย์ภูมิพล เกิดในอเมริกา ได้รับการศึกษาที่มีเหตุมีผลจากสวิสเซอร์แลนด์ ได้กลับกลายเป็นผู้มีความเลื่อมใสเชื่อถือในการปรกครองระบอบธรรมราชา โดยได้ทำการศึกษาจากความสำเร็จของบรรพบุรุษเช่นกษัตริย์องค์ก่อนๆ เรียนรู้พิธีราชกรณียกิจ ศึกษาค้นคว้าพุทธปรัชญา และบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ภายใต้การแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ เรียนรู้วิธีการทำธุรกิจที่เฉียบขาด โดยได้เรียนรู้ทุกอย่างครอบจักรวาล เพื่อเป็นผู้คงแก่เรียนและตัดความเห็นแก่ตัวออกไป ผลลัพธ์คือเป็นกษัตริย์ผู้เพียบพร้อมแข็งแกร่งสามารถนำประเทศชาติและประชาชน ให้พ้นภัยไดด้วยความเชื่อมั่นในตัวเอง กษัตริย์ภูมิพลได้ก้าวเดินไปไกล เกินกว่าที่ปรึกษาองคมนตรีและบรรพบุรุษได้ตั้งใจเอาไว้มาก

ในปี 2503 อันเป็นช่วงวิกฤตการสูงสุดของสงครามอินโดจีน ท่านได้เอาตัวเอง ข้าไปพัวพันกับการเมือง การพัฒนาประเทศ การยุททศาสตร์ โดยทำตัวอยู่ในหลังม่าน กษัตริย์ภูมิพลวางแผนชาติ แนวทางประชาชน จนแม้นกระทั่งทำการเลือกตัวผู้นำประเทศ ท่านได้ร่วมเป็นผู้นำการวางแผนการยุทธศาสตร์ในการต่อต้านการแทรกแซง ซึ่งได้นำไปใช้แทนกลยุทธ์อเมริกันในสงครามเวียดนาม จนช่วงสามสิบปีของการครองราชย์ ในปี 2519 ท่านเป็นผู้ที่มีอำนาจการเมืองอย่างสูงสุดในประเทศไทย ท่ามกลางระบบประชาธิปไตยที่มีพระกษัตริย์เป็นประมุขที่มีอยู่ในโลก กษัตริย์ภูมิพลอาจเป็นกษัตริย์ผู้เดียวที่เอาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการ เมืองมากที่สุด

กษัตริย์ภูมิพลได้รับความ นับถือ ถึงขั้นเอาขึ้นแท่นบูชาจากประชาชนไทย ทุกคนต่างทราบกันดีว่า ท่านมีความปรีชาสามารถ และช่วยเหลือประชาชน แต่ก็คงไม่มีใครกล้าพูดถึงท่านในทางไม่ดีเป็นแน่ เพราะมีกฎหมายหมิ่นประมาทพระบรมเดชานุภาพที่ปกป้องทุกคนในราชวงศ์ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน หากมีความผิดมีสิทธิ์ติดคุกถึง 10 ปี อันเป็นสาเหตุที่ไม่ให้มีใครกล้าพูดถึงกษัตริย์ไทยและครอบครัว รวมทั้งบรรดาราชวงศ์ทั้งหลาย หลังจากที่ได้เสวยราชย์มาได้ร่วมหกสิบปี ประวัติและเรื่องราวของกษัตริย์ภูมิพลที่มีส่วนผลักดันประเทศชาติ ยังไม่มีใครกล้าที่จะแตะต้อง

ในเรื่องราวต่างๆที่บันทึกไว้อย่างเป็นทางการ กษัตริย์ภูมิพลได้สร้างกรณียกิจเอาไว้มาก เมื่อมีเหตุการณ์ไม่สงบหรือขัดแย้งกันเกิดขึ้น อย่างในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ท่านได้แสดงตัวออกมาเพื่อสร้างความสมานฉันท์เป็นน้ำหนึ่งเดียวกันให้กับ ประเทศไทยอีกครั้ง

แต่ผลลัพธ์ของกษัตริย์ภูมิ พลที่นำเอาระบบธรรมราชากลับมาใช้อาจจะไม่แจ่มแจ้งเท่าตัวท่านเอง หลังจากรัฐธรรมนูญปี 2475 กษัตริย์มีหน้าที่เพียงเป็นหุ่นเชิดเท่านั้น อย่างไรก็ตามการที่ท่านเอาตัวเข้าไปพัวพันมีบทบาทการเมืองย่อมมีผลที่แตก ร้าวระหว่างผู้คนในภายหลัง แทนทีจะสนับสนุนความก้าวหน้าทางด้านประชาธิปไตยต่างๆ ในวังกลับจำกัดขอบเขต วิถีทางการเมือง เศรษฐกิจ จะเป็นอย่างไรก็ได้แต่ต้องไม่ละเมิดขอบค่ายและผลประโยชน์ของราชวงศ์ ซึ่งกษัตริย์ได้ปลูกฝังความคิดไว้ว่าให้ชาวบ้าน เคารพ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

กษัตริย์ภูมิพลได้รับการอบรม สั่งสอนจากบรรดาที่ปรึกษาองคมนตรีผู้อาวุโสต่างๆในราชวงศ์ ให้มีหน้าที่ปกป้องรักษาสถาบันกษัตริย์อย่างสุดความสามารถ และจากพื้นฐานนี้ ท่านจึงสรุปเอาไว้ว่าบรรดาสมาชิกสภาต่างทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองไม่ได้ทำ เพื่อประชาชน ท่านตัดสินใจเอาเองว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญมีไว้เพื่อผู้ที่ไม่ประสงค์ดีต่อ ราชวงศ์ และไม่ปกป้องในเนื้อหาจุดประสงค์ของท่าน ยิ่งกว่านั้นท่านยังมีความเชื่อว่าระบบประชาธิปไตยแบบยุโรป รัฐธรรมนูญ และทุนนิยม ต่างแบ่งแยกประชาชน ซึ่งขัดต่อการปกครองแบบระบอบธรรมราชา หรืออีกทัศนหนึ่งก็คือประเทศไทยสมัยใหม่ควรที่จะอยู่ใต้คำบ่งการของกษัตริย์ และกฎทางศีลธรรม มีความจงรักษ์ภักดี ดังเช่นบรรดาข้าราชบริพาร ขุนพล ขุนนาง ผู้สืบเชื้อสายตระกูลของราชวงศ์ ดังที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้

จนถึงที่สุด กษัตริย์ภูมิพลได้รวบรวมขุนพลนายทหารหน้าข้าวตังไว้ในวังมากมาย และพวกมันได้ทำการปฎิวัติเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญครั้งแล้วครั้งเล่า ความโหดเหี้ยมและการโกงกินนั้นเป็นปัญหาใหญ่เกินกว่าที่สังคมจะแก้ไขได้ อย่างเช่นในปี 2513 ที่พวกลัทธิคอมมิวนิสต์เข้ามามีอิทธิพลในประเทศ เพียงแต่การผงกหัวส่งสัญญาณจากในวัง ภายใต้ความเชื่อถือใน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตราบใดที่บรรดาทรราชขุนพลแสดงความจงรักษ์ภักดีต่อราชวงศ์มากกว่าการยึดถือใน กฎหมายรัฐธรรมนูญ และตราบใดที่ราชอาณาจักรไทยมีความสงบเรียบร้อย กษัตริย์ภูมิพลก็คงจะปล่อยให้ขุนพลเหล่านั้นกุมอำนาจกันต่อไปในมือ
Read More

Permalink ให้ความเห็น

*The King Never Smile*

05/04/2010 at 10:50 am (บทความ)

I have just finished reading Paul Handley’s biography of Thailand’s King Bhumiphol.

The book is banned in Thailand and there are even reports that access to the web site of the book’s publisher has been blocked by Thai internet service providers. There is certainly much in the book that would cause grave offence to Thais, especially given the current outpouring of love and respect that has marked the sixtieth anniversary of the King’s reign. I have heard some Thais here in Australia dismiss the book as “biased” or as containing a lot of “gossip”.

Handley is, no doubt, critical of what he sees as the persistently anti-democratic tendencies of the monarchy in Thailand.  And there is a sprinkling of salacious gossip about the royal family. But the criticisms are placed in the context of a detailed political history of Thailand since the early decades of the twentieth century.

This political history strikes me as an important contribution to Thai scholarship and, while there is much room for debate about specific findings, there are many insights which contribute to an understanding of Thailand’s current political mess.

And, yes, there is some gossip (though most of Handley’s material seems to come from well documented sources). But, from an Australian perspective, this seems rather mild, especially when compared to the extraordinary dissection of our own royal family’s woes.

Over the past few months in Thailand there has been much discussion about the importance of democratic institutions beyond the electoral process. Should those institutions cater for free publication of political opinion,

Even if that opinion involves criticism of a figure as revered as the King? What role do lèse-majesté laws have to play in a modern democracy? To me it is clear that there is enormous respect for the King throughout Thailand. Banning an informed, if critical, political commentary on his reign seems to involve an underestimation of the strength and resilience of this sentiment.

New Mandala
Wikipedia
Yalepress
ThaiTKNS
Red More Thai version

ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ วิจารณ์ The King Never Smiles (ฉบับเต็ม)
1. ก่อนอื่นต้องขออภัยผู้เขียน (พอล แฮนด์ลีย์) ไว้ในที่นี้ด้วย เพราะไม่อยู่ในที่นี้ การวิจารณ์นี้อาจมาจากความเข้าใจผิดในเนื้อหาที่นำเสนอ โดยผู้เขียนไม่อาจชี้แจงได้

2. ก่อนหน้าเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 รัฐศาสตร์ไทยไม่มีอะไรจะพูดมากนักเกี่ยวกับบทบาททางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนฉะนั้นจึงเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน ทำให้ประเทศไทยรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไว้ได้

ท่ามกลางความแตกแยกแตกต่างนานาชนิดในประเทศไทยอันที่จริง นับตั้งแต่ 2490 เป็นต้นมา หรือโดยเฉพาะหลัง 2500 เป็นต้นมา ได้ปรากฏบทบาททางสังคมและวัฒนธรรมของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเข้มข้นมากขึ้นตามลำดับอยู่แล้ว

แต่รัฐศาสตร์ไทยก็ไม่ได้สนใจจะอธิบายบทบาททางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์แตกต่างไปจากที่กล่าวแล้ว (ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงบทบาททางเศรษฐกิจขององค์กรธุรกิจที่เนื่องอยู่กับสถาบันฯ ซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วมาพร้อมกัน)การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงสามารถยุติการนองเลือดในเหตุการณ์ 14 ตุลา

สร้างความอัศจรรย์ใจแก่ผู้คนนอกประเทศไทยอย่างมาก รวมทั้งนักวิชาการไทยคดีศึกษาหลายท่าน แต่รัฐศาสตร์ไทยก็ไม่มีคำอธิบายอันใดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทบาททางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะพระราชอำนาจที่ทรงยุติการนองเลือดนั้น

ยังสามารถใช้กรอบคำอธิบายเดิมได้อยู่ กล่าวคือโดยอาศัยฐานะที่ทรงเป็นศูนย์รวมของชาติ เป็นสถาบันที่ได้รับความเคารพสักการะมาแต่อดีต เป็นเงื่อนไขที่เปิดให้ทรงสามารถยุติการนองเลือดได้ เป็นบทบาทเดิมที่มีอยู่แล้ว คือรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติ

ท่ามกลางความแตกแยกขัดแย้งซึ่งทำให้เกิดความรุนแรงและวิกฤตทางการเมืองสิ่งที่น่าประหลาดก็คือ รัฐศาสตร์ไทยยอมรับมานานแล้วว่า หลัง 2475 มาจนถึง 2590เป็นอย่างน้อย สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยมีสถานะตกต่ำลงอย่างมาก

ทั้งเพราะความพยายามของคณะราษฎรหรือบางคนในคณะราษฎรที่จะจำกัดบทบาทของสถาบันฯลง และเพราะพระมหากษัตริย์ทั้งสองรัชกาลยังทรงพระเยาว์อยู่ ฉะนั้นการกลับมามีความสำคัญถึงสามารถยุติการนองเลือดใน พ.ศ. 2516 ได้ จึงต้องมาจากความเปลี่ยนแปลงบางอย่างของสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย

ไม่ใช่การสืบเนื่องตามปรกติแน่ แต่ก็ไม่มีความพยายามจะอธิบายกระบวนการกลับฟื้นคืนความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเป็นระบบในทางวิชาการหากมีการกระทำเช่นนั้น ก็จะทำให้เห็นพลวัตของสถาบันฯซึ่งจะช่วยทบทวนกรอบคำอธิบายบทบาททางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งใช้กันอยู่ได้อย่างไรก็ตาม

นับตั้งแต่เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เป็นต้นมา กรอบคำอธิบายที่เคยใช้มาแต่เดิมดูเหมือนไม่สามารถอธิบายบทบาททางการเมืองของสถาบันฯได้ง่ายอีกแล้ว พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่สามารถเอาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นยัดลงไปในทฤษฎีหรือกรอบคำอธิบายที่ใช้กันมาแต่เดิมได้

(แม้แต่เฉพาะข้อเท็จจริงที่ปรากฏแก่สาธารณชน ไม่นับข้อเท็จจริงที่ไม่รู้กันแพร่หลาย)ยกเว้นแต่ไม่พูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์เลย หรือแยกข้อเท็จจริงออกจากตัวทฤษฎีหรือกรอบคำอธิบาย กลายเป็นสองอย่างที่ไม่เกี่ยวกันควรกล่าวด้วยว่า ในระยะเวลาหลัง 6 ตุลา 2519 เป็นต้นมา

มีงานบทความวิชาการของนักรัฐศาสตร์ทั้งไทยและเทศอยู่บ้าง (ส่วนใหญ่เทศ เพราะบรรยากาศของเสรีภาพทางวิชาการไม่เปิดกว้างในประเทศไทย) ที่จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ตั้งคำถามกรอบคำอธิบายเดิมเกี่ยวกับบทบาททางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์

เช่นการวิเคราะห์ปัจจัยทางสังคม, เศรษฐกิจ,การเมือง ซึ่งนำมาสู่เหตุการณ์ 6 ตุลา แม้ไม่ได้วิพากษ์กรอบคำอธิบายโดยตรง แต่โดยนัยะก็ทำให้เห็นว่าไม่สามารถใช้เพื่อเข้าใจบทบาททางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ได้อย่าง

Permalink ให้ความเห็น

*การเมืองปลายรัชกาลกับภาวการณ์เปลี่ยนแปลง *

28/03/2010 at 8:04 am (บทความ)


บท: ดารณี รวีโชติ
อำนาจการเมืองรวมศูนย์อยู่ที่ไหน ผลประโยชน์ของรัฐก็จะรวมศูนย์อยู่ที่นั่น รวมตลอดทั้งกำลังพลก็จะรวมศูนย์รับใช้อำนาจอยู่ ณ ที่นั้นด้วย เพราะยศถาบรรดาศักดิ์ อาหารการกิน ความสมบูรณ์พูนสุข เป็นเป้าหมายของมนุษย์ ซึ่งในระบอบประชาธิปไตย อำนาจรัฐเป็นเรื่องสมบัติผลัดกันชม

แต่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชอำนาจรัฐเป็นทรัพย์สมบัติของกษัตริย์ที่ไม่อาจ จะผลัดให้ใครมาชมได้ เมื่อครองอำนาจแล้วต้องครองต่อไป ไม่มีวาระการดำรงตำแหน่งเหมือนการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ยิ่งพระมหากษัตริย์ของไทยองค์ปัจจุบันมีทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์มากถึง 1.19 ล้านล้านบาท

ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลกด้วยแล้ว พระราชอำนาจของท่านจึงยิ่งใหญ่ เมื่อใกล้การผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน พระองค์ใดจะขึ้นมาครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 10 จึงเป็นเรื่องที่โลกต้องจับตามอง และสำหรับข้าราชบริพารทหาร ตำรวจ ที่แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายย่อมมีเดิมพันทางผลประโยชน์ผูกพันไปกับสายเจ้านาย พระองค์ใดพระองค์หนึ่งด้วย

ด้วยสังคมไทยมีกฎหมาย และวัฒนธรรมโบราณที่ปิดกั้นการคิด และการรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับการสืบราชสมบัติของราชสำนักด้วยแล้ว เรื่องราวการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเจ้านายพระองค์ใดมีความเหมาะสมที่จะขึ้นครอง ราชย์จึงกลายเป็นเรื่องต้องห้าม

แต่ความเป็นจริงก็ไม่อาจจะปิดกั้นความคิดของชาวบ้านได้ เรื่องราวราชสำนักจึงกลายเป็นเรื่องซุบซิบกันทั้งบ้านทั้งเมืองว่า “รัชกาลที่ 10 จะเป็นฟ้าชาย หรือสมเด็จพระเทพ?” แต่วันแล้ววันเล่า พสกนิกรก็เฝ้าที่จะชื่นชมบารมีด้วยใจจดจ่ออย่างเงียบๆ แต่ก็ไม่มีหมายกำหนดการ

ทั้งๆ ที่พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลก็ทรงพระเจริญในพระชนมายุมากแล้ว และก็ทรงประชวรอยู่บ่อยครั้งตามที่เป็นข่าว แต่ก็ยังไม่มีข่าวที่พสกนิกรเฝ้ารอ ในที่สุดก็ซุบซิบกันต่อจนมีข้อสรุปตรงกันว่าราชสำนักคงมีปัญหาไม่ลงตัวในการ ผลัดเปลี่ยนรัชกาลอย่างแน่นอน

ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองในระบอบรัฐสภา ซึ่งก็มีความขัดแย้งช่วงชิงผลประโยชน์กันเป็นปกติอยู่แล้ว เกิดความรุนแรงยิ่งขึ้น ตามสภาพความไม่ลงตัวของราชสำนักนั้นด้วย เพราะผู้นำของพรรคการเมืองก็ต้องหูตาไว คอยเกาะติดข่าวกับข้าราชบริพารในสำนักพระราชวัง รวมถึงองคมนตรีด้วย

ด้วยเหตุที่อำนาจการเมืองที่แท้จริงรวมศูนย์อยู่ที่ราชสำนัก ดังนั้นถ้าใครเกาะผิดสาย หรือตกขบวนรถไฟก็หลุดอำนาจทางการเมืองทันที ดังนั้นเหตุการณ์ทางการเมือง ที่นายทหารใหญ่ ตำรวจใหญ่ ทั้งหลาย มุ่งแต่จะฟังคำสั่งจากพลเอกเปรมมากกว่าจะปฏิบัติตามหน้าที่ของตนตามกฎหมาย

ก็เพราะเชื่อมั่นว่าพลเอกเปรมเป็นผู้ใกล้ชิดทั้งกษัตริย์ และราชินี ซึ่งจะเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการขึ้นครองราชย์ของรัชกาลที่ 10จากสภาพการเมืองปลายรัชกาล และความไม่ลงตัวของราชสำนักเช่นนี้จึงเกิดความวิตกกังวลต่อการสืบต่ออำนาจ ของราชวงศ์

ด้วยเกรงว่าจะเกิดการแย่งชิงอำนาจกันจนเป็นเหตุให้ราชวงศ์สิ้นสุดเพียงแค่ 10 รัชกาล ยิ่งมีคำทำนายโบราณของสมเด็จพุฒาจารย์ที่มีมาตั้งแต่ต้นราชวงศ์ โดยพยากรณ์เป็นปริศนาว่าจะเกิดเหตุการณ์สำคัญๆ ในแต่ละรัชกาล และสิ้นสุดเพียง 10 รัชกาล จึงกลายเป็นความวิตกอย่างยิ่งของราชสำนักตามคำทำนาย ดังนี้

มหากาฬ(รัชกาลที่ 1) ,ภาณยักษ์(รัชกาลที่ 2) ,รักษ์บัณฑิต (รัชกาลที่ 3) ,สถิตย์ธรรม(รัชกาลที่ 4) ,จำแขนขาด(รัชกาลที่ 5), ราชโจร (รัชกาลที่ 6) ,นนทุกข์(รัชกาลที่ 7) ,ยุคทมิฬ(รัชกาลที่ 8), ถิ่นกาขาว (รัชกาลที่ 9) ,ชาวศิวิไลย์(รัชกาลที่ 10)

จากคำพยากรณ์นี้ได้มีการตีความกันว่าราชวงศ์จักรีจะมีเพียง 10 รัชกาลเท่านั้น เพราะเมื่อถึงยุคชาวศิวิไลย์แล้วทุกอย่างก็เจริญรุ่งเรืองไม่ต้องมีกษัตริย์ ปกครองอีกต่อไป และที่สังคมไทยมีความเชื่อมากยิ่งขึ้นเพราะคำทำนายนี้ได้บอกเหตุการณ์สำคัญๆ ในแต่ละรัชกาลถูกต้อง อาทิเช่น

รัชกาลที่ 1 มีความยากลำบากต้องเผชิญสงครามกับพม่า จึงเรียกว่าเป็นยุคมหากาฬ ,ส่วนรัชกาลที่ 2 นั้นทำนายว่าจะเป็นผู้ที่ทรงความรู้ก็เป็นจริง เพราะพระองค์ทรงเป็นนักปราชญ์ ,ในรัชกาลที่ 3 ก็ทำนายว่าเป็นยุคที่บัณฑิตเฟื่องฟู ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 3 ก็มีความเจริญรุ่งเรือง มีการสร้างวัดวาอาราม

แต่งสำเภาไปค้าขายต่างประเทศ และทำนายว่ารัชกาลที่ 4 สถิตธรรมก็มีส่วนจริง เพราะก่อนขึ้นครองราชย์รัชกาลที่ 4 ก็ทรงผนวช และเป็นผู้สร้างนิกายศาสนาพุทธขึ้นอีกนิกายหนึ่งคือนิกายธรรมยุติ,รัชกาลที่ 5 จำแขนขาด ก็หมายถึงการเสียดินแดนก็เป็นจริง ,

รัชกาลที่ 6 ก็มีการใช้เงินหมดพระคลัง ,รัชกาลที่ 7 ก็ต้องรับภาระ เพราะเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง และต้องสละราชสมบัติเหมือนนนทุกข์ ซึ่งเป็นตัวละครในรามเกียรติ์ ,รัชกาลที่ 8 ก็ถูกลอบปลงพระชนม์สมกับเป็นยุคทมิฬ ส่วนรัชกาลที่ 9 ก็ตีความหมายกันมากมายว่ามีฝรั่งผิวขาวเข้ามาในประเทศมาก

บางสำนักก็ตีความว่าเป็นยุคแห่งความผิดปกติวุ่นวายผิดธรรมชาติ เพราะธรรมชาติอีกาต้องสีดำ แต่อีกากลับกลายเป็นสีขาวหมด และเมื่อถึงรัชกาลที่ 10 ก็จะกลายเป็นยุคแห่งความเจริญคือชาวศิวิไลย์ ซึ่งวันนี้ก็เห็นแล้วว่าใกล้จะเป็นจริง เพียงแต่มีกระบวนการของราชสำนักที่จะเหนี่ยวรั้งไม่ให้เกิดความเจริญขึ้น

ด้วยการนำเสนอแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้ประชาชนทำงานแต่พออยู่พอกิน ไม่เน้นการผลิตที่ก้าวหน้าทันสมัย และไม่เน้นการเก็บระบบภาษีที่ก้าวหน้าจากคนรวยเพื่อมาเฉลี่ยสุขให้แก่คนจน เพราะจะกระทบผลประโยชน์ของราชสำนัก ดังนั้นการเหนี่ยวรั้งสังคมเช่นนี้ในภาวะที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ คนยากจนอดอยาก

จึงบ่งบอกถึงการจะเกิดปฏิวัติใหญ่ในประเทศไทย เพื่อก้าวสู่ยุคชาวศิวิไลย์ความวิตกกังวลของราชสำนักได้ถูกกระพือโหมจากพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มบุคคลที่เสียผลประโยชน์ทางการเมืองจากนโยบาย และความนิยมของประชาชนที่มีต่อตัว พ.ต.ท.ทักษิณ

เพื่อให้ราชสำนักเกิดความตื่นกลัวแล้วมาสนับสนุนพวกของตนที่จะเอาชนะทักษิณ ด้วยวิธีการนอกกฎหมาย ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการวางแผนช่วงชิงอำนาจทางการเมืองด้วยวิธีการที่นอกระบอบ ประชาธิปไตยโดยการแสดงตัวเป็นผู้จงรักภักดีต่อราชสำนัก

และใส่ร้ายว่าทักษิณคิดการใหญ่จะสถาปนาสาธารณรัฐ เพื่อขึ้นเป็นประธานาธิบดีเอง และเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ ก็มีผู้ใกล้ชิดพลเอกเปรม เช่น นายโสภณ สุภาพงศ์ และนายสนธิ ลิ้มทองกุล และพรรคพวกออกมาระบุรายละเอียดว่าทักษิณได้ร่วมปรึกษาหารือกับอดีตแกนนำพรรค คอมมิวนิสต์แห่งปะเทศไทย

ที่เป็นอดีตผู้นำนักศึกษาหัวรุนแรง เช่น นายเกรียงกมล เลาหะไพโรจน์ และนายภูมิธรรม เวชชยะชัย ที่ประเทศฟินแลนด์ โดยจัดทำเป็นเค้าโครงเรียกว่า “ปฏิญญาฟินแลนด์” เพื่อล้มราชวงศ์ แต่ก็ถูกตอบโต้จากนายภูมิธรรมและพวกทำการฟ้องร้องคดีต่อศาลในข้อหาหมิ่น

ประมาท และแม้ศาลจะตัดสินนายสนธิ ลิ้มทองกุล และพวก ว่ามีความผิด แล้วแต่กระแสข่าวก็ยังไม่หยุด ล่าสุดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แม้จะดำรงตำแหน่งเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ก็ยังใส่ร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างเปิดเผยในการตอบกระทู้ในสภาเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2552 ว่า “พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการจะเป็นประธานาธิบดี”

การใส่ร้ายป้ายสีเพื่อช่วงชิงอำนาจการเมืองจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กระทำกันอย่างเป็นระบบโดยเครือข่ายราชสำนัก จนในที่สุดก็เกิดการช่วงชิงอำนาจจากรัฐบาลทักษิณเป็นผลสำเร็จ แต่ก็กลายเป็นจลาจลวุ่นวายทางการเมืองของไทยนับแต่การยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549

เป็นต้นมาจนถึงจลาจลการยึดสนามบิน และสงครามประชาชนเสื้อเหลือง เสื้อแดงที่คุกรุ่นขึ้นจนถึงทุกวันนี้หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันได้ถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นผลจาก ภาวะการเมืองปลายรัชกาล โดยมีพลเอกเปรมเป็นผู้ใช้อำนาจอันมิชอบนี้ ก็คือการเปิดเผยข้อเท็จจริงของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่รู้ปัญหาเต็มอกแต่ยากที่จะเปิดเผยอย่างหมดเปลือกต่อสาธารณะชนได้ก็คือ คำให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์อาซาฮี ชิมบุน ที่ญี่ปุ่น ว่า“

อาซาฮี : คุณมีความเห็นยังไงกับรัฐบาลใหม่ของไทย
ทักษิณ : พรรคประชาธิปัตย์ได้อำนาจจากเสียงส่วนใหญ่ ด้วยการสนับสนุนจากศาล จากกองทัพ และคณะองคมนตรี สาเหตุที่พวกเขาเรียกร้องให้ผมเลิกยุ่งกับการเมืองไทย ก็เพราะพวกเขาไม่มั่นใจว่าจะกุมอำนาจได้ ถ้าผมยังยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ผมเชื่อว่า จริงๆ แล้วกองทัพและคณะองคมนตรีนั่นแหละที่ต้องเลิกยุ่งกับการเมือง

อาซาฮี : คุณยังจะสู้ต่อหรือเปล่า
ทักษิณ : ผมกำลังจะอายุครบ 60 ปี ในเดือนกรกฎาคมปีนี้ ผมอยากจะใช้ชีวิตอย่างสงบ และหวังว่า จะได้เห็นความสมานฉันท์อีกครั้งในหมู่คนไทย แต่ผมยังไม่ได้รับข้อเสนออะไรจากรัฐบาล หรือกลุ่มต่อต้านทักษิณว่า ต้องการจะเจรจา ผมยังตายไม่ได้ก่อนที่จะพิสูจน์ว่าผมไม่ได้รับความยุติธรรม และผมเชื่อว่า กลุ่มผู้สนับสนุนผมจะสู้กับพวกเขาต่อ แม้ว่าผมจะตายไปแล้วที่นี่”
(คัดจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11276)

หลังจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ให้สัมภาษณ์สดทางโทรทัศน์ DTV เช้าวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2552 เวลา 10.00 น. ความสำคัญตอนหนึ่งว่า

“ไม่ว่าจะต่อสู้บนนรกหรือสวรรค์ก็จะต่อสู้ ถ้าไม่คืนความเป็นธรรมให้ก็จะไม่มีวันหยุดเคลื่อนไหว ซึ่งทุกวันนี้มีความพยายามดำเนินคดีและรังแกตนเองทุกอย่าง แล้วอย่าคิดว่าจะส่งคนมาฆ่าตนที่ต่างประเทศ เพราะถึงตายก็ไม่หยุดแน่ ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ เพราะมีผู้ระแวงว่าตนเองไม่จงรักภักดี………..ผมขอยืนยันว่าตนเองจงรัก ภักดีมากที่สุดคนหนึ่ง อย่ามาหาเรื่องกัน สมมติฐานนี้ผิดก็ควรทำสมมติฐานให้ถูก ความไม่จงรักภักดีที่ผมถูกกล่าวหาก็จะได้รับการแก้ไข ผมขอเรียกร้องว่าขอให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน เริ่มต้นใหม่ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกติกา ในชีวิตผมเองได้รับพระราชทานอะไรมามากมาย ผมมีความกตัญญู หวังว่าสักวันหนึ่งเมื่อใช้กรรมที่เกิดขึ้นในชาติที่แล้วหมด ต่อไปก็คงจะโชคดี ได้รับกรรมดีกลับมารับใช้แก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนถ้าพรรคพวกได้เป็น รัฐบาล”
Read More

Permalink ให้ความเห็น

*บทสรุป จุดจบคือบทเริ่มต้นแห่งยุคสมัย*

25/03/2010 at 7:42 am (บทความ)


บท: ดารณี รวีโชติ
ยุุทธการทำลายอำนาจรัฐบาลทักษิณได้กลายเป็นบาดแผลที่เจ็บปวดที่สุดของราช สำนักอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ มิใช่เกิดจากความไม่ยอมพ่ายแพ้ต่ออำนาจที่ไม่เป็นธรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้นหากแต่เกิดจากความหิวกระหายอำนาจของผู้คลั่งความจงรักภักดีที่ผสม

โรงเข้าร่วมโรมรันอย่างมีวาระแอบแฝงอีกทางหนึ่งด้วย ประกอบกับเป็นเวลาแห่งยุคสมัยศตวรรษที่ 21 ที่กระแสประชาธิปไตยเป็นกระแสหลักของโลก อำนาจของประชาชนที่มอบให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งอดีตเป็นเพียงกำแพงลม แต่วันนี้มันได้กลายเป็นกำแพงเหล็กที่สร้างความชอบธรรมในสายตาชาวโลกให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณไปเสียแล้ว

ในภาวะแห่งความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่ส่งผ่านข่าวสารข้อมูลไปสู่ทุกหัวระแหงได้เพียงกระพริบตา ได้ส่งผลให้การใช้อำนาจของราชสำนักไม่อาจจะปิดบังเป็นความลับได้ดังเช่น อดีตอีกต่อไป ท่ามกลางการมีส่วนร่วมของประชาชนที่เป็นวัฒนธรรมใหม่ของระบอบประชาธิปไตย

ซึ่งได้หยั่งรากลงสู่ฐานรากของสังคมไทยแล้ว และสิ่งที่ไม่อาจก้าวล่วงได้ในการมองวิวัฒนาการอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ก็คือกลุ่มบุคคลที่เป็นแกนนำมวลชนพันธมิตรฯ และแกนนำมวลชนฝ่ายต่อต้านพันธมิตรฯ ทั้ง 2 ฝ่ายก็มีลักษณะร่วมกันคือต่างก็เป็นนักเคลื่อนไหวมืออาชีพ

ผู้มีอุดมการณ์ที่ต้องการให้เกิดประชาธิปไตยของประชาชน มิใช่ประชาธิปไตยในกรอบอำนาจของสมบูรณาญาสิทธิราชการเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างสุดโต่งนับแต่เริ่มเกิดวิกฤตการณ์โค่น ล้มรัฐบาลทักษิณปลายปี 2548 โดยเนื้อแท้จึงกลายเป็นวิกฤตของสถาบันกษัตริย์ ไม่ใช่วิกฤตของทักษิณ

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงเป็นเพียงเงื่อนไขแห่งความเกลียดชังในช่วงเวลาแห่งความวิตกกังวลของการ ผลัดเปลี่ยนรัชกาลที่ใกล้จะมาถึงเท่านั้น“ระบอบทักษิณ” ตามคำประกาศของพันธมิตรและพรรคประชาธิปัตย์ จึงกลายเป็นพลังดึงดูดให้ราชสำนักลงมาเปิดตัวทางการเมือง

ด้วยยุทธวิธีของนักเคลื่อนไหวมืออาชีพที่มีเป้าหมายอำนาจทางการเมือง ในทิศทางเฉพาะของตนชัยชนะของราชสำนัก กรณีการเกิดขึ้นของรัฐบาลอภิสิทธิ์คือจุดเริ่มต้นแห่งความพ่ายแพ้ของราช สำนัก และเป็นบทใหม่ของประวัติศาสตร์

Ù พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตรัสแก่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2551

Ù ดูรายละเอียดได้จากพระราชดำรัส พระราชทานแก่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด และพระราชทานแก่ผู้พิพากษาประจำศาลสำนักงานศาลยุติธรรม ที่เข้าเฝ้าในวันเดียวกัน วันอังคารที่ 25 เมษายน 2549 แต่คนละเวลา ภาคผนวกท้ายเล่ม

Ù รายชื่อ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ระบุนี้ มีรูปปรากฏในสื่อมวลชนทางโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดสดในวันที่ 7 ตุลาคม 2551

Ù คำประกาศของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กล่าวในเวลากลางวันขณะชุมนุมปิดล้อมสภานั้นได้ถูกเปิดเผยในคืนวันเดียว กันนั้นหลังจากแผนการล้มเหลวที่ “คาร์บอม” เกิดระเบิดก่อนเวลา ทำให้แกนนำคนสำคัญเสียชีวิตว่าแท้จริงแล้วเป็นการสร้างเหตุความรุนแรงเพื่อ กดดันให้พลเอกอนุพงศ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ต้องทำการยึดอำนาจโดยไม่มีทางเลือกเพื่อโค่นล้มรัฐบาลตัวแทนของพ. ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

Ù “น้องโบว์” หรือนางสาวอังขณา ระดับปัญญาวุฒิ ได้เสียชีวิตจากแรงระเบิด (จากผลการพิสูจน์หลักฐานของนักวิชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) บริเวณหน้าที่ทำการกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่อยู่ใกล้ๆ กับรัฐสภา และได้กลายเป็นกุญแจดอกสำคัญว่าสมเด็จพระราชินีเป็นผู้เกี่ยวข้องกับม็อบ พันธมิตรโดยตรงเมื่อพระองค์ทรงเสด็จไปเป็นประธานเผาศพด้วยพระองค์เอง

Read More

Permalink ให้ความเห็น

Next page »